เมื่อยาเกาหลีไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย ‘งานวิจัย’: อ่านดีล 5 หมื่นล้านบาทของ Hanmi Pharmaceutical กับบทเรียนที่ไทยต้องจั

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
จากโรงงานผลิตยา สู่ผู้ขายองค์ความรู้: ความหมายของดีลครั้งนี้ในภาพใหญ่
หากในอดีตภาพจำของอุตสาหกรรมเกาหลีใต้สำหรับคนไทยมักเริ่มจากรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ซีรีส์ เพลงป๊อป หรือเครื่องสำอาง วันนี้อีกหนึ่งภาคธุรกิจที่กำลังขยับสถานะขึ้นอย่างมีนัยสำคัญคือ “ชีวเภสัชภัณฑ์และการวิจัยยา” ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันที่เข้มข้นกว่าการส่งออกสินค้าสำเร็จรูปหลายเท่า ข่าวที่ Hanmi Pharmaceutical หรือฮันมี ยักษ์ใหญ่ด้านยาของเกาหลีใต้ ลงนามข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีกับบริษัทยาระดับโลกอย่าง Genentech และ Eli Lilly รวมมูลค่าสูงสุดตามการเปิดเผยข้อมูลที่ 5.0865 ล้านล้านวอนในช่วงเวลาเพียงสามเดือน จึงไม่ใช่แค่ข่าวธุรกิจตัวเลขใหญ่ หากแต่เป็นสัญญาณว่าเกาหลีใต้กำลังพยายามเปลี่ยนบทบาทของตัวเองในห่วงโซ่มูลค่าโลก จากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายยาในประเทศ ไปสู่ผู้ส่งออก “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่ตลาดโลกยอมรับ
ในภาษาง่ายๆ การถ่ายทอดเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมยา คือการที่บริษัทหนึ่งพัฒนางานวิจัยหรือสารตั้งต้นของยาที่มีศักยภาพขึ้นมา แล้วเปิดทางให้พันธมิตรที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เครือข่ายทดลอง การขึ้นทะเบียน และการทำตลาดทั่วโลก เข้ามารับสิทธิ์ไปพัฒนาต่อและทำเชิงพาณิชย์ นี่ไม่ใช่การขายยากล่องหนึ่งต่ออีกกล่องหนึ่ง แต่เป็นการขายโอกาสของอนาคต ขายความเป็นไปได้ที่สารตัวหนึ่งอาจเติบโตเป็นยาระดับโลกในวันหน้า เพราะฉะนั้น มูลค่าที่ประกาศออกมาจึงไม่ควรตีความแบบตรงไปตรงมาว่าเป็นรายได้สดที่เข้ากระเป๋าทันทีทั้งหมด แต่สะท้อนว่าตลาดโลกเห็นคุณค่าในวิทยาศาสตร์ที่ Hanmi สะสมมา
ความสำคัญอีกชั้นอยู่ที่ชื่อของคู่สัญญา Genentech และ Eli Lilly ไม่ใช่ผู้เล่นรายเล็กที่ต้องการลองเสี่ยงแบบฉาบฉวย หากเป็นบริษัทที่มีประสบการณ์สูงในตลาดยาโลก การที่สองบริษัทนี้เลือกจับมือกับ Hanmi จึงเสมือนการประเมินแบบไม่เป็นทางการว่า งานวิจัยจากเกาหลีใต้ได้ก้าวเข้าสู่สนามที่มาตรฐานการตัดสินใจสูงมากแล้ว หากเปรียบกับโลกบันเทิง นี่ไม่ใช่แค่ศิลปินเกาหลีมีเพลงติดชาร์ตในประเทศตัวเอง แต่เป็นการเซ็นสัญญากับค่ายระดับโลกที่พร้อมปั้นต่อในหลายตลาดพร้อมกัน
ในเชิงอุตสาหกรรม ข่าวนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของเกาหลีใต้จากประเทศที่เคยโดดเด่นเรื่องการผลิตคุณภาพสูง ไปสู่ประเทศที่พยายามทำให้ “งานวิจัยก่อนผลิตจริง” กลายเป็นสินค้าส่งออกหลัก เป็นการยกระดับจากการเป็นผู้รับจ้างหรือผู้แข่งขันด้านต้นทุน ไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ซึ่งให้มูลค่าสูงกว่าและมีอำนาจต่อรองมากกว่าในระยะยาว
สำหรับผู้อ่านไทย ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะเป็นตัวอย่างชัดเจนว่ากระแสเกาหลีที่เราเห็นในชีวิตประจำวันไม่ได้จำกัดอยู่ที่ K-pop, K-drama หรืออาหารเกาหลีที่ขยายสาขาในห้างบ้านเราอีกต่อไป ฮันรยูในยุคใหม่กำลังมีมิติของ “K-Science” และ “K-Bio” เพิ่มเข้ามาอย่างเงียบๆ และอาจส่งผลลึกกว่ากระแสวัฒนธรรมเสียด้วยซ้ำ เพราะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสุขภาพ การลงทุน งานวิจัย และโอกาสร่วมมือระดับภูมิภาค
สิ่งที่ Hanmi ทำได้ ไม่ได้เกิดจากโชค: โมเดลลงทุนวิจัยที่สะสมมานาน
หัวใจของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่ตัวเลข 5 ล้านล้านวอน แต่อยู่ที่เส้นทางก่อนถึงตัวเลขดังกล่าว รายงานระบุว่า Hanmi ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ต่อเนื่องในสัดส่วนราว 14-15% ของยอดขายต่อปี นี่เป็นตัวเลขที่มีนัยมาก เพราะในโลกธุรกิจที่แรงกดดันเรื่องผลประกอบการรายไตรมาสมีสูง การยอมกันรายได้ส่วนหนึ่งไปวางไว้กับงานที่ไม่รู้ผลทันที ต้องอาศัยทั้งวินัยและความเชื่อของผู้บริหารต่ออนาคตของบริษัท
สำหรับอุตสาหกรรมยา การลงทุนวิจัยไม่ต่างจากการปลูกไม้ยืนต้น ใช้เวลานาน ต้นทุนสูง ความเสี่ยงมาก และไม่ใช่ทุกเมล็ดจะงอกออกมาเป็นต้นที่ขายได้จริง แต่หากไม่ปลูกเลย ก็ยากจะมีวันเก็บผลในระดับใหญ่ Hanmi จึงกำลังแสดงให้เห็นว่าโมเดลเติบโตของบริษัทยุคใหม่อาจไม่ใช่แค่การมีโรงงานที่ผลิตได้มาก หรือมีเครือข่ายขายยาเก่งเท่านั้น แต่ต้องมี “คลังความรู้” และ “ท่อส่งงานวิจัย” ที่ต่อเนื่องพอจะดึงดูดคู่ค้าระดับโลก
คำว่า pipeline หรือ “ไปป์ไลน์” ที่มักปรากฏในข่าวยา หมายถึงชุดของสารหรือโครงการวิจัยหลายตัวที่กำลังอยู่ในกระบวนการพัฒนา พูดแบบเปรียบเทียบให้ใกล้ตัวขึ้น มันคล้ายการที่ค่ายละครไม่ได้หวังกับละครเพียงเรื่องเดียว แต่มีหลายเรื่องในมือ ทั้งที่กำลังเขียนบท ถ่ายทำ ตัดต่อ และรอออกอากาศ หากเรื่องหนึ่งสะดุดยังมีเรื่องอื่นประคองบริษัทได้ ในโลกยา ไปป์ไลน์คือการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาส เพราะไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าสารตัวไหนจะไปถึงเส้นชัย
ดังนั้น การที่ Hanmi สามารถทำข้อตกลงกับพันธมิตรต่างรายได้ต่อเนื่องในช่วงเวลาสั้น จึงบอกเป็นนัยว่า บริษัทไม่ได้มีแค่ผลงานชิ้นเดียวที่ถูกพูดถึงเป็นครั้งคราว แต่กำลังพยายามสร้างโครงสร้างธุรกิจที่วางฐานบนงานวิจัยหลายเส้นทางพร้อมกัน นี่ทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตานักลงทุนและพันธมิตร เพราะแปลว่าความสำเร็จไม่ได้ผูกติดกับ “ยาเดี่ยวตัวเดียว” จนเปราะบางเกินไป
อีกจุดที่สำคัญคือวิธีคิดต่อ R&D ในฐานะ “สินทรัพย์ระยะยาว” ไม่ใช่ “ต้นทุนที่ต้องตัดลด” เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน บริษัทจำนวนไม่น้อยมักลดค่าใช้จ่ายที่ยังไม่เห็นผลทันที แต่กรณีนี้ชี้ว่าในอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความรู้เข้มข้น การรักษาวินัยการลงทุนอาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่าบริษัทจะอยู่ในระดับท้องถิ่น หรือก้าวขึ้นไปสู่เวทีโลกได้หรือไม่
สำหรับเกาหลีใต้ นี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าความสำเร็จของบริษัทเดียว เพราะมันส่งสารไปทั้งระบบว่า การสร้างอุตสาหกรรมที่แข่งขันด้วยองค์ความรู้ต้องใช้เวลาและความอดทน ไม่ต่างจากเส้นทางที่เกาหลีเคยสร้างชื่อในอุตสาหกรรมชิป รถยนต์ หรือวัฒนธรรมบันเทิงมาก่อนหน้านี้ ช่วงแรกอาจเป็นผู้ตาม แต่เมื่อสะสมเทคโนโลยี บุคลากร และมาตรฐานได้ถึงจุดหนึ่ง ก็สามารถขยับจากผู้ผลิตไปเป็นผู้กำหนดเกมได้มากขึ้น
โฟกัสโรคอ้วนและเมตาบอลิก: ทำไมพื้นที่นี้จึงกลายเป็นสนามแข่งขันสำคัญของโลก
Hanmi ระบุทิศทางชัดเจนว่ากำลังขยายไปป์ไลน์ในกลุ่มโรคอ้วนและโรคเมตาบอลิก ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญ เช่น เบาหวาน ภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตยุคใหม่ เหตุผลที่พื้นที่นี้ได้รับความสนใจระดับโลกไม่ใช่เพียงเพราะเป็นปัญหาสุขภาพใหญ่ แต่เพราะเป็นตลาดที่ทั้งมีผู้ป่วยจำนวนมากและเกี่ยวพันกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร วิถีการกิน และสังคมเมืองในหลายประเทศ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โลกจับตาธุรกิจยารักษาโรคอ้วนมากขึ้นอย่างชัดเจน เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความงามหรือรูปร่างอย่างที่สังคมมักเข้าใจแบบผิวเผิน แต่เป็นเรื่องภาระโรคเรื้อรังทั้งระบบ ตั้งแต่เบาหวาน โรคหัวใจ ไปจนถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้น การที่ Hanmi วางตัวในสนามนี้จึงสะท้อนว่าบริษัทพยายามอยู่ในแนวรบสำคัญของอุตสาหกรรมยาโลก ไม่ใช่เฉพาะตลาดเฉพาะทางที่เล็กเกินไป
นอกจากนี้ การมีพันธมิตรอย่าง Genentech และ Eli Lilly ยังช่วยขยายมุมมองว่าตลาดโรคอ้วนและเมตาบอลิกไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นสมรภูมิระยะยาวที่บริษัทข้ามชาติต่างต้องการจับจองเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะหากรอให้ยาพัฒนาเสร็จสมบูรณ์แล้วค่อยเข้ามา ต้นทุนและการแข่งขันอาจสูงกว่า การเข้าเป็นพันธมิตรตั้งแต่ขั้นงานวิจัยจึงเป็นวิธีล็อกโอกาสในอนาคต
จุดนี้ทำให้ข่าวของ Hanmi น่าสนใจในฐานะ “สัญญาณแนวโน้ม” มากกว่าข่าวธุรกรรมรายวัน เพราะมันบอกว่าบริษัทเกาหลีใต้ไม่ได้รอให้โลกหันมาหา แต่กำลังพยายามเลือกพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความต้องการสูง แล้วสะสมองค์ความรู้จนคู่ค้าโลกยอมเข้ามาหาเอง นี่คือวิธีสร้างอำนาจต่อรองในระบบเศรษฐกิจความรู้
หากมองลึกลงไปอีก การเลือกโฟกัสกลุ่มโรคดังกล่าวยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในเอเชียด้วย ประเทศในภูมิภาคนี้ รวมถึงไทย กำลังเผชิญโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้นจากสังคมเมือง อาหารแปรรูป การทำงานนั่งโต๊ะ และสังคมสูงวัยมากขึ้น ตลาดยาที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของคนเอเชียเลย ตรงกันข้าม มันอาจเป็นหนึ่งในสมรภูมิที่เชื่อมโยงสุขภาพกับเศรษฐกิจอย่างชัดที่สุดในทศวรรษหน้า
บทเรียนสำหรับไทย: ตลาดไทย บริษัทไทย และความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีจะได้หรือเสียอะไร
สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้ควรถูกอ่านให้มากกว่าความสำเร็จของบริษัทต่างชาติ เพราะมันเปิดคำถามตรงถึงอุตสาหกรรมยา ชีววิทยาศาสตร์ และนโยบายวิจัยของไทยว่า เราอยากอยู่ตรงไหนในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน ทุกวันนี้ไทยมีทั้งฐานการแพทย์ที่แข็งแรง โรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ นักวิจัยที่มีศักยภาพ และตลาดสุขภาพที่กำลังโตจากสังคมสูงวัย แต่การเปลี่ยนองค์ประกอบเหล่านี้ให้กลายเป็น “สินทรัพย์วิจัยที่ซื้อขายได้ในตลาดโลก” ยังเป็นโจทย์ที่ท้าทาย
ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีในทางเศรษฐกิจที่ผ่านมา คนไทยคุ้นกับภาพการลงทุนด้านอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ อาหาร ความงาม และบันเทิงเป็นหลัก ทว่าหากภาคชีวเภสัชของเกาหลีเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ไทยอาจมีโอกาสมากขึ้นในการเป็นทั้งตลาด การร่วมวิจัย การทดลองทางคลินิกบางประเภท หรือฐานบริการสุขภาพที่เชื่อมกับเทคโนโลยีทางการแพทย์จากเกาหลี โดยเฉพาะเมื่อไทยมีระบบโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับการยอมรับในภูมิภาคและมีผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามาจำนวนมาก
ในอีกด้านหนึ่ง ข่าวนี้ก็เป็นแรงกดดันเงียบๆ ต่อบริษัทไทยเช่นกัน เพราะมันสะท้อนว่าเกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมสุขภาพไม่ได้วัดกันแค่การผลิตยาชื่อสามัญ การทำตลาดในประเทศ หรือการกระจายสินค้าเท่านั้น แต่กำลังขยับไปสู่การแข่งขันด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ความสามารถสร้างไปป์ไลน์ และการจับมือกับพันธมิตรโลก หากบริษัทไทยยังเน้นรายได้ระยะสั้นโดยไม่สะสม R&D อย่างเป็นระบบ ก็อาจยิ่งถูกทิ้งห่างในเกมมูลค่าสูง
อย่างไรก็ดี ไทยไม่จำเป็นต้องลอกแบบเกาหลีทั้งหมด เพราะโครงสร้างอุตสาหกรรมและขนาดตลาดต่างกัน สิ่งที่ไทยอาจเรียนรู้ได้คือการสร้างระบบนิเวศที่ทำให้งานวิจัยสามารถต่อยอดออกจากห้องแล็บไปสู่ธุรกิจจริง ตั้งแต่มหาวิทยาลัย โรงพยาบาล สตาร์ตอัพชีววิทยาศาสตร์ กองทุนวิจัย ไปจนถึงกฎเกณฑ์ที่เอื้อให้เกิดความร่วมมือกับต่างประเทศ ถ้าเปรียบกับวงการบันเทิง ไทยคงไม่สร้าง K-pop แบบเกาหลีได้เป๊ะ แต่สามารถสร้างโมเดลของตัวเองที่ต่อยอดจากจุดแข็งท้องถิ่นได้ เช่นเดียวกัน อุตสาหกรรมยาและไบโอของไทยก็ต้องหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเอง ไม่ใช่เพียงวิ่งตามภาพใหญ่โดยไม่ดูฐานทุนและทรัพยากรที่มีจริง
มิติที่สำคัญอีกข้อคือผู้บริโภคและสังคมไทยกำลังให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตลาดอาหารเสริม เวชภัณฑ์ การแพทย์ป้องกัน และบริการลดน้ำหนักขยายตัวต่อเนื่อง ข่าวที่เกาหลีใต้สามารถยกระดับงานวิจัยในกลุ่มโรคอ้วนและเมตาบอลิกขึ้นสู่ความร่วมมือระดับโลก จึงมีนัยต่อภาคธุรกิจไทยด้วย เพราะสะท้อนว่าความต้องการของผู้บริโภคไม่ได้หยุดอยู่ที่บริการปลายทาง แต่กำลังผลักให้ทั้งระบบสุขภาพหันมามองนวัตกรรมต้นน้ำมากขึ้น
ในเชิงภาพลักษณ์ประเทศ เกาหลีใต้ยังแสดงให้เห็นความต่อเนื่องของการส่งออก “แบรนด์ชาติ” ที่คนไทยสัมผัสได้อยู่แล้ว ตั้งแต่ซีรีส์ที่ขายวิถีชีวิต อาหารที่ขายซอฟต์พาวเวอร์ เครื่องสำอางที่ขายมาตรฐานความงาม ไปจนถึงยาและเทคโนโลยีชีวภาพที่ขายความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ หากไทยต้องการยกระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีให้ลึกกว่าการเป็นผู้บริโภควัฒนธรรมและสินค้า การร่วมมือในมิติสุขภาพ การแพทย์ และนวัตกรรมอาจเป็นพื้นที่ที่น่าจับตามากในระยะต่อไป
อย่าอ่านแค่ยอดเงิน: ทำไมมูลค่าสูงสุดไม่เท่ากับเงินสดทันที
ในข่าวธุรกิจขนาดใหญ่ มักมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่เสมอเมื่อสาธารณชนเห็นตัวเลขระดับหลายหมื่นล้านหรือหลายแสนล้านบาท แล้วตีความว่าเป็นรายได้ที่บริษัทจะรับทันทีเต็มจำนวน กรณีของ Hanmi ก็เช่นกัน มูลค่า “สูงสุด” ของข้อตกลงถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นตัวเลขที่รวมองค์ประกอบหลายส่วน ซึ่งอาจครอบคลุมค่าตอบแทนเบื้องต้น เงินตามเงื่อนไขความคืบหน้าการพัฒนา หรือผลตอบแทนตามความสำเร็จในแต่ละขั้นตอนของโครงการ
พูดอย่างตรงไปตรงมา ข้อตกลงประเภทนี้มีโอกาสสูงก็จริง แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน เพราะงานพัฒนายาใช้เวลานาน มีขั้นตอนทดสอบและประเมินประสิทธิภาพความปลอดภัยต่อเนื่อง และไม่ใช่ทุกโครงการจะไปถึงการจำหน่ายจริงได้ ดังนั้น การรายงานข่าวอย่างรอบคอบจึงควรแยกให้ออกระหว่าง “มูลค่าศักยภาพของสัญญา” กับ “เงินที่เกิดขึ้นแน่นอนแล้ว”
กระนั้น การระวังไม่ให้หลงกับตัวเลข ไม่ได้แปลว่าข่าวนี้มีน้ำหนักน้อยลง ตรงกันข้าม จุดแข็งของข่าวคือการที่ Hanmi สามารถปิดดีลขนาดใหญ่ได้ถึงสองครั้งภายในช่วงสั้นๆ กับพันธมิตรระดับโลก ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของตลาดต่อไปป์ไลน์และความสามารถวิจัยของบริษัทมากกว่าจะสะท้อนรายได้ในระยะสั้นเท่านั้น หากเปรียบกับวงการกีฬา มันไม่ใช่การฉลองถ้วยแชมป์ที่ได้มาแล้วทั้งหมด แต่เป็นสัญญาณว่าทีมนี้ผ่านเข้ารอบลึกและมีคนประเมินว่าโอกาสไปต่อสูง
สำหรับนักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย หรือแม้แต่สื่อมวลชนไทย บทเรียนสำคัญคือการอ่านข่าวอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ต้องใช้สายตาคนละแบบกับข่าวค้าปลีกทั่วไป เราไม่ควรมองเพียงยอดขายรายไตรมาส แต่ต้องดูคุณภาพของพันธมิตร ทิศทางของงานวิจัย การกระจายความเสี่ยงของไปป์ไลน์ และความสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นความร่วมมือทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ชี้ว่าบริษัทมีศักยภาพระยะยาวเพียงใด
อีกด้านหนึ่ง การเข้าใจโครงสร้างสัญญาเช่นนี้อย่างถูกต้อง ยังช่วยให้สังคมมองอุตสาหกรรมวิจัยด้วยความเป็นจริงมากขึ้น ไม่คาดหวังเกินไปในวันแรก และไม่มองข้ามคุณค่าของการลงทุนระยะยาวเพียงเพราะผลตอบแทนยังไม่เกิดทันที ความสำเร็จในโลกยาไม่ค่อยมาในรูปแบบหวือหวาฉับพลันแบบยอดขายสินค้ากระแส แต่ค่อยๆ สร้างความน่าเชื่อถือ จนวันหนึ่งกลายเป็นการเปลี่ยนฐานะของบริษัทหรืออุตสาหกรรมทั้งระบบ
เกาหลีใต้กำลังส่งสัญญาณอะไรต่อโลก และไทยควรมองอย่างไรต่อจากนี้
หากสรุปสารสำคัญของข่าวนี้ในประโยคเดียว อาจกล่าวได้ว่า เกาหลีใต้กำลังพยายามพิสูจน์ว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่เก่งการผลิตหรือการสร้างแบรนด์ผู้บริโภค แต่สามารถสร้างมูลค่าจากวิทยาศาสตร์ขั้นสูงและส่งออกมันได้ในระดับโลกด้วย เส้นทางนี้สอดคล้องกับวิธีที่เกาหลีพัฒนาอุตสาหกรรมอื่นมาแล้ว คือทุ่มกับบุคลากร สะสมเทคโนโลยี ลงทุนต่อเนื่อง และใช้พันธมิตรต่างประเทศเป็นคันโยกขยายอิทธิพล
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปไม่ใช่เพียงว่า Hanmi จะมีดีลใหม่หรือไม่ เพราะข้อมูลปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานให้สรุปเช่นนั้น แต่ต้องดูว่าดีลที่ทำไว้จะเดินหน้าไปสู่ขั้นพัฒนาอย่างไร ไปป์ไลน์ด้านโรคอ้วนและเมตาบอลิกจะได้รับการยอมรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ และโมเดลที่เน้น R&D หนักเช่นนี้จะกลายเป็นแบบอย่างให้บริษัทเกาหลีรายอื่นเร่งเดินตามหรือเปล่า หากคำตอบเป็นใช่ เราอาจได้เห็นภาคชีวเภสัชกลายเป็นอีกหนึ่ง “คลื่นเกาหลี” ที่ส่งอิทธิพลไกลเกินกว่าวงการแพทย์
สำหรับไทย การอ่านข่าวนี้อย่างมีประโยชน์ที่สุดคือการมองว่า นี่คือภาพตัวอย่างของประเทศที่พยายามเปลี่ยนรายได้จากการขายสินค้า ไปสู่รายได้จากการขายองค์ความรู้ ขณะที่เศรษฐกิจไทยเองก็เผชิญคำถามคล้ายกันในหลายอุตสาหกรรมว่า จะยกระดับจากฐานการผลิตและบริการไปสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้อย่างไร ข่าวของ Hanmi ไม่ได้ให้คำตอบสำเร็จรูป แต่บอกว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องอาศัยการลงทุนสม่ำเสมอ ความอดทน และระบบนิเวศที่เชื่อมงานวิจัยกับตลาดได้จริง
ในสังคมไทย เรามักคุ้นกับการพูดถึงเกาหลีใต้ในฐานะมหาอำนาจซอฟต์พาวเวอร์ จนบางครั้งมองไม่เห็นว่าความสำเร็จทางวัฒนธรรมของเขามีฐานมาจากโครงสร้างเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระยะยาวเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเพลง ซีรีส์ เกม ชิป หรือยาชีวภาพ แก่นร่วมคือการทำสิ่งที่ใช้ความรู้สูงให้กลายเป็นสินค้าหรือบริการที่โลกยอมจ่าย
ท้ายที่สุด ข่าวการถ่ายทอดเทคโนโลยีของ Hanmi จึงมีความหมายมากกว่าเรื่องสองสัญญาในสามเดือน มันเป็นภาพสะท้อนว่าการแข่งขันของประเทศเอเชียยุคใหม่ ไม่ได้ชี้ขาดกันแค่แรงงานต้นทุนต่ำหรือกำลังการผลิตจำนวนมาก แต่ชี้ขาดกันที่ว่าใครสร้างงานวิจัยที่คนอื่นอยากร่วม ใครทำให้องค์ความรู้กลายเป็นธุรกิจได้ และใครวางระบบให้นักวิจัยกับตลาดเดินไปด้วยกัน สำหรับไทย นี่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และอาจเป็นหนึ่งในกระจกสำคัญที่สะท้อนว่า หากเราอยากอยู่ในเกมเศรษฐกิจสุขภาพของภูมิภาคอย่างมีน้ำหนัก เราต้องเริ่มคิดเรื่องการลงทุนระยะยาวอย่างจริงจังเพียงใดตั้งแต่วันนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น