จากอาซุนซิอองถึงกรุงเทพฯ: บทเรียนจากเวทีจับคู่ธุรกิจเกาหลี-ปารากวัย และความหมายต่อเกมการค้าของไทยในยุคเครือข่ายเป็นทุน

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
เกาหลีใต้ขยับเกมรุกในละตินอเมริกา ผ่านเวทีที่เล็กกว่าแต่มีนัยใหญ่กว่า
ข่าวการจัดงานจับคู่ธุรกิจระหว่างเกาหลีใต้กับปารากวัยที่กรุงอาซุนซิออง อาจไม่ใช่ข่าวประเภทที่คนไทยเห็นแล้วสะดุดตาทันทีเหมือนการเปิดตัวไอดอลเคป๊อปรุ่นใหม่ ซีรีส์ดังเรื่องล่าสุด หรือแบรนด์เครื่องสำอางเกาหลีที่กำลังมาแรงในห้างบ้านเรา แต่หากมองในฐานะข่าวเศรษฐกิจระหว่างประเทศ นี่คือสัญญาณที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า เกาหลีใต้กำลังเดินเกมขยายอิทธิพลทางการค้าในพื้นที่ที่ไม่ใช่ตลาดหลักเดิม ด้วยวิธีที่อาศัยทั้งรัฐ เครือข่ายนักธุรกิจเชื้อสายเกาหลีในต่างแดน และองค์กรท้องถิ่นมาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ
งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยสมาคมนักธุรกิจและการค้าเกาหลีในต่างประเทศสาขาอาซุนซิออง ร่วมกับสำนักงานการค้าขององค์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนแห่งเกาหลีใต้ หรือ KOTRA ประจำอาซุนซิออง เป้าหมายไม่ใช่การประกาศดีลมูลค่ามหาศาลในวันเดียว แต่เป็นการปูทางให้ผู้ซื้อและผู้นำเข้าในปารากวัย ซึ่งอาจยังไม่คุ้นกับระบบสนับสนุนการส่งออกของเกาหลีใต้ ได้เข้าใจวิธีติดต่อผู้ผลิตเกาหลี วิธีประเมินความร่วมมือ และช่องทางเจรจาธุรกิจที่เป็นทางการมากขึ้น
ในทางหนึ่ง งานลักษณะนี้คล้ายกับ “การนัดดูตัวทางธุรกิจ” มากกว่าการขายของหน้าร้าน เพราะจุดสำคัญอยู่ที่การทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันบนฐานของข้อมูล ความเชื่อถือ และความเข้าใจในวิธีทำงาน ไม่ใช่เพียงเอาสินค้าไปวางแล้วหวังให้ตลาดตอบรับเอง เกาหลีใต้กำลังแสดงให้เห็นว่า การรุกตลาดต่างประเทศในยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่เรื่องของคุณภาพสินค้า แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างสนับสนุนเบื้องหลังว่าจะช่วยให้คู่ค้าต่างชาติ “เข้าถึงเกาหลี” ได้ง่ายเพียงใด
หากเปรียบกับสิ่งที่คนไทยคุ้นเคย ก็อาจนึกถึงเวลาที่สินค้าเกาหลีเข้ามาไทยในช่วงแรก ไม่ใช่แค่เพราะสินค้าดีหรือกระแสวัฒนธรรมแข็งแรงเท่านั้น แต่เพราะมีทั้งผู้นำเข้า ตัวแทนจำหน่าย ห้างสรรพสินค้า แพลตฟอร์มออนไลน์ และหน่วยงานสนับสนุนที่ช่วยกันลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นธุรกิจ งานที่อาซุนซิอองจึงสะท้อนว่าเกาหลีใต้กำลังพยายามทำสิ่งเดียวกันนี้ในอีกฟากโลก เพียงเปลี่ยนบริบทจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสู่ลาตินอเมริกา
หัวใจของข่าวนี้ไม่ใช่สัญญา แต่คือ “ระบบนิเวศการค้า” ที่เกาหลีสร้างขึ้น
รายละเอียดที่สำคัญที่สุดของเวทีจับคู่ธุรกิจครั้งนี้อยู่ที่การรวมตัวของผู้เล่นหลายระดับในห้องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำปารากวัย ผู้แทนจาก KOTRA ผู้นำเครือข่ายนักธุรกิจเกาหลีในปารากวัย ผู้แทนหอการค้าที่เชื่อมโยงกลุ่มเมอร์โคซูร์กับอาเซียน ตลอดจนผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายท้องถิ่นรวมกว่า 40 คน
ตัวเลขผู้เข้าร่วมอาจไม่ใหญ่โตเมื่อเทียบกับมหกรรมแสดงสินค้า แต่ในเชิงยุทธศาสตร์กลับมีน้ำหนักมาก เพราะมันบอกเราว่าเกาหลีใต้ไม่ได้มองการส่งออกเป็นเรื่องของบริษัทเอกชนลุยเดี่ยวอีกต่อไป หากมองเป็น “ระบบนิเวศ” ที่ต้องมีทั้งภาครัฐช่วยเปิดประตู เครือข่ายคนเกาหลีในต่างประเทศช่วยอ่านเกมท้องถิ่น และองค์กรธุรกิจในประเทศปลายทางช่วยคัดกรองคู่ค้าที่น่าเชื่อถือ
นี่คือจุดที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ติดตามกระแสฮันรยูด้วย เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของเกาหลีใต้มักถูกพูดถึงผ่านซอฟต์พาวเวอร์เป็นหลัก ทั้งเพลง ซีรีส์ แฟชั่น อาหาร หรือความงาม แต่ในอีกชั้นหนึ่ง เกาหลีก็แปลงความนิยมทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นความคุ้นเคยทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อผู้บริโภครู้จักประเทศ ผู้ซื้อรู้จักแบรนด์ และผู้ประกอบการต่างชาติรู้จักช่องทางติดต่อ ความได้เปรียบของเกาหลีจึงไม่ได้อยู่ที่ภาพลักษณ์อย่างเดียว แต่อยู่ที่การมีโครงสร้างรองรับพร้อม
ในข่าวนี้ยังมีประเด็นที่สะท้อนชัดว่า เกาหลีให้ความสำคัญกับ “ช่องว่างทางข้อมูล” มากพอๆ กับตัวสินค้าเอง ผู้ซื้อท้องถิ่นในปารากวัยจำนวนหนึ่งอาจไม่รู้ว่าถ้าจะซื้อสินค้าจากเกาหลีควรเริ่มอย่างไร ติดต่อหน่วยงานไหน หรือประเมินผู้ผลิตแบบใด เวทีลักษณะนี้จึงทำหน้าที่คล้ายล่ามทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงแปลภาษา แต่แปลระบบ แปลวัฒนธรรมองค์กร และแปลวิธีคิดของตลาดเกาหลีให้คู่ค้าเข้าใจ
นี่เป็นแนวทางที่ดูเงียบ แต่มีประสิทธิภาพระยะยาว เพราะการค้าระหว่างประเทศจำนวนมากไม่ได้สะดุดเพราะสินค้าขายไม่ได้ หากสะดุดตั้งแต่ยังไม่รู้จะเริ่มคุยกับใครอย่างไร และใครคือคนที่ช่วยรับประกันได้ว่าการพูดคุยครั้งนั้นจะไม่เสียเวลาเปล่า
ปารากวัยอาจไม่ใช่ตลาดใหญ่ในสายตาคนไทย แต่เป็น “ประตู” ที่เกาหลีมองเห็น
เมื่อพูดถึงลาตินอเมริกา คนไทยมักนึกถึงบราซิล เม็กซิโก อาร์เจนตินา หรือชิลีมากกว่าปารากวัย จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ข่าวนี้อาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในมุมของนักยุทธศาสตร์การค้า ประเทศที่ไม่ได้อยู่ในสปอร์ตไลต์มักมีคุณค่าในฐานะจุดเชื่อมต่อมากกว่าขนาดตลาดเพียงอย่างเดียว
การที่หอการค้าปารากวัย-เมอร์โคซูร์-อาเซียนเข้ามามีบทบาทในงานครั้งนี้ บอกเราว่าเกาหลีไม่ได้คิดแค่การขายของให้ปารากวัยโดยตรง แต่กำลังอ่านภาพใหญ่ของความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มเศรษฐกิจ เมอร์โคซูร์ซึ่งเป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจสำคัญของอเมริกาใต้ กับอาเซียนซึ่งไทยเป็นสมาชิกหลัก ล้วนเป็นภูมิภาคที่ทั่วโลกจับตามองในฐานะตลาดเกิดใหม่และฐานการผลิตที่ยังมีพื้นที่เติบโต
หากดูให้ลึกขึ้น ปารากวัยในข่าวนี้ทำหน้าที่เสมือน “ประตูหน้างาน” ที่ช่วยให้บริษัทเกาหลีเข้าถึงข้อมูลจริงของตลาด การกระจายสินค้า และคู่ค้าท้องถิ่นได้รวดเร็วกว่าการนั่งวิเคราะห์จากโซลเพียงอย่างเดียว กล่าวอีกแบบคือ เกาหลีกำลังใช้เครือข่ายเฉพาะพื้นที่เพื่อลดต้นทุนของความไม่รู้ ซึ่งเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นแต่แพงมากในการทำธุรกิจข้ามพรมแดน
สำหรับผู้ประกอบการไทย ประเด็นนี้คุ้นหูอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจไทยเองก็เผชิญคำถามคล้ายกันเมื่อต้องบุกตลาดใหม่ เรามักพูดถึงคุณภาพสินค้าไทย ความสามารถด้านอาหาร เกษตร สุขภาพ หรือความงาม แต่โจทย์สำคัญคือ เรามีเครือข่ายในพื้นที่ปลายทางมากพอหรือไม่ และเราสามารถสร้างเวทีให้ผู้ซื้อท้องถิ่นมาเรียนรู้ “วิธีทำธุรกิจกับไทย” ได้ดีเท่าใด
สิ่งที่เกาหลีทำในอาซุนซิอองจึงไม่ใช่แค่กิจกรรมส่งออกธรรมดา หากเป็นตัวอย่างของการเปลี่ยนตลาดที่ดูไกล ให้กลายเป็นตลาดที่เข้าถึงได้ผ่านคนกลางที่รู้จักพื้นที่จริง และนั่นคือวิธีคิดที่ประเทศการค้าทั้งหลาย รวมถึงไทย ควรจับตาอย่างใกล้ชิด
สิ่งนี้หมายความอะไรกับประเทศไทย: บทเรียนตรงต่อผู้ส่งออกไทย บริษัทไทย และแฟนคลับเกาหลีในตลาดบ้านเรา
สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการรับรู้ว่าเกาหลีใต้ไปจัดงานธุรกิจในปารากวัย เพราะมันชี้ให้เห็นรูปแบบการทำงานที่ไทยควรศึกษาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเองกำลังมองหาตลาดใหม่ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น ทั้งจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และผู้เล่นหน้าใหม่ในเศรษฐกิจดิจิทัล
ประการแรก เกาหลีใต้กำลังย้ำว่า “เครือข่ายพลัดถิ่น” หรือเครือข่ายนักธุรกิจเชื้อสายเกาหลีในต่างประเทศ คือทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่เพียงเครือข่ายเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น จุดนี้น่าสนใจมากเมื่อเทียบกับไทย เพราะไทยก็มีชุมชนธุรกิจและเครือข่ายคนไทยในต่างประเทศจำนวนไม่น้อย แต่คำถามคือ เราใช้เครือข่ายเหล่านี้เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยรายเล็กและรายกลางให้เข้าถึงตลาดใหม่ได้เป็นระบบมากพอหรือยัง
ประการที่สอง สำหรับบริษัทไทยที่ทำธุรกิจกับเกาหลีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้าเครื่องสำอาง อาหาร สินค้าไลฟ์สไตล์ คอนเทนต์บันเทิง หรือผู้จัดงานอีเวนต์ ข่าวนี้สะท้อนว่าเกาหลีไม่ได้พึ่งตลาดฮิตอย่างไทยเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกระจายความเสี่ยงและขยายฐานคู่ค้าไปยังภูมิภาคอื่นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่าบริษัทไทยที่อยากเป็นพันธมิตรกับเกาหลีในระยะยาว ต้องพัฒนาความเชี่ยวชาญและคุณค่าเฉพาะของตนเองให้ชัดขึ้น ไม่ใช่อาศัยแค่กระแสความนิยมเกาหลีในไทยเป็นฐานต่อรอง
ประการที่สาม ในระดับผู้บริโภคไทย โดยเฉพาะแฟนคลับฮันรยู ข่าวแบบนี้ช่วยให้เห็น “อีกด้าน” ของเกาหลีที่ต่างจากภาพจำเรื่องบันเทิง เกาหลีประสบความสำเร็จไม่ใช่เพราะมีศิลปินดังหรือซีรีส์โดนใจเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาสร้างสะพานเชื่อมจากภาพลักษณ์ไปสู่เศรษฐกิจจริงได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าเปรียบแบบไทยๆ คือไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำให้คนดูชอบ แต่ต่อยอดไปถึงการทำให้คนซื้อ เชื่อถือ และพร้อมทำธุรกิจด้วย
ประการที่สี่ ในระดับนโยบาย ไทยอาจต้องกลับมาทบทวนความหมายของการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในยุคใหม่ ว่าจะทำอย่างไรให้หน่วยงานรัฐ เครือข่ายธุรกิจไทยในต่างแดน หอการค้าท้องถิ่น และผู้ซื้อจริงในต่างประเทศมาพบกันในรูปแบบที่ใช้งานได้จริงมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการออกบูธหรือจัดสัมมนาเชิงพิธีการ หากทำได้ การรุกตลาดใหม่ของไทยก็อาจมีประสิทธิภาพขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคที่เราอาจยังไม่มีความคุ้นเคยมากนัก เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา หรือยุโรปตะวันออก
ในภาพใหญ่ นี่จึงไม่ใช่แค่ข่าวของเกาหลีในปารากวัย แต่เป็นกระจกสะท้อนให้ไทยเห็นว่า ประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านซอฟต์พาวเวอร์ กำลังเดินเกมเชิงลึกเพื่อเปลี่ยนความนิยมให้เป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ และไทยเองจำเป็นต้องคิดให้ไวขึ้นว่า เราจะเล่นเกมนี้อย่างไรในแบบของเรา
จากฮันรยูสู่เครือข่ายการค้า: เมื่อวัฒนธรรมกับเศรษฐกิจไม่ใช่คนละเรื่อง
แม้ข่าวนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับคอนเสิร์ต ซีรีส์ หรือศิลปินโดยตรง แต่สำหรับคนที่ติดตามเกาหลีมานานจะเห็นภาพชัดว่า ความสำเร็จของเกาหลีใต้ไม่เคยแยกวัฒนธรรมออกจากเศรษฐกิจอย่างเด็ดขาด ซอฟต์พาวเวอร์ไม่ได้แปลว่าใช้ความบันเทิงทำหน้าที่แทนสินค้า หากหมายถึงการทำให้โลกเปิดใจต่อประเทศนั้นๆ มากขึ้น แล้วค่อยต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยว การศึกษา การบริโภค และท้ายที่สุดคือความร่วมมือทางธุรกิจ
คนไทยเองเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เราเห็นกระแสเกาหลีในชีวิตประจำวันตั้งแต่อาหารอย่างต็อกบกกีหรือคิมบับที่กลายเป็นเมนูสามัญในศูนย์การค้าไทย ไปจนถึงสกินแคร์เกาหลีที่หาซื้อได้แทบทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ ความคุ้นเคยนี้ทำให้แบรนด์เกาหลีมี “ต้นทุนทางความเชื่อใจ” สูงกว่าหลายประเทศ เพราะผู้บริโภครู้สึกว่าเข้าใจที่มา เข้าใจคุณภาพ และเข้าใจสไตล์ของสินค้า
สิ่งที่เกิดในปารากวัยอาจยังอยู่ในระดับธุรกิจกับธุรกิจ แต่หากเกาหลีสามารถทำให้ตลาดท้องถิ่นคุ้นกับผู้ประกอบการเกาหลีได้มากขึ้น ก็มีโอกาสที่ความร่วมมือจะขยายต่อไปในด้านอื่นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี สุขภาพ การศึกษา หรือคอนเทนต์ นี่คือวิธีที่อิทธิพลทางเศรษฐกิจค่อยๆ ก่อตัว ไม่ได้มาแบบหวือหวา แต่แน่นหนา
สำหรับไทย บทเรียนสำคัญคือ กระแสวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียวไม่พอ ถ้าจะให้สินค้าหรือบริการของไทยมีพลังในต่างประเทศ เราต้องมีระบบหลังบ้านที่ช่วยให้คู่ค้าต่างชาติทำงานกับไทยได้ง่ายขึ้นเช่นกัน อุตสาหกรรมบันเทิงไทยกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ทั้งซีรีส์วาย อาหารไทย การท่องเที่ยว และดีไซน์ไทย แต่โจทย์คือจะเปลี่ยนความนิยมเหล่านี้ให้เป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจระยะยาวอย่างไร จุดนี้เกาหลีอาจยังนำหน้าเราอยู่หลายก้าว
สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป: ความสำเร็จแท้จริงจะวัดจากการต่อยอด ไม่ใช่ภาพถ่ายหมู่ในงาน
แม้งานที่อาซุนซิอองจะมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ แต่ต้องยอมรับว่าข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะในเวลานี้ยังไม่ได้บอกว่ามีบริษัทใดจับคู่สำเร็จ สินค้ากลุ่มไหนได้รับความสนใจมากที่สุด หรือจะเกิดมูลค่าการค้าจริงเท่าใดในระยะสั้น ดังนั้น หากประเมินอย่างมืออาชีพ เราควรมองงานนี้เป็น “จุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อ” มากกว่าจะสรุปว่าเป็นความสำเร็จทางยอดขายแล้ว
คำถามสำคัญหลังจากนี้คือ การพบกันครั้งนี้จะนำไปสู่การนัดหมายรอบถัดไปหรือไม่ ผู้ซื้อท้องถิ่นจะกลับไปศึกษาผู้ผลิตเกาหลีเพิ่มเติมหรือไม่ และหน่วยงานที่ร่วมจัดจะสามารถติดตามผลการเจรจาให้เดินหน้าจนเกิดความร่วมมือจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะในโลกธุรกิจระหว่างประเทศ ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การจัดงานได้เรียบร้อย แต่อยู่ที่การมีระบบติดตามจนความสัมพันธ์แปรเป็นธุรกรรมจริง
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ยังไม่มีตัวเลขสัญญาออกมา เวทีแบบนี้ก็มีความหมายในตัวเองอยู่แล้ว เพราะมันสะท้อนแนวโน้มใหม่ของการขยายตลาดเกาหลีใต้ นั่นคือการใช้เครือข่ายเฉพาะพื้นที่ ลดระยะห่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้ซื้อ และทำให้ตลาดที่ดูห่างไกลมี “หน้าตา” ที่ชัดเจนขึ้นสำหรับบริษัทเกาหลี
สำหรับไทย สิ่งที่ควรจับตาไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ของงานในปารากวัย แต่คือวิธีคิดเบื้องหลังงานนี้ หากเกาหลีสามารถทำโมเดลลักษณะนี้ซ้ำได้ในหลายประเทศ ความสามารถในการเจาะตลาดเกิดใหม่ของเขาจะยิ่งแข็งแรงขึ้น และนั่นย่อมส่งผลต่อการแข่งขันในเวทีโลก รวมถึงในตลาดที่ไทยเองสนใจด้วย
ท้ายที่สุด ข่าวนี้จึงเป็นมากกว่าบันทึกกิจกรรมทางเศรษฐกิจหนึ่งวันในอเมริกาใต้ มันคือภาพตัวอย่างของประเทศที่รู้ว่าการค้าสมัยใหม่ต้องอาศัยทั้งความน่าเชื่อถือ เครือข่าย และการประสานงานข้ามภาคส่วนอย่างจริงจัง สำหรับผู้อ่านไทย นี่อาจเป็นเวลาที่ดีในการมองเกาหลีใต้ให้ลึกกว่าโลกบันเทิง และตั้งคำถามกลับมาถึงไทยว่า เราพร้อมหรือยังที่จะสร้างเครือข่ายแบบเดียวกัน เพื่อพาสินค้า บริการ และวัฒนธรรมของเราออกไปแข่งขันในโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
บทสรุปสำหรับผู้อ่านไทย: ข่าวเล็กในสายตาคนทั่วไป แต่เป็นสัญญาณใหญ่ของการแข่งขันระหว่างประเทศ
หากมองเผินๆ งานจับคู่ธุรกิจเกาหลี-ปารากวัยอาจดูเป็นข่าวเฉพาะทาง แต่ในความเป็นจริง มันเปิดให้เห็นวิธีทำงานของเกาหลีใต้ที่ครบวงจรมากขึ้น ตั้งแต่การใช้หน่วยงานรัฐอย่าง KOTRA การอาศัยเครือข่ายนักธุรกิจเกาหลีในต่างแดน การดึงหอการค้าท้องถิ่นเข้ามาช่วยเชื่อม ไปจนถึงการวางเป้าหมายที่เน้นสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นก่อนการซื้อขายจริง
สำหรับสังคมไทยที่คุ้นกับภาพความสำเร็จของเกาหลีผ่านเพลง ซีรีส์ และความงาม ข่าวนี้เตือนให้เห็นว่า ความแข็งแกร่งของเกาหลีไม่ได้อยู่แค่ความสามารถในการสร้างกระแส แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการจัดระเบียบเครือข่ายเพื่อแปลงกระแสนั้นเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจในตลาดใหม่ๆ ได้ด้วย
ในยุคที่ประเทศต่างๆ ต้องแย่งชิงทั้งตลาด ผู้บริโภค และพันธมิตรทางธุรกิจ ประเทศที่ชนะไม่จำเป็นต้องเป็นประเทศที่เสียงดังที่สุด แต่อาจเป็นประเทศที่เชื่อมคนได้เก่งที่สุด และดูจากกรณีอาซุนซิออง เกาหลีใต้กำลังลงทุนกับความสามารถแบบนั้นอย่างจริงจัง
คำถามที่เหลือจึงไม่ได้มีแค่ว่าเกาหลีจะขายอะไรได้ในปารากวัย แต่คือไทยจะเรียนรู้อะไรจากวิธีที่เกาหลีสร้างประตูสู่ตลาดใหม่ และเราจะใช้จุดแข็งของตัวเอง ทั้งวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่ มาประกอบเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาวได้เมื่อไร เพราะในสนามเศรษฐกิจโลกวันนี้ คนที่สร้างความสัมพันธ์ได้ก่อน มักได้เปรียบก่อนเสมอ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น