คิกิอิเปิดเกมซัมเมอร์ด้วย ‘WhyKiiiKiii’ เมื่อกลิ่นอายยุค 2010 ถูกชุบชีวิตใหม่บนเวที K-pop

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
คัมแบ็กหน้าร้อนที่ไม่ได้มาแค่ตามฤดูกาล
ในทุกปี เมื่อเข้าสู่ช่วงกลางปีถึงปลายฤดูร้อน วงการเพลงเกาหลีใต้มักคึกคักเป็นพิเศษ เพราะนี่คือช่วงเวลาที่ศิลปินจำนวนมากต่างปล่อย “เพลงหน้าร้อน” ออกมาชิงพื้นที่ความทรงจำของผู้ฟัง ตั้งแต่เพลงเต้นฟังสนุก ไปจนถึงเพลงป๊อปจังหวะสดใสที่เหมาะกับการเปิดวนในรถ ระหว่างเดินทางไปทะเลหรือคาเฟ่ริมชายหาด ปีนี้ก็เช่นกัน แต่หนึ่งในผลงานที่น่าจับตาคือการกลับมาของเกิร์ลกรุ๊ป “คิกิอิ” หรือ KiiiKiii ที่เลือกเปิดฉากกิจกรรมฤดูร้อนด้วยมินิอัลบั้มใหม่ชื่อ “WhyKiiiKiii” พร้อมเพลงไตเติล “Pop Off Pop Off” ซึ่งไม่ได้หยิบแค่บรรยากาศสดใสของหน้าร้อนมาใช้เท่านั้น หากยังพยายามพาคนฟังย้อนกลับไปสำรวจความรู้สึกแบบยุค 2010 ในภาษาของ K-pop รุ่นปัจจุบันด้วย
หากมองอย่างผิวเผิน การเลือกทำเพลงซัมเมอร์อาจดูเป็นเรื่องธรรมดาในอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลี เพราะทุกปีเรามักเห็นศิลปินใช้ฤดูกาลเป็นตัวขับเคลื่อนคอนเซ็ปต์ แต่สิ่งที่ทำให้การคัมแบ็กครั้งนี้น่าสนใจ คือคิกิอิไม่ได้ใช้ “หน้าร้อน” เป็นเพียงฉากหลังของสีสันสดใสหรือท่าเต้นชวนจำเท่านั้น วงกำลังใช้ช่วงเวลานี้ย้ำว่าเอกลักษณ์ของพวกเธอคืออะไร และเหตุใดผู้ชมจึงควรหันกลับมามองชื่อของคิกิอิในสนามแข่งขันที่หนาแน่นขึ้นทุกวัน นี่คือการคัมแบ็กที่มีทั้งความเบาสบายในชั้นผิว และคำถามเรื่องตัวตนของวงซ่อนอยู่ข้างใน
ก่อนหน้านี้ คิกิอิเคยสร้างภาพจำจากเดบิวต์ซิงเกิล “I DO ME” ที่นำเสนอความเป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ วิ่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติอย่างอิสระ ต่อด้วยผลงาน “404” ที่ขยับไปหาอารมณ์แบบ Y2K หรือสุนทรียะช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นทศวรรษ 2000 ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ยังทรงอิทธิพลในแฟชั่นและป๊อปคัลเจอร์มาหลายปี การกลับมาครั้งนี้จึงเหมือนเป็นอีกก้าวของวงที่ไม่หยุดอยู่กับภาพเดิม แต่ยังไม่ทิ้งแกนกลางเรื่องความสดใส ขี้เล่น และพลังแบบวัยรุ่นที่เป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนจาก Y2K มาสู่กลิ่นอายยุค 2010 จึงไม่ใช่การเปลี่ยนชุดเฉยๆ แต่เป็นการย้าย “ภาษา” ที่ใช้เล่าเรื่องของวงให้สอดคล้องกับช่วงเวลาใหม่
สำหรับผู้อ่านชาวไทย หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ นี่คล้ายกับการที่เพลงป๊อปไทยบางช่วงหันกลับไปหยิบกลิ่นอายยุคค่ายเพลงเฟื่องฟูในช่วงปลายยุค 2000 ถึงต้น 2010 มาปัดฝุ่นใหม่ ไม่ใช่เพื่อทำซ้ำอดีตแบบเป๊ะๆ แต่เพื่อเรียกความทรงจำร่วมของผู้ฟังแล้วแปลมันออกมาในภาษาของคนรุ่นปัจจุบัน คิกิอิกำลังทำสิ่งนั้นกับ K-pop และเลือกใช้ฤดูร้อนเป็นเวทีเปิดตัวการทดลองครั้งใหม่อย่างชัดเจน
‘WhyKiiiKiii’ ชื่ออัลบั้มที่เล่นคำ และชวนถามว่าทำไมต้องเป็นคิกิอิ
หนึ่งในจุดที่น่าสนใจที่สุดของผลงานชุดนี้ คือชื่ออัลบั้ม “WhyKiiiKiii” ซึ่งหยิบแรงบันดาลใจจาก “Waikiki” ย่านชายหาดและแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในโฮโนลูลู รัฐฮาวาย มาผูกเข้ากับชื่อวงจนเกิดเป็นคำใหม่ที่มีจังหวะจำง่ายและมีความหมายซ้อนสองชั้น ด้านหนึ่ง ผู้ฟังจะนึกถึงภาพวันพักร้อน แสงแดด น้ำทะเล และเสื้อผ้าสีสด อีกด้านหนึ่ง ชื่อดังกล่าวยังพ้องกับประโยคภาษาอังกฤษ “Why KiiiKiii” หรือ “ทำไมต้องคิกิอิ” ซึ่งกลายเป็นคำถามตรงไปตรงมาถึงตัวตนของวงเอง
การตั้งชื่อในลักษณะนี้ถือเป็นกลยุทธ์ที่พบได้บ่อยใน K-pop ยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งความหมาย ความจำง่าย และศักยภาพในการขยายต่อไปสู่ภาพลักษณ์บนโซเชียลมีเดียหรือเวทีการแสดง แต่กรณีของคิกิอิ ชื่ออัลบั้มไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นคำเล่นสนุกที่ฟังติดหูเท่านั้น เพราะมันเหมือนการชวนผู้ฟังเข้ามาตีความว่า วงนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับตัวเองผ่านหน้าร้อนครั้งนี้กันแน่ และเมื่อดูจากเส้นทางผลงานที่ผ่านมา คำตอบก็ไม่ได้อยู่ในนิยามตายตัวแบบ “วงนี้ต้องเป็นแบบนี้เท่านั้น” หากอยู่ในวิธีที่คิกิอิเลือกเปลี่ยนบรรยากาศและยุคสมัยไปเรื่อยๆ โดยยังรักษาอารมณ์สนุกและความเป็นวัยรุ่นเอาไว้
ในแง่นี้ “WhyKiiiKiii” จึงไม่ใช่เพียงชื่อที่สดใสเหมาะกับฤดูร้อน แต่เป็นเหมือนกรอบความคิดของอัลบั้มทั้งชุด วงใช้ภาพจำของสถานที่พักตากอากาศระดับโลกที่คนจำนวนมากคุ้นหู แม้จะไม่เคยไปจริงก็ตาม มาเชื่อมเข้ากับคำถามเรื่องเอกลักษณ์ของทีม คล้ายกับการหยิบคำที่มีความเป็นป๊อปสูงมาสร้างเป็น “ประตูทางเข้า” ให้ผู้ฟังเข้าถึงโลกของอัลบั้มได้ง่ายก่อน แล้วค่อยเปิดชั้นความหมายเพิ่มเมื่อฟังเพลง ดูมิวสิกวิดีโอ หรือชมการแสดงสด
สำหรับคนไทยที่คุ้นกับการตั้งชื่อผลงานให้มีความจำง่ายและมีลูกเล่น เช่น ชื่อเพลงหรือแคมเปญที่ได้ยินครั้งแรกก็พอเดาโทนได้ทันที จุดนี้อาจทำให้ “WhyKiiiKiii” เข้าถึงได้ไม่ยาก ยิ่งเมื่อประกอบกับความรู้สึกแบบวันหยุดริมทะเลที่คล้ายภาพจำของหัวหิน พัทยา หรือสมุยในวัฒนธรรมป๊อปไทย ชื่ออัลบั้มนี้ก็ยิ่งทำงานได้ดีในฐานะสัญลักษณ์ของความเบาสบาย แต่สิ่งที่คิกิอิทำเพิ่มขึ้น คือทำให้ภาพวันพักร้อนนั้นกลายเป็นคำถามถึงสถานะของตัวเองในวงการเพลงไปพร้อมกัน
จาก Y2K สู่ยุค 2010 เมื่อความทรงจำถูกรีมิกซ์ให้เข้ากับคนรุ่นใหม่
จุดขายสำคัญของการคัมแบ็กครั้งนี้อยู่ที่การหันไปมอง “ความเป็นยุค 2010” ซึ่งสมาชิกวงระบุว่าพวกเธอศึกษาทั้งดนตรีและแฟชั่นจากช่วงเวลาดังกล่าวอย่างจริงจัง หากย้อนมองในบริบทวัฒนธรรมป๊อประดับโลก ยุค 2010 เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจมาก เป็นยุคที่ดนตรีอิเล็กทรอนิกส์และซินธ์ป๊อปแพร่หลาย เพลงแดนซ์ฟังง่ายขึ้น การแต่งตัวมีทั้งสีสัน ความสปอร์ต ความแคชชวล และความเป็นดิจิทัลรุ่นแรกๆ ที่เริ่มผสานเข้ากับชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ในเกาหลีใต้เอง ยุคนี้ยังเป็นช่วงที่ K-pop ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และสร้างภาพจำเรื่องเพลงติดหู ท่าเต้นจำง่าย และแฟชั่นที่เลียนแบบได้จริง
การที่คิกิอิเลือกหันจาก Y2K มาสู่ยุค 2010 จึงมีนัยสำคัญในเชิงศิลปะและการตลาดพร้อมกัน เพราะหาก Y2K คือความย้อนยุคที่ผู้ชมคุ้นตาจากแฟชั่นเอวต่ำ สีเมทัลลิก หรือการอ้างอิงเทคโนโลยีต้นศตวรรษที่ 21 แล้ว ยุค 2010 กลับเป็นความทรงจำที่ใกล้กว่า เข้าถึงง่ายกว่า และผูกพันกับการเติบโตของผู้ชมจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานตอนต้นไปจนถึงวัยรุ่นปลายที่โตมากับยุคสมาร์ตโฟนเริ่มครองโลก เพลงป๊อปสไตล์ EDM และโซเชียลมีเดียที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
สำหรับผู้ชมชาวไทย ความรู้สึกต่อยุค 2010 ก็มีมิติใกล้เคียงกัน นี่คือช่วงเวลาที่วัฒนธรรมเกาหลีเริ่มแทรกซึมลึกในกระแสหลักไทยมากขึ้นกว่าเดิม ทั้งเพลง ซีรีส์ รายการวาไรตี้ ไปจนถึงแฟชั่นและเครื่องสำอาง หลายคนอาจนึกถึงบรรยากาศที่เพลงเกาหลีเริ่มถูกเปิดในห้าง ในร้านคาเฟ่ หรือในงานมหาวิทยาลัยอย่างแพร่หลาย อีกทั้งยังเป็นยุคที่แฟนคลับในไทยเริ่มรวมตัวกันทางออนไลน์อย่างจริงจัง หากมองในมุมนี้ การที่คิกิอิหยิบอารมณ์ยุค 2010 กลับมา จึงอาจไปแตะความทรงจำของแฟน K-pop ไทยจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญคือคิกิอิไม่ได้พยายาม “จำลองอดีต” แบบพิพิธภัณฑ์ พวกเธอไม่ได้ทำเพลงให้เหมือนหลุดมาจากปี 2012 หรือ 2014 โดยตรง แต่เลือกหยิบบางองค์ประกอบของยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นซาวด์สังเคราะห์ จังหวะที่กระโดดได้ทันที หรือแฟชั่นที่มีความสนุกแบบไม่จริงจังเกินไป มาเรียบเรียงใหม่ให้เข้ากับภาพของวงในปัจจุบัน นี่คือความต่างระหว่าง “การทำของเก่า” กับ “การใช้ความทรงจำเป็นวัตถุดิบ” ซึ่งแบบหลังมักยั่งยืนกว่าในเชิงศิลปะ เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ศิลปินสร้างของใหม่แทนที่จะยึดติดกับการเลียนแบบอดีต
คิกิอิจึงกำลังเดินเกมที่น่าสนใจ พวกเธอใช้อดีตเป็นภาษากลาง แต่ไม่ยอมให้ภาษานั้นกลบเสียงของตัวเอง การคงความบริสุทธิ์ ขี้เล่น และพลังแบบเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่กำลังสนุกไปกับฤดูร้อนเอาไว้ ทำให้การอ้างอิงยุค 2010 ไม่ดูหนักหรือตั้งใจขึงขังเกินไป ตรงกันข้าม มันกลายเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้วงดูมีมิติ และยืนยันว่าคิกิอิยังคงมองหา “ฉากใหม่” ให้ตัวเองในทุกการคัมแบ็ก
‘Pop Off Pop Off’ ซินธ์ป๊อปที่เน้นความจำง่ายและพลังชวนขยับ
ในระดับเพลงไตเติล “Pop Off Pop Off” ถูกวางมาอย่างชัดเจนให้เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมช่วงหน้าร้อน เพลงนี้อยู่บนฐานของดนตรีอิเล็กทรอนิกซินธ์ป๊อปที่ฟังแล้วเข้าถึงได้ทันที จุดเด่นคือคอรัสที่ซ้ำอย่างตั้งใจและจังหวะที่ออกแบบมาให้จำได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ฟัง นี่เป็นสูตรสำคัญของเพลงป๊อปฤดูร้อนจำนวนมาก ไม่เฉพาะในเกาหลีแต่รวมถึงตลาดเพลงทั่วโลก เพราะเพลงแนวนี้ต้องทำงานเร็ว ต้องทำให้ผู้ฟังฮัมตามได้ก่อนจะทันตั้งคำถามเชิงเทคนิคมากนัก
สมาชิกของวงให้คำอธิบายว่าเสน่ห์ของเพลงอยู่ที่เมโลดี้ที่ได้ยินครั้งเดียวก็ยังวนอยู่ในหัว และเนื้อร้องที่มีความสนุกขี้เล่น ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ฟังจำนวนมากมองหาในเพลงซัมเมอร์ นั่นคือความง่ายในการเข้าถึง ความเบาในการรับสาร และพลังบางอย่างที่ผลักให้ร่างกายอยากเคลื่อนไหว คล้ายกับเพลงฮิตตามเทศกาลของไทยที่เมื่อเปิดในงานอีเวนต์หรือปาร์ตี้ริมสระ คนฟังก็พร้อมจะโยกตามแม้ยังจำเนื้อไม่ได้ทั้งหมด
แต่หากมองลึกลงไป “Pop Off Pop Off” ยังสะท้อนวิธีคิดแบบ K-pop ยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับ “ช่วงจำ” หรือ hook ของเพลงอย่างมาก เพราะในยุคที่คลิปสั้นและโซเชียลมีเดียมีบทบาทต่อการรับรู้ของผู้ชม เพลงที่มีวลีซ้ำชัดเจนและมีจังหวะชวนติดหูย่อมได้เปรียบทั้งในแง่การแสดงสด การตัดคลิปโปรโมต และการสร้างชาเลนจ์หรือกระแสบนแพลตฟอร์มต่างๆ การตั้งชื่อเพลงแบบซ้ำคำจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นทั้งกลยุทธ์การสื่อสารและโครงสร้างทางดนตรีในตัวเอง
เนื้อหาของเพลงยังพยายามสื่อสารเรื่องง่ายๆ อย่างการรับมือกับอากาศร้อนในแบบของคิกิอิ คือไม่ทำให้หน้าร้อนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความเหนื่อยล้าหรือดราม่าหนักหน่วง แต่เปลี่ยนมันให้เป็นพื้นที่ของการหัวเราะ การเคลื่อนไหว และการเล่นสนุกกับเพื่อน แนวคิดนี้อาจฟังดูไม่ซับซ้อนนัก ทว่าในโลกป๊อป ความเรียบง่ายที่ทำงานได้จริงคือสิ่งที่ยากเสมอ เพราะมันต้องถูกส่งผ่านทั้งดนตรี คำร้อง บุคลิกของศิลปิน และภาพบนเวทีให้ไปในทิศทางเดียวกัน
ในจุดนี้ คิกิอิดูเข้าใจดีว่าเพลงหน้าร้อนที่ดีไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องใหญ่โตเสมอไป บางครั้งแค่สร้างอารมณ์ร่วมให้ผู้คนรู้สึกอยากเปิดเพลงซ้ำระหว่างนั่งรถกลับบ้าน หรืออยากแชร์คลิปท่อนฮุกลงโซเชียล ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และถ้าเพลงหนึ่งสามารถพาผู้ฟังหนีจากอากาศร้อนชื้นที่ชวนอ่อนล้า ไม่ต่างจากหน้าร้อนในกรุงเทพฯ ไปสู่ภาพจำของวันพักผ่อนสั้นๆ ได้ เพลงนั้นก็ทำหน้าที่ของมันครบถ้วนในเชิงวัฒนธรรมป๊อป
สิ่งที่ต้องจับตาคือเวที เพราะ K-pop ไม่ได้จบแค่ในหู
แม้ตัวเพลงจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญ แต่สำหรับ K-pop แล้ว ความสมบูรณ์ของการคัมแบ็กมักเกิดขึ้นบนเวทีมากพอๆ กับในสตูดิโอ และในบางครั้ง เวทีอาจเป็นพื้นที่ที่ทำให้เพลงธรรมดากลายเป็นเพลงที่คนจดจำได้ยาวนานเสียด้วยซ้ำ คิกิอิเองก็เน้นย้ำว่าพวกเธออยากตอบแทนผู้ฟังด้วยการแสดงที่จะตามมา นั่นทำให้คำถามสำคัญหลังการปล่อยอัลบั้มไม่ใช่เพียงเพลงดีหรือไม่ แต่คือคอนเซ็ปต์แบบยุค 2010 จะถูกแปลออกมาเป็นท่าทาง สีหน้า แฟชั่น และพลังบนเวทีอย่างไร
นี่เป็นหัวใจของระบบไอดอลเกาหลีที่ผู้อ่านชาวไทยอาจคุ้นเคยอยู่แล้ว แต่ก็ควรอธิบายให้ชัดว่า “คัมแบ็ก” ในภาษา K-pop ไม่ได้หมายถึงการกลับมาหลังหายไปนานเสมอไป หากหมายถึงการเริ่มโปรโมตผลงานชุดใหม่อย่างเป็นทางการ ซึ่งมักรวมถึงการขึ้นรายการเพลง การปล่อยคอนเทนต์เบื้องหลัง การสื่อสารกับแฟนคลับ และการสร้างภาพจำทางสายตาอย่างเข้มข้น เพราะฉะนั้น เพลงอย่าง “Pop Off Pop Off” ที่มีคอรัสซ้ำชัดและอารมณ์ขี้เล่น จึงมีแนวโน้มจะยิ่งทำงานได้ดีเมื่อถูกนำไปประกอบกับท่าเต้นหรือ gesture ที่ผู้ชมทำตามได้
หากคิกิอิสามารถถ่ายทอดพลังหน้าร้อนแบบไม่ประดิษฐ์จนเกินไป ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าแต่ละสมาชิกกำลัง “สนุกจริง” มากกว่าทำตามโจทย์คอนเซ็ปต์ เวทีของเพลงนี้ก็มีโอกาสกลายเป็นจุดขายสำคัญ และอาจเป็นตัวตัดสินด้วยว่าการหยิบยุค 2010 มาใช้จะให้ผลลัพธ์แค่ความน่ารักชั่วคราว หรือยกระดับเป็นภาพจำใหม่ของวงได้จริงหรือไม่ ในโลกของ K-pop ที่การแข่งขันสูงมาก รายละเอียดระดับสีหน้า ท่าหันตัว หรือองค์ประกอบเครื่องแต่งกาย ล้วนส่งผลต่อการจดจำทั้งสิ้น
อีกเรื่องที่น่าติดตามคือแฟชั่นบนเวที เพราะเมื่ออัลบั้มประกาศชัดว่าหยิบแรงบันดาลใจจากดนตรีและแฟชั่นยุค 2010 ผู้ชมย่อมคาดหวังการแปลความที่เฉียบพอสมควร จะเป็นโทนสปอร์ตสนุกๆ แบบวัยรุ่นต้นยุคสมาร์ตโฟน หรือจะมีชิ้นส่วนกึ่งย้อนยุคที่ทำให้แฟนเพลงนึกถึงช่วงเวลาหนึ่งในวัฒนธรรมป๊อปเกาหลี นี่คือพื้นที่ที่คิกิอิสามารถแสดงความเข้าใจอดีตพร้อมทั้งเผยบุคลิกปัจจุบันของตัวเองได้ดีที่สุด
สำหรับตลาดผู้ชมไทยซึ่งเสพ K-pop ผ่านทั้งสตรีมมิง รายการสั้นในโซเชียล และการชมแฟนแคม เวทีจึงมีความหมายไม่แพ้ตัวเพลง ยิ่งถ้าท่อนฮุกหรือสเต็ปเต้นมีความง่ายพอให้เกิดการคัฟเวอร์ในหมู่แฟนคลับไทย ก็ยิ่งช่วยขยายอายุของเพลงออกไปอีก ดังนั้น ความสำเร็จของ “WhyKiiiKiii” ในระยะกลางจึงน่าจะขึ้นอยู่กับความสามารถของคิกิอิในการทำให้ “หน้าร้อนแบบคิกิอิ” มีรูปร่างจับต้องได้บนเวที ไม่ใช่แค่ในคำอธิบายประชาสัมพันธ์
คิกิอิกับสมการใหม่ของเกิร์ลกรุ๊ปเจนเนอเรชันล่าสุด
หากพิจารณาในภาพกว้าง การเคลื่อนไหวของคิกิอิสะท้อนแนวโน้มสำคัญของเกิร์ลกรุ๊ปเจนเนอเรชันใหม่ในเกาหลีใต้ นั่นคือการสร้างตัวตนผ่าน “ความยืดหยุ่น” มากกว่าการยึดติดกับภาพจำเพียงแบบเดียว ในอดีต วงจำนวนไม่น้อยมักมีคอนเซ็ปต์หลักที่ค่อนข้างคงที่ เช่น สายสดใส สายเท่ หรือสายลึกลับ แต่ปัจจุบัน การเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ระหว่างผลงานกลับกลายเป็นทักษะที่จำเป็น เพราะผู้ชมคาดหวังความใหม่อยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน ศิลปินก็ต้องรักษาแก่นบางอย่างที่ทำให้คนจำได้ว่านี่คือวงเดิม ไม่ใช่วงใหม่ที่เปลี่ยนชื่อทุกครั้ง
คิกิอิดูเหมือนกำลังหาสมดุลระหว่างสองสิ่งนี้อยู่ พวกเธอเดินทางจากธรรมชาติบริสุทธิ์ ไปสู่ Y2K และมาถึงยุค 2010 ภายในช่วงเวลาไม่นานนัก แต่สิ่งที่ยังคงอยู่คือท่าทีที่สดใส ไม่ปั้นแต่งมากเกินไป และพลังแบบเพื่อนรุ่นเดียวกันที่ชวนให้คนดูเข้าถึงได้ง่าย หากจะสรุปให้สั้นที่สุด อาจกล่าวได้ว่าตัวตนของคิกิอิไม่ได้อยู่ที่ “ชุด” หรือ “แนวดนตรี” เป็นหลัก แต่อยู่ที่วิธีเปลี่ยนทุกคอนเซ็ปต์ให้กลายเป็นพื้นที่ของความสนุกและเสน่ห์แบบเป็นธรรมชาติ
นี่เป็นจุดสำคัญมากในอุตสาหกรรมที่ภาพลักษณ์เปลี่ยนเร็ว เพราะวงที่มีเพียงคอนเซ็ปต์แต่ไม่มีอารมณ์ร่วมเฉพาะตัว มักถูกแทนที่ได้ง่าย ทว่าเมื่อวงหนึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่าไม่ว่าจะอยู่ในฉากแบบไหน สมาชิกก็ยังคงมีพลังงานเดียวกันที่จดจำได้ วงนั้นจะเริ่มมี “ลายเซ็น” ของตัวเอง คำถาม “ทำไมต้องเป็นคิกิอิ” จึงไม่จำเป็นต้องตอบด้วยคำพูดสวยหรูเสมอไป บางครั้งคำตอบอาจอยู่ในความต่อเนื่องของท่าทีเล็กๆ ที่ผู้ชมรับรู้ได้เมื่อดูหลายผลงานต่อกัน
ในมุมนี้ “WhyKiiiKiii” จึงอาจเป็นมากกว่ามินิอัลบั้มหน้าร้อน แต่เป็นอีกหมุดหมายที่วงใช้ยืนยันวิธีเติบโตของตนเองว่า คิกิอิจะไม่ยึดติดกับภาพเดิมจนหมดพลัง และจะไม่เปลี่ยนจนสูญเสียแกนกลางของตัวเองไปเสียก่อน ความท้าทายต่อจากนี้คือการทำให้ผู้ชมวงกว้างรับรู้สิ่งนั้นอย่างชัดเจนขึ้น ผ่านเพลงที่แข็งแรงพอ เวทีที่จดจำได้ และคอนเทนต์ที่สร้างความใกล้ชิดกับแฟนคลับได้จริง
บทสรุป: หน้าร้อนครั้งนี้อาจเป็นบทพิสูจน์ว่าอดีตยังมีชีวิตใน K-pop ปัจจุบัน
ท้ายที่สุด การกลับมาของคิกิอิพร้อมมินิอัลบั้ม “WhyKiiiKiii” และเพลงไตเติล “Pop Off Pop Off” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของวิธีทำงานแบบ K-pop ร่วมสมัย ซึ่งไม่เพียงแข่งขันกันด้วยเพลงเพราะหรือภาพสวย แต่แข่งกันด้วยความสามารถในการหยิบวัตถุดิบทางวัฒนธรรมจากหลายยุค หลายพื้นที่ และหลายภาษา มาผสมให้กลายเป็นประสบการณ์ใหม่สำหรับผู้ชม ในผลงานชุดนี้ เราเห็นตั้งแต่ภาพจำของไวกีกีในฮาวาย การเล่นคำภาษาอังกฤษ กลิ่นอายดนตรีและแฟชั่นยุค 2010 ไปจนถึงการวางตัวตนของเกิร์ลกรุ๊ปเกาหลีรุ่นใหม่ที่อยากสนุกกับทุกการเปลี่ยนแปลง
สำหรับแฟนเพลงไทย สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ว่าเพลงนี้จะติดหูหรือไม่ แต่คือการที่คิกิอิพยายามสร้าง “ซัมเมอร์ซองของตัวเอง” ในตลาดที่มีเพลงหน้าร้อนออกมามากมายทุกปี การมีเพลงฤดูร้อนของตัวเองในโลก K-pop คล้ายกับการมีเพลงประจำเทศกาลในวงการเพลงไทย มันคือโอกาสสร้างภาพจำระยะยาวและยึดพื้นที่ในใจผู้ฟัง ถ้าทำสำเร็จ เพลงนั้นจะถูกหยิบกลับมาเปิดซ้ำทุกครั้งที่ฤดูกาลเวียนมา
แน่นอนว่าเส้นทางนี้ไม่ง่าย เพราะผู้ฟังยุคปัจจุบันมีทางเลือกมหาศาล และกระแสเปลี่ยนเร็วอย่างยิ่ง แต่การที่คิกิอิเลือกใช้ความทรงจำของยุค 2010 ไม่ใช่เพื่อขายความคิดถึงเพียงอย่างเดียว หากเพื่ออธิบายตัวเองในปัจจุบัน นับว่าเป็นแนวทางที่น่าจับตา หากเวทีการแสดงสามารถต่อยอดพลังของเพลงได้ตามที่คาดหวัง “WhyKiiiKiii” ก็อาจไม่ใช่แค่ผลงานตามฤดูกาล แต่เป็นอัลบั้มที่ช่วยให้คิกิอิชัดขึ้นในฐานะวงที่รู้จักสนุกกับอดีตโดยไม่หลงติดอยู่ในอดีต
ในวันที่อากาศร้อนทำให้หลายเมืองในเอเชียรวมถึงกรุงเทพฯ หนักหน่วงขึ้นทุกปี เพลงป๊อปที่ทำให้ผู้คนรู้สึกอยากยิ้ม อยากขยับ และอยากพักจากความเหนื่อยล้า แม้เพียงไม่กี่นาที ก็ยังมีคุณค่าในแบบของมันเอง คิกิอิอาจกำลังเดิมพันกับความจริงข้อนั้น และถ้าผู้ชมยอมรับคำชวนของพวกเธอ หน้าร้อนปีนี้ก็อาจมีอีกหนึ่งซาวด์แทร็กใหม่ที่ไม่ได้มีดีแค่ความสดใส แต่ยังบอกเล่าทิศทางของ K-pop รุ่นใหม่ได้อย่างน่าสนใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น