‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
ดีลที่น่าจับตาในวงการอาหารเอเชีย
การเปลี่ยนมือของ “บอนชอน” แบรนด์ไก่ทอดสไตล์เกาหลีที่ผู้บริโภคไทยคุ้นชื่อกันดี ไม่ใช่เพียงข่าวธุรกิจธรรมดาในวงการแฟรนไชส์อาหาร แต่เป็นสัญญาณสำคัญของการเคลื่อนตัวในเศรษฐกิจวัฒนธรรมเอเชีย หรือที่หลายคนเรียกกันว่าเศรษฐกิจฮันรยูในภาคปฏิบัติ เมื่อสำนักข่าวในเกาหลีใต้รายงานว่า VIG Partners บริษัทไพรเวตอิควิตีหรือกองทุนร่วมลงทุนเอกชนของเกาหลีใต้ ได้ลงนามขายหุ้นทั้งหมดใน Bonchon International ให้แก่ “ไมเนอร์ กรุ๊ป” กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่จากประเทศไทย โดยตั้งเป้าปิดดีลภายในช่วงปลายเดือนนี้
หากดีลนี้เสร็จสมบูรณ์ตามแผน โครงสร้างความเป็นเจ้าของบอนชอนจะถูกโอนย้ายเต็มรูปแบบจากมือผู้ถือหุ้นเดิมในเกาหลีใต้ไปยังกลุ่มทุนไทย ทั้งในส่วนของหุ้น 55% ที่ VIG Partners ถืออยู่ และอีก 45% ของฝั่งผู้ก่อตั้งอย่างซอจินด็อก รวมเป็นการซื้อกิจการทั้งจำนวน ไม่ใช่การถือหุ้นบางส่วนเพื่อร่วมบริหารแบบที่ผ่านมา จุดนี้ทำให้ข่าวดังกล่าวมีนัยมากกว่าเรื่องมูลค่าทางการเงิน เพราะสะท้อนว่าบอนชอนกำลังเข้าสู่ “ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ” ของการเติบโตภายใต้เจ้าของรายใหม่
แม้มูลค่าการซื้อขายไม่ได้รับการเปิดเผย แต่สาระสำคัญของข่าวไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขราคา หากอยู่ที่ภาพใหญ่ของธุรกิจอาหารเกาหลีในตลาดโลก ว่าจากแบรนด์ที่เติบโตขึ้นภายใต้ทุนเกาหลี วันนี้บอนชอนกำลังถูกประเมินว่ามีศักยภาพมากพอให้ทุนเชิงยุทธศาสตร์จากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากไทย เข้ามารับไม้ต่อเพื่อขยายอาณาจักรในระยะถัดไป
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข่าวนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะชื่อของไมเนอร์ กรุ๊ป ไม่ใช่ผู้เล่นหน้าใหม่ในธุรกิจร้านอาหารหรือโรงแรม หากเป็นกลุ่มทุนที่มีบทบาทสูงในชีวิตประจำวันของคนไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่เครือโรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงธุรกิจบริการระดับนานาชาติ ดังนั้นการเข้าซื้อแบรนด์เกาหลีที่มีฐานแฟนคลับทั่วโลก จึงเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญในเกมธุรกิจอาหารระดับภูมิภาค
จากแบรนด์เกาหลีสู่สินทรัพย์ระดับโลก
หากมองย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา บอนชอนคือหนึ่งในตัวอย่างชัดเจนของการที่อาหารเกาหลีเดินทางออกจากกรุงโซลสู่เมืองใหญ่ทั่วโลกได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ต่างจากกระแสเคป็อป ซีรีส์เกาหลี หรือเครื่องสำอางเค-บิวตี้ ที่สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคจำนวนมากคุ้นเคยกับคำว่า “เกาหลี” ในฐานะสินค้าวัฒนธรรมที่ส่งออกได้
คำว่า “ฮันรยู” หรือ Korean Wave ซึ่งคนไทยมักเข้าใจผ่านดารา ศิลปิน และซีรีส์ดัง แท้จริงแล้วมีมิติทางเศรษฐกิจที่ลึกกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่เดินทางไปพร้อมกับภาพจำจากหน้าจอ คือวิถีการกิน การใช้ชีวิต และรสนิยมการบริโภค อาหารเกาหลีจึงไม่ได้เป็นแค่เมนูหนึ่งบนโต๊ะอาหาร แต่เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แบบเกาหลีที่ผู้คนทั่วโลกอยากทดลอง
บอนชอนเติบโตบนฐานคิดดังกล่าวอย่างแข็งแรง แบรนด์นี้ใช้เมนูที่เข้าใจง่ายอย่างไก่ทอด ซึ่งเป็นอาหารสากลที่เข้าถึงได้แทบทุกวัฒนธรรม แต่เติมจุดขายด้วยซอสสไตล์เกาหลี ความกรอบที่เน้นเทคนิคเฉพาะ และภาพลักษณ์ร่วมสมัย จนสามารถดึงลูกค้าทั้งในเอเชียและตะวันตกได้พร้อมกัน พูดอีกแบบหนึ่ง บอนชอนอาจไม่ได้ขายแค่ไก่ทอด แต่ขาย “ความเป็นเกาหลีที่ย่อยง่าย” สำหรับตลาดโลก
ในบริบทไทย เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งไกลตัว เพราะคนไทยคุ้นเคยกับอาหารเกาหลีมาอย่างน้อย 15-20 ปีแล้ว ตั้งแต่ยุคซีรีส์แดจังกึมที่ทำให้ผู้ชมสนใจอาหารราชสำนักเกาหลี ต่อมาถึงยุคบูมของร้านปิ้งย่างเกาหลี รามยอน ต๊อกบกกี และไก่ทอดเกาหลีตามศูนย์การค้า กระแสนี้ยิ่งชัดขึ้นเมื่อคนรุ่นใหม่รับวัฒนธรรมเกาหลีผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิงและโซเชียลมีเดีย จนเมนูอย่างไก่ทอดเกาหลีไม่ใช่ของแปลกใหม่ แต่กลายเป็นอาหารทางเลือกในชีวิตประจำวัน ไม่ต่างจากชาไข่มุกหรืออาหารญี่ปุ่นในยุคก่อน
เพราะฉะนั้น การที่บอนชอนกลายเป็นเป้าหมายการซื้อกิจการของทุนไทย จึงสะท้อนว่าธุรกิจอาหารเกาหลีไม่ได้อยู่ในสถานะ “เทรนด์ชั่วคราว” อีกต่อไป แต่กำลังถูกมองเป็นทรัพย์สินเชิงพาณิชย์ที่มีความมั่นคงและขยายได้จริงในระยะยาว
8 ปีของ VIG Partners: จากการลงทุนสู่การสร้างมูลค่า
ข้อมูลจากฝั่งเกาหลีระบุว่า VIG Partners เข้าลงทุนในบอนชอนเมื่อปี 2018 โดยใช้เงินราว 60,000 ล้านวอน หรือประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อเข้าถือหุ้น 55% ใน Bonchon International จากนั้นถือครองและสนับสนุนการขยายธุรกิจต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 8 ปี ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนขายกิจการในครั้งนี้
สำหรับผู้อ่านทั่วไป คำว่า “ไพรเวตอิควิตี” อาจฟังดูไกลตัว แต่หากอธิบายแบบง่ายที่สุด ก็คือกองทุนที่นำเงินไปลงทุนในธุรกิจซึ่งมีศักยภาพ จากนั้นใช้เวลาเพิ่มมูลค่ากิจการ ไม่ว่าจะด้วยการปรับระบบบริหาร ขยายสาขา เสริมประสิทธิภาพ หรือขยายตลาด แล้วจึงขายต่อเมื่อกิจการเติบโตถึงระดับหนึ่ง จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่ซื้อถูกขายแพง แต่คือการทำให้กิจการแข็งแรงขึ้นจนผู้เล่นรายใหญ่พร้อมจ่ายเงินเพื่อรับช่วงต่อ
กรณีบอนชอน ตัวเลขการเติบโตของสาขาเป็นหลักฐานที่จับต้องได้มากที่สุด ขณะ VIG Partners เข้าลงทุน บอนชอนมีร้านทั่วโลกราว 325 สาขา ปัจจุบันเพิ่มเป็นประมาณ 500 สาขา หรือเพิ่มขึ้นราว 175 สาขาในช่วงเวลา 8 ปี ส่วนในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดหัวใจของแบรนด์ เพิ่มจาก 85 สาขาเป็นมากกว่า 150 สาขา ตัวเลขนี้บ่งชี้ว่าแบรนด์ไม่ได้โตเพียงในตลาดเอเชียหรือกลุ่มผู้บริโภคเชื้อสายเกาหลี แต่สามารถยืนในตลาดกระแสหลักของโลกตะวันตกได้ด้วย
ในอุตสาหกรรมร้านอาหาร การเพิ่มจำนวนสาขาไม่ใช่เรื่องของการเช่าพื้นที่แล้วเปิดหน้าร้านเท่านั้น แต่หมายถึงความสามารถในการทำมาตรฐานรสชาติให้คงที่ การจัดการซัพพลายเชน การฝึกอบรมบุคลากร การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ และการทำการตลาดให้แบรนด์ยังน่าดึงดูดในแต่ละประเทศ ถ้าสาขาเพิ่มขึ้นพร้อมกันหลายภูมิภาค แปลว่าระบบหลังบ้านต้องแข็งแรงระดับหนึ่ง ไม่เช่นนั้นแบรนด์จะขยายได้เพียงชั่วคราวแล้วสะดุด
ในแง่นี้ การที่ VIG Partners สามารถพาบอนชอนเติบโตทั้งในภาพรวมทั่วโลกและในตลาดอเมริกา จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่ากองทุนเกาหลีรายนี้ไม่ได้เข้ามาแค่ถือหุ้นเฉยๆ แต่มีบทบาทในการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจ จนบอนชอนกลายเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสำหรับผู้ซื้อเชิงกลยุทธ์อย่างไมเนอร์ กรุ๊ป
ทำไม “ไมเนอร์ กรุ๊ป” จึงเป็นผู้เล่นที่เหมาะกับหมากนี้
ชื่อของไมเนอร์ กรุ๊ป เป็นที่รู้จักในประเทศไทยในฐานะกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์ยาวนานทั้งในธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และไลฟ์สไตล์ ความแข็งแรงของกลุ่มนี้อยู่ที่ความสามารถในการบริหารแบรนด์จำนวนมากในหลายประเทศ และมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่หลากหลาย ตั้งแต่ตลาดแมสไปจนถึงพรีเมียม
หากเปรียบเทียบแบบใกล้ตัว การที่ทุนไทยอย่างไมเนอร์เข้าซื้อบอนชอน ก็คล้ายกับการที่ผู้เล่นซึ่งเชี่ยวชาญการปั้นและบริหารเครือร้านอาหารอยู่แล้ว มองเห็นว่าแบรนด์เกาหลีรายนี้มี “โครงสร้างพร้อมโต” และสามารถต่อยอดได้อีกมาก ไม่ว่าจะในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป หรือเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่มีผู้บริโภครุ่นใหม่เปิดรับอาหารนานาชาติสูง
แม้ยังไม่มีการเปิดเผยแผนหลังการซื้อกิจการอย่างเป็นทางการ ว่าไมเนอร์จะให้ความสำคัญกับตลาดใดเป็นอันดับแรก แต่สิ่งที่มองเห็นได้จากธรรมชาติของดีลคือ ผู้ซื้อในครั้งนี้ต่างจากผู้ขายโดยสิ้นเชิง VIG Partners เป็นนักลงทุนการเงิน ขณะที่ไมเนอร์ กรุ๊ปเป็นนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ หรือ strategic investor หมายความว่าเป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผลตอบแทนการเงินระยะหนึ่งเท่านั้น แต่รวมถึงการนำแบรนด์เข้ามาอยู่ในพอร์ตเพื่อสร้างคุณค่าระยะยาว
จุดต่างนี้สำคัญมาก เพราะเมื่อแบรนด์เข้าสู่มือของนักลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ มักเกิดความเปลี่ยนแปลงในระดับโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นการบูรณาการระบบจัดซื้อ การใช้เครือข่ายอสังหาริมทรัพย์และพันธมิตรเดิมเพื่อขยายสาขา การเชื่อมแบรนด์เข้ากับธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว หรือการทำตลาดข้ามประเทศผ่านฐานลูกค้าเดิมของกลุ่มทุนเจ้าของใหม่
สำหรับไทยเอง การที่ไมเนอร์ได้ครอบครองแบรนด์อาหารเกาหลีระดับโลก ยังสะท้อนภาพใหม่ของทุนไทยในเวทีระหว่างประเทศ จากเดิมที่เรามักมองว่าแบรนด์ต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทย วันนี้ทุนไทยกลับเป็นฝ่ายเข้าซื้อแบรนด์ซึ่งเติบโตจากเกาหลีและมีเครือข่ายสาขากระจายทั่วโลก นี่คือการขยับบทบาทจาก “ตลาดปลายทาง” ไปสู่ “ผู้ถือครองสินทรัพย์ระดับภูมิภาค” อย่างชัดเจน
บอนชอนในสายตาคนไทย: มากกว่าไก่ทอด แต่คือภาพแทนของฮันรยูบนโต๊ะอาหาร
หากถามผู้บริโภคไทยว่าอะไรคือภาพจำของอาหารเกาหลี หลายคนอาจนึกถึงกิมจิ บิบิมบับ ซัมกยอบซัล หรือไก่ทอดเกาหลีเป็นลำดับต้นๆ เหตุผลสำคัญคืออาหารเหล่านี้ “เข้าถึงง่าย” ทั้งในแง่รสชาติและรูปแบบการกิน โดยเฉพาะไก่ทอดเกาหลีที่มีความใกล้เคียงกับวัฒนธรรมการกินของคนไทย ซึ่งคุ้นเคยกับอาหารทอด อาหารแชร์ร่วมกัน และมื้อสังสรรค์ในห้างหรือร้านนั่งกินกับเพื่อน
บอนชอนจึงอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจมาก เพราะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างวัฒนธรรมอาหารเกาหลีกับพฤติกรรมผู้บริโภคสากล เมนูหลักอย่างไก่ทอดไม่ได้มีอุปสรรคด้านความคุ้นลิ้นมากนัก ต่างจากอาหารชาติอื่นบางประเภทที่ต้องอาศัยการเรียนรู้รสชาติใหม่ แต่สิ่งที่บอนชอนเติมเข้าไปคือเรื่องราวแบบเกาหลี ทั้งผ่านซอส เทคนิคการทอด และบรรยากาศแบรนด์
ในสังคมไทย กระแสอาหารเกาหลีมีจังหวะพัฒนาที่คล้ายกับกระแสญี่ปุ่นในอดีต ช่วงแรกผู้บริโภคมองว่าเป็นของใหม่และมีความแฟชั่น จากนั้นจึงค่อยๆ กลายเป็นหมวดอาหารที่ใช้ชีวิตร่วมกันได้ในทุกวัน เมื่อถึงจุดนี้ แบรนด์ที่อยู่รอดได้จะไม่ใช่แค่แบรนด์ที่มาแรง แต่ต้องมีระบบแฟรนไชส์แข็งแรง รสชาติมาตรฐาน และปรับตัวเข้ากับผู้บริโภคในท้องถิ่นโดยไม่เสียเอกลักษณ์
สำหรับคนไทย บอนชอนยังมีความหมายในฐานะหนึ่งในแบรนด์ที่ทำให้คำว่า “ไก่เกาหลี” กลายเป็นหมวดหมู่ทางการตลาดอย่างสมบูรณ์ ไม่ต่างจากที่หลายคนพูดถึง “ชาไข่มุก” แล้วนึกถึงรูปแบบสินค้าชัดเจนทันที อิทธิพลแบบนี้คือพลังของแบรนด์ในเชิงวัฒนธรรม และเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทใหญ่จึงมองเห็นคุณค่ามากกว่าผลประกอบการระยะสั้น
ถ้ามองผ่านสายตาของนักสังเกตการณ์วัฒนธรรม ดีลนี้จึงเปรียบได้กับตอนที่ผู้เล่นไทยเริ่มเข้าไปถือครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเอเชีย ไม่ใช่แค่ซื้อสิทธิ์ทางธุรกิจ แต่ซื้อฐานผู้บริโภค ซื้อการรับรู้ของแบรนด์ และซื้อความต่อเนื่องของกระแสฮันรยูในรูปที่จับต้องได้จริงบนโต๊ะอาหาร
ความหมายต่อเกาหลีใต้: จากการส่งออกสินค้า สู่การส่งออกแบรนด์และโมเดลธุรกิจ
ในฝั่งเกาหลีใต้ ข่าวนี้มีความสำคัญในอีกมิติหนึ่ง นั่นคือการยืนยันว่าความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจเกาหลีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคเทคโนโลยี รถยนต์ หรือวัฒนธรรมบันเทิง แต่รวมถึงการสร้างแบรนด์ผู้บริโภคที่มีศักยภาพขยายตัวในตลาดโลกได้จริง
ที่ผ่านมา โลกมักพูดถึงเกาหลีผ่านบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หรืออุตสาหกรรมบันเทิงที่ทรงอิทธิพล แต่กรณีบอนชอนแสดงให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า เกาหลียังสามารถสร้าง “แบรนด์ร้านอาหาร” ที่ไม่เพียงเปิดสาขาในต่างประเทศ แต่ยังกลายเป็นเป้าหมายการเข้าซื้อของทุนต่างชาติได้ด้วย นี่คือการยกระดับจากการส่งออกวัตถุดิบหรือสูตรอาหาร ไปสู่การส่งออกโมเดลธุรกิจและระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือผู้เล่นที่ขับเคลื่อนกระบวนการนี้ไม่ได้มีแค่ผู้ประกอบการร้านอาหารหรือผู้ก่อตั้งแบรนด์เท่านั้น แต่ยังมีภาคทุนเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจัง VIG Partners ใช้เวลาหลายปีในการถือครองและเพิ่มมูลค่าบอนชอน ก่อนส่งต่อให้ผู้ซื้อรายใหม่ในระดับสากล ภาพนี้สะท้อนว่าตลาดทุนเกาหลีสามารถมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจวัฒนธรรมได้อย่างเป็นระบบ ไม่ได้ปล่อยให้กระแสความนิยมเติบโตไปตามธรรมชาติอย่างเดียว
หากเทียบในแบบที่คนไทยเข้าใจง่าย นี่คล้ายกับการที่แบรนด์อาหารซึ่งเริ่มจากความนิยมทางวัฒนธรรม ได้รับการบ่มเพาะจนกลายเป็นสินทรัพย์ระดับโลก และในที่สุดถูกซื้อขายในตลาดควบรวมกิจการระหว่างประเทศ เป็นวิวัฒนาการอีกขั้นของฮันรยูที่ไม่ได้อยู่แค่บนหน้าจอ แต่แปลงเป็นมูลค่าทางธุรกิจจริง
สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้
แม้สัญญาซื้อขายหุ้นจะลงนามแล้ว แต่ขั้นตอนของดีลยังไม่ถือว่าเสร็จสิ้นจนกว่าจะปิดธุรกรรมอย่างเป็นทางการในช่วงปลายเดือนตามเป้าหมายที่รายงานไว้ ในทางธุรกิจ จุดนี้สำคัญเพราะการลงนามกับการปิดดีลจริงอาจมีขั้นตอนด้านกฎหมาย การเงิน และเงื่อนไขบังคับก่อนที่ต้องดำเนินการให้ครบถ้วน
นอกจากนี้ ราคาซื้อขายและอัตราผลตอบแทนที่ VIG Partners ได้รับยังไม่ถูกเปิดเผย จึงยังไม่อาจสรุปตัวเลขความสำเร็จทางการเงินได้แบบชัดเจน อย่างไรก็ตาม แม้ไม่มีตัวเลขสุดท้ายเปิดต่อสาธารณะ การเติบโตของสาขาในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการที่ผู้ซื้อเลือกเข้าซื้อทั้งกิจการ ก็ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าบอนชอนมีมูลค่าเชิงธุรกิจสูงเพียงใด
คำถามต่อจากนี้คือ ไมเนอร์ กรุ๊ปจะพาบอนชอนไปทางไหน จะใช้ไทยเป็นฐานยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือไม่ จะเร่งขยายในตลาดที่มีนักท่องเที่ยวสูงหรือเมืองใหญ่ที่ผู้บริโภคเปิดรับอาหารเอเชียหรือเปล่า และจะสามารถรักษาสมดุลระหว่าง “ความเป็นเกาหลี” ของแบรนด์ กับ “ประสิทธิภาพทางธุรกิจ” แบบกลุ่มทุนข้ามชาติได้ดีเพียงใด
สำหรับผู้บริโภคไทย ข่าวนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนรสชาติไก่ทอดในวันพรุ่งนี้ทันที แต่ในระยะยาวอาจส่งผลต่อทิศทางการขยายสาขา การทำตลาด การวางตำแหน่งแบรนด์ และรูปแบบการแข่งขันของตลาดอาหารเกาหลีในภูมิภาค ที่สำคัญกว่านั้น มันคือหลักฐานอีกชิ้นหนึ่งว่าอิทธิพลของฮันรยูไม่ได้มีอยู่แค่ในบทเพลงหรือซีรีส์ที่คนไทยติดตาม แต่ฝังลึกถึงระดับโครงสร้างธุรกิจระดับภูมิภาคแล้ว
ในวันที่แบรนด์เกาหลีที่เติบโตด้วยทุนเกาหลี ถูกส่งต่อสู่มือกลุ่มทุนไทย สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการซื้อขายกิจการร้านอาหาร แต่คือบทใหม่ของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในเอเชีย ที่ผู้เล่นจากภูมิภาคนี้กำลังร่วมกันกำหนดอนาคตของแบรนด์ข้ามพรมแดนด้วยตัวเอง
และหากจะสรุปให้เห็นภาพที่สุด บอนชอนในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของไก่ทอดอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการเดินทางของวัฒนธรรมเกาหลีจากซอฟต์พาวเวอร์สู่ฮาร์ดบิสซิเนสอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไทยเองกำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของเกมนี้
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น