ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
ทำความเข้าใจข่าวใหญ่จากโซล: ทำไม ‘ประมูลล้ม’ จึงไม่ใช่ข่าวลบเสมอไป
ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากย่านซองซู เขตซองดง กรุงโซล กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมืองของเกาหลีใต้ หลังการเปิดประมูลรอบใหม่เพื่อคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างสำหรับโครงการพัฒนาพื้นที่ซองซูยุทธศาสตร์เขต 3 หรือที่สื่อเกาหลีเรียกกันว่า “ซองซู 3 จีกู” ต้องจบลงด้วยคำว่า “ยูชัล” หรือ “การประมูลล้ม” เป็นครั้งที่สองติดต่อกัน เพราะมีผู้ยื่นซองเพียงรายเดียว คือ ซัมซุง ซีแอนด์ที (Samsung C&T)
หากมองผ่าน ๆ คนไทยอาจนึกถึงภาพการประมูลโครงการรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่ที่มีผู้เข้าร่วมไม่ครบเงื่อนไข จนกระบวนการต้องเริ่มใหม่และดูเหมือนงานจะสะดุด แต่ในกรณีของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเมืองขนาดใหญ่เช่นนี้ “การประมูลล้ม” ไม่ได้หมายความว่าโครงการมีปัญหาจนเดินต่อไม่ได้ ตรงกันข้าม มันกำลังสะท้อนว่ากระบวนการคัดเลือกกำลังเคลื่อนจาก “การแข่งขันแบบเปิด” ไปสู่ “การเจรจาแบบเฉพาะเจาะจง” กับผู้เล่นที่แสดงความสนใจอย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ซัมซุง ซีแอนด์ที เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้และเข้าร่วมเพียงรายเดียวเท่านั้น แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า เมื่อการเปิดประมูลเกิดขึ้นสองรอบและยังมีผู้เข้าร่วมเพียงรายเดียว ก็ทำให้สหกรณ์เจ้าของโครงการหรือ “โจฮับ” ซึ่งก็คือสมาคมของเจ้าของกรรมสิทธิ์และผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ สามารถขยับไปสู่ขั้นตอน “ซูอีคเยยัก” หรือการทำสัญญาโดยตรงได้ตามกรอบกติกา
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ภาพนี้อาจเปรียบได้กับสถานการณ์ที่โครงการปรับปรุงย่านเก่ากลางเมือง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ทำเลทองใกล้รถไฟฟ้าหรือย่านอุตสาหกรรมเดิมที่กำลังถูกยกระดับใหม่ ได้ผ่านขั้นตอนชวนผู้ประกอบการหลายรายเข้ามาแข่งขัน แต่สุดท้ายมีผู้เล่นรายเดียวเดินหน้าอย่างจริงจังต่อเนื่อง จนเจ้าของโครงการสามารถหันมาเจรจารายละเอียดกับรายนั้นได้โดยตรง ภาพเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะมันหมายถึงทิศทางการพัฒนาเมืองเริ่มชัดขึ้น แม้ยังไม่ถึงเส้นชัยก็ตาม
ข่าวนี้จึงควรอ่านอย่างระมัดระวังในเชิงกระบวนการ เพราะแม้หลายฝ่ายจะมองว่าซัมซุง ซีแอนด์ที กลายเป็นตัวเต็งอย่างมาก แต่ในทางข้อเท็จจริง บริษัทยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นทางการ ขั้นตอนสุดท้ายยังต้องรอการตัดสินใจของที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ ซึ่งเปรียบได้กับการให้สมาชิกผู้มีสิทธิออกเสียงตัดสินชี้ขาดว่าจะรับข้อเสนอและเดินหน้ากับคู่สัญญารายนี้หรือไม่
ซองซูคือที่ไหน และทำไมพื้นที่นี้จึงถูกจับตาเหมือน “ทองคำผืนใหม่” ของโซล
สำหรับคนไทยที่ติดตามกระแสเกาหลี อาจคุ้นชื่อ “ซองซู” จากภาพจำของคาเฟ่เก๋ โชว์รูมแฟชั่น ร้านป๊อปอัปแบรนด์ดัง และย่านสร้างสรรค์ที่คนรุ่นใหม่เกาหลีชอบไปเดินเล่น ถ่ายรูป และเช็กอินกันไม่ต่างจากบรรยากาศบางช่วงของเจริญกรุง ทรงวาด หรืออารีย์ในกรุงเทพฯ ที่โรงงานเก่า โกดังเดิม และอาคารอุตสาหกรรมถูกปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ใหม่ทางวัฒนธรรมและธุรกิจ
แต่ในมิติของการพัฒนาเมือง ซองซูไม่ใช่แค่ย่านฮิปที่อยู่ในกระแสฮันรยูเท่านั้น พื้นที่นี้ยังเป็นหนึ่งในทำเลสำคัญของกรุงโซลที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานอุตสาหกรรมเก่าไปสู่พื้นที่มูลค่าสูงด้านที่อยู่อาศัย การพาณิชย์ และไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ ด้วยทำเลที่อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำฮัน เชื่อมต่อกับพื้นที่ศูนย์กลางธุรกิจ และมีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว
ดังนั้น เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับ “ซองซู 3 จีกู” จึงต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้กำลังพูดถึงการก่อสร้างอาคารชุดธรรมดาหนึ่งแห่ง แต่กำลังพูดถึงชิ้นส่วนสำคัญของภาพใหญ่ในการเปลี่ยนโฉมเมือง โครงการระดับมูลค่า 1.8 ล้านล้านวอน หรือราวหลักหลายหมื่นล้านบาทไทยนั้น ย่อมไม่ใช่แค่การก่ออิฐฉาบปูน หากเป็นการกำหนดว่าใครจะเป็นผู้ลงมือสร้างบทใหม่ให้พื้นที่ซึ่งมีทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมของกรุงโซล
ในเกาหลีใต้ คำว่า “เขตพัฒนายุทธศาสตร์” หรือพื้นที่จัดระเบียบเมืองลักษณะนี้ มักหมายถึงโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรื้อ ปรับปรุง หรือสร้างใหม่ในระดับทั้งบล็อกเมือง โดยมีเจ้าของที่ดินและผู้อยู่อาศัยเดิมรวมตัวกันเป็นสหกรณ์เพื่อขับเคลื่อนโครงการ กระบวนการเช่นนี้มีลักษณะเฉพาะของเกาหลี คือภาคประชาชนเจ้าของสิทธิในพื้นที่มีบทบาทอย่างมาก ไม่ใช่แค่รอให้รัฐหรือเอกชนรายเดียวตัดสินใจแทนทั้งหมด
ตรงนี้คือความแตกต่างทางวัฒนธรรมด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้อ่านไทยควรรู้ เพราะในเกาหลี การ “พัฒนาใหม่” หรือรีดีเวลลอปเมนต์ มักผูกพันกับสหกรณ์เจ้าของที่ดิน การลงมติ การคัดเลือกผู้รับเหมา และการต่อรองผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเข้มข้น จึงไม่น่าแปลกที่ข่าวเพียงเรื่องการเปิดประมูลผู้ก่อสร้าง จะกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อกระแสหลักติดตามอย่างใกล้ชิด
ทำไมซัมซุง ซีแอนด์ที เข้าร่วมรายเดียวถึงเป็นประเด็นใหญ่กว่าชื่อบริษัท
หากได้ยินชื่อ “ซัมซุง” คนไทยส่วนใหญ่อาจนึกถึงสมาร์ตโฟน โทรทัศน์ หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนเป็นอันดับแรก แต่ในเกาหลีใต้ กลุ่มซัมซุงมีธุรกิจหลากหลาย และซัมซุง ซีแอนด์ที คือแขนงด้านก่อสร้างและการลงทุนที่มีบทบาทสำคัญในโครงการขนาดใหญ่ทั้งในและนอกประเทศ ชื่อของบริษัทจึงมีน้ำหนักในเชิงความน่าเชื่อถือ ศักยภาพทางการเงิน และประสบการณ์ด้านงานก่อสร้างระดับซับซ้อน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักของข่าวนี้ไม่ใช่การบอกว่า “บริษัทใหญ่เข้าร่วมโครงการใหญ่” เพราะนั่นเป็นเรื่องที่ตลาดพอคาดเดาได้อยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือซัมซุง ซีแอนด์ที เข้าร่วมการประมูลอย่างต่อเนื่องถึงสองรอบโดยไม่มีคู่แข่งรายอื่นยื่นเข้ามาแข่งขันจนเกิดเงื่อนไขทางกฎหมายและขั้นตอนใหม่ให้กับสหกรณ์
ในโลกของการจัดซื้อจัดจ้างหรือการคัดเลือกผู้รับเหมา การแข่งขันหลายรายมักถูกมองว่าเป็นกลไกเพื่อให้ได้ข้อเสนอที่ดีที่สุด ทั้งด้านราคา คุณภาพ แผนงาน และเงื่อนไขสัญญา แต่เมื่อไม่มีคู่แข่งเพียงพอจนการประมูลไม่เป็นผลซ้ำสองครั้ง การเดินเกมก็ย่อมเปลี่ยน จากเดิมที่เจ้าของโครงการต้องเปรียบเทียบหลายข้อเสนอ ก็กลายเป็นว่าขณะนี้มีผู้แสดงเจตจำนงชัดเจนอยู่รายเดียว และสหกรณ์สามารถเริ่มชั่งน้ำหนักว่าจะใช้วิธีเจรจาตรงกับรายนั้นหรือไม่
การที่บริษัทเดิมกลับมายื่นอีกครั้ง ยังมีนัยในเชิงสัญญาณตลาดด้วย เพราะมันบอกว่าบริษัทไม่ได้เข้ามา “ลองเชิง” แต่มีความสนใจต่อโครงการนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในทางกลับกัน การไม่มีคู่แข่งก็อาจสะท้อนหลายปัจจัย ตั้งแต่เงื่อนไขโครงการ ความเสี่ยง ผลตอบแทน ต้นทุนก่อสร้างในภาวะปัจจุบัน ไปจนถึงกลยุทธ์ของบริษัทรับเหมารายอื่นที่อาจเลือกไม่กระโดดเข้ามาแข่งขันในดีลที่ใช้ทรัพยากรสูงและมีการต่อรองซับซ้อน
สำหรับผู้อ่านไทย เรื่องนี้คล้ายกับเวลาเราเห็นเมกะโปรเจกต์ในทำเลสำคัญของกรุงเทพฯ แล้วมีเพียงไม่กี่เจ้าที่มีทั้งเงินทุน ชื่อเสียง และกำลังดำเนินงานมากพอจะรับงานได้จริง เพราะโครงการระดับนี้ไม่ได้วัดกันแค่ราคาเสนอ แต่ยังวัดกันที่ความสามารถในการบริหารความเสี่ยง การส่งมอบงานระยะยาว และภาพลักษณ์ที่บริษัทจะนำมาให้โครงการในอนาคต
คำว่า ‘ยูชัล’ กับ ‘ซูอีคเยยัก’ แปลว่าอะไรในบริบทเกาหลี และต่างจากความเข้าใจทั่วไปอย่างไร
ข่าวเกาหลีประเภทนี้มักมีศัพท์เฉพาะที่หากแปลตรงตัวอาจทำให้คนต่างชาติสับสน คำแรกคือ “ยูชัล” ซึ่งหมายถึงการประมูลล้มเหลวหรือการประมูลไม่สำเร็จตามเงื่อนไข แต่ไม่ได้เท่ากับว่าโครงการล้ม หรือทุกอย่างต้องยกเลิก ในกรณีซองซู 3 จีกู สาเหตุของการยูชัลไม่ได้มาจากไม่มีใครสนใจเลย หากเกิดจากมีผู้เข้าร่วมเพียงรายเดียว ทำให้ไม่ครบเกณฑ์การแข่งขัน
คำที่สองคือ “ซูอีคเยยัก” หรือสัญญาโดยตรง ซึ่งในภาษาไทยอาจทำให้บางคนเข้าใจไปถึงภาพของการตกลงกันหลังฉาก แต่ในกรอบของเกาหลีใต้ คำนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขและกระบวนการที่เกิดขึ้นหลังจากการประมูลแบบแข่งขันไม่สำเร็จตามกติกาที่กำหนดไว้ กล่าวคือไม่ใช่การข้ามขั้นตั้งแต่แรก แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคัดเลือกหลังจากผ่านรอบประมูลที่ไม่สมบูรณ์มาแล้ว
นี่เป็นจุดที่สำคัญมากในเชิงข่าว เพราะหากรายงานแบบรวบรัดเกินไป อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจผิดว่า “ซัมซุงได้งานแล้ว” ทั้งที่ข้อเท็จจริงปัจจุบันคือ ซัมซุง ซีแอนด์ที มีสถานะเป็นผู้สมัครที่โดดเด่นและมีโอกาสสูงขึ้น หลังจากสองรอบของการเปิดประมูลไม่เกิดการแข่งขันเต็มรูปแบบ แต่การลงนามสัญญาหรือการรับรองอย่างเป็นทางการยังไม่เกิดขึ้น
อีกคำหนึ่งที่ควรรู้คือ “โจฮับชงฮเว” หรือที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ ซึ่งเป็นด่านสุดท้ายในการตัดสินใจหลายเรื่องสำคัญของโครงการพัฒนาเมืองในเกาหลีใต้ ระบบนี้สะท้อนวัฒนธรรมการจัดการทรัพย์สินร่วมที่ให้สมาชิกมีเสียงอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะดูซับซ้อนและใช้เวลามาก แต่ก็เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้โครงการที่กระทบต่อสิทธิของคนจำนวนมาก
ถ้าเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ สำหรับคนไทย นี่ไม่ใช่สถานการณ์แบบ “ผู้รับเหมาชนะประมูลแล้ว เตรียมลงเสาเข็มทันที” แต่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่คล้ายการเข้าสู่รอบเจรจารายละเอียดขั้นจริงจัง โดยยังต้องรอไฟเขียวจากเวทีตัดสินใจสูงสุดของผู้ถือสิทธิในโครงการก่อนเสมอ การแยกแยะระหว่างคำว่า “ตัวเต็ง” กับ “ผู้ชนะอย่างเป็นทางการ” จึงสำคัญมากในข่าวชิ้นนี้
สหกรณ์เจ้าของโครงการมีบทบาทอย่างไร และทำไมมติที่ประชุมใหญ่จึงเป็นหัวใจของเรื่อง
ในเกาหลีใต้ โครงการรีดีเวลลอปเมนต์จำนวนมากไม่ได้ขับเคลื่อนโดยบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ฝ่ายเดียว แต่ดำเนินผ่าน “สหกรณ์” ของเจ้าของที่ดินหรือเจ้าของห้องชุดเดิมในพื้นที่ สมาชิกเหล่านี้รวมตัวกันเพื่อผลักดันโครงการ ตั้งแต่การวางกรอบพัฒนา เลือกผู้รับเหมา ไปจนถึงพิจารณาเงื่อนไขทางการเงินและประเด็นการโยกย้ายที่อยู่อาศัยชั่วคราว
โครงสร้างเช่นนี้สะท้อนสังคมเกาหลีที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการรวมกลุ่มและการตัดสินใจเชิงองค์กรในเรื่องทรัพย์สินร่วมอย่างมาก แม้ในสายตาคนนอก ระบบนี้อาจดูยุ่งยาก คล้ายมีขั้นตอนประชุมและลงมติมากมาย แต่สำหรับโครงการที่มีมูลค่ามหาศาลและส่งผลต่อชีวิตของผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก นี่คือกลไกที่ช่วยแบ่งเบาความขัดแย้งและทำให้ทุกฝ่ายมีช่องทางแสดงความเห็น
ดังนั้น แม้เงื่อนไขหลังการประมูลล้มสองครั้งจะเปิดทางให้สหกรณ์สามารถเจรจาสัญญาโดยตรงกับซัมซุง ซีแอนด์ที ได้ แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังต้องผ่านที่ประชุมใหญ่ของสมาชิกอยู่ดี ตรงนี้เป็นหัวใจที่ทำให้ข่าวยังไม่ควรถูกนำเสนอในลักษณะฟันธง เพราะเจ้าของสิทธิในพื้นที่ยังเป็นผู้ถืออำนาจสุดท้ายในการรับหรือไม่รับแนวทางที่เสนอ
ในความหมายทางธุรกิจ การผ่านที่ประชุมใหญ่มิใช่เพียงพิธีกรรมเชิงเอกสาร แต่คือการวัดฉันทามติของผู้มีส่วนได้เสียว่าเชื่อมั่นต่อเงื่อนไขสัญญา ผลประโยชน์ตอบแทน ตารางเวลาก่อสร้าง และความน่าเชื่อถือของผู้รับเหมามากน้อยเพียงใด หากเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอ โครงการก็อาจต้องกลับไปทบทวนรายละเอียดหรือหาทางเลือกใหม่ได้เช่นกัน
นี่คือเหตุผลที่ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ในเกาหลีให้ความสำคัญกับคำว่า “การประชุมใหญ่” มากไม่แพ้คำว่า “การประมูล” เพราะในท้ายที่สุด เมืองจะถูกสร้างใหม่อย่างไร ไม่ได้ตัดสินด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินด้วยกระบวนการรับรองทางสังคมและองค์กรของผู้คนที่ครอบครองพื้นที่นั้นด้วย
มูลค่า 1.8 ล้านล้านวอนบอกอะไรเรา นอกจากตัวเลขที่ใหญ่โต
เมื่อเห็นตัวเลขมูลค่าโครงการระดับ 1.8 ล้านล้านวอน สิ่งแรกที่ดึงความสนใจย่อมเป็นขนาดของเม็ดเงิน แต่ในเชิงวิเคราะห์ ตัวเลขนี้บอกอะไรได้มากกว่าความ “ใหญ่” ของโครงการ มันสะท้อนว่าซองซู 3 จีกู เป็นดีลที่มีความซับซ้อนสูง ต้องใช้ทั้งเงินทุน กำลังคน เทคโนโลยีการก่อสร้าง และความสามารถบริหารจัดการโครงการในระยะยาวอย่างมาก
ในภาวะที่ต้นทุนวัสดุก่อสร้าง ค่าแรง และความผันผวนของตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังเป็นปัจจัยกดดันทั่วโลก การตัดสินใจเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดยักษ์ย่อมไม่ง่าย ผู้รับเหมาที่สนใจต้องประเมินทั้งโอกาสทำกำไร ความเสี่ยงด้านระยะเวลาก่อสร้าง เงื่อนไขที่สหกรณ์จะเรียกร้อง และบรรยากาศการแข่งขันในตลาดเมืองหลวงของเกาหลีใต้ด้วย
ดังนั้น การที่ซัมซุง ซีแอนด์ที เข้าร่วมต่อเนื่องจึงเป็นสัญญาณว่าบริษัทมองเห็นความเป็นไปได้เชิงธุรกิจของโครงการนี้ ขณะเดียวกัน การไม่มีคู่แข่งก็ไม่ควรถูกตีความแบบผิวเผินว่าโครงการ “ไม่ดี” เสมอไป เพราะในโลกความจริง บริษัทขนาดใหญ่แต่ละแห่งมีพอร์ตงานและยุทธศาสตร์ต่างกัน บางรายอาจเลือกเก็บกำลังไว้สำหรับโครงการอื่น บางรายอาจมองว่าเงื่อนไขยังไม่เหมาะสม หรือบางรายอาจไม่ต้องการเปิดศึกแข่งขันด้านเงื่อนไขกับผู้เล่นที่เตรียมตัวมานานแล้ว
สำหรับคนไทย ภาพนี้คล้ายการที่ผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่เลือกลงสนามเฉพาะดีลที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของตน ไม่ใช่ทุกโครงการที่เห็นมูลค่าสูงแล้วจะอยากเข้าร่วมเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพื้นที่นั้นมีความคาดหวังสูงจากสังคมและสื่อ การตัดสินใจเข้าหรือไม่เข้าจึงเป็นเรื่องของ “จังหวะ” และ “สมการความคุ้มค่า” ไม่ต่างจากเกมธุรกิจระดับสูงทั่วไป
ตัวเลขมูลค่านี้ยังมีความหมายทางสัญลักษณ์ด้วย เพราะมันทำให้ข่าวการคัดเลือกผู้รับเหมากลายเป็นข่าวที่สังคมจับตา ไม่ใช่แค่คนในวงการก่อสร้าง แต่รวมถึงนักลงทุน ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ใกล้เคียง และผู้ที่ติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโซลในฐานะมหานครระดับโลก การเลือกผู้ก่อสร้างสำหรับโครงการระดับนี้จึงเท่ากับการเลือก “หุ้นส่วน” ที่จะกำหนดทั้งรูปร่างของอาคาร มาตรฐานการก่อสร้าง และจังหวะเวลาที่ภาพเมืองใหม่จะเกิดขึ้นจริง
ถ้ามองจากไทย เราเรียนรู้อะไรได้จากวิธีที่โซลขยับเมืองผ่านโครงการแบบนี้
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข่าวซองซู 3 จีกู ให้บทเรียนที่น่าสนใจหลายด้าน ประการแรกคือเรื่อง “กระบวนการ” ในเอเชียตะวันออก เมืองใหญ่จำนวนมากไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมีทุนและที่ดิน แต่เปลี่ยนผ่านผ่านกฎระเบียบ การต่อรองของผู้มีส่วนได้เสีย และขั้นตอนตัดสินใจที่บางครั้งซับซ้อนกว่าที่ภาพภายนอกสะท้อนออกมา
ประการที่สองคือเรื่อง “บทบาทของชุมชนเจ้าของสิทธิ” ซึ่งในเกาหลีมีความเข้มแข็งอย่างมาก การพัฒนาเมืองไม่ใช่เพียงการผลักดันจากบริษัทก่อสร้างหรือเทศบาล แต่ต้องอาศัยสหกรณ์เป็นแกนกลาง แม้ระบบไทยและเกาหลีมีบริบทกฎหมายต่างกัน แต่ประเด็นเรื่องการสร้างฉันทามติในพื้นที่ก็เป็นเรื่องที่ไทยกำลังเผชิญมากขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูย่านเก่า การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้า หรือโครงการขนาดใหญ่ที่กระทบชุมชนเดิม
ประการที่สามคือเรื่อง “แบรนด์ของผู้สร้าง” ในเกาหลี บริษัทก่อสร้างรายใหญ่มีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์โครงการสูงมาก ชื่อบริษัทไม่ได้หมายถึงแค่ผู้รับจ้างสร้างอาคาร แต่ยังหมายถึงมาตรฐาน การออกแบบ และความน่าเชื่อถือในตลาด คล้ายกับเวลาในไทยที่บางชื่อผู้พัฒนาหรือผู้รับเหมาสามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อและนักลงทุนได้ทันที
ท้ายที่สุด ข่าวนี้ยังช่วยให้เราเห็นอีกมิติของฮันรยูที่นอกเหนือจากซีรีส์ เคป็อป หรือเครื่องสำอาง เพราะเบื้องหลังความนิยมในวัฒนธรรมเกาหลี มีการจัดการเมืองอย่างเข้มข้นที่กำลังปั้นฉากหลังใหม่ให้กับประเทศอยู่ตลอดเวลา ย่านที่คนดูซีรีส์เห็นว่าสวย ทันสมัย หรือเต็มไปด้วยพื้นที่สร้างสรรค์ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เกิดจากกระบวนการพัฒนาเมืองที่ต้องอาศัยเงินทุน มติของเจ้าของพื้นที่ และการคัดเลือกคู่ค้ารายใหญ่ที่เหมาะสม
หากเปรียบแบบใกล้ตัวที่สุด ซองซูในวันนี้จึงไม่ต่างจากย่านเมืองที่กำลังถูกจับตาว่าจะกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของยุคสมัย ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม เพียงแต่การจะไปถึงภาพนั้นได้ ยังต้องผ่านขั้นตอนจำนวนมาก และข่าวการประมูลล้มสองครั้งครั้งนี้ ก็คือหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องทั้งหมด
สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้: ซัมซุงยังเป็นเพียงตัวเต็ง ไม่ใช่ผู้ชนะที่ประกาศแล้ว
จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ทิศทางของโครงการดูชัดเจนขึ้นอย่างมากว่า ซัมซุง ซีแอนด์ที มีโอกาสสูงที่จะก้าวเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างของซองซู 3 จีกู เพราะเป็นผู้เข้าร่วมประมูลเพียงรายเดียวติดต่อกันสองรอบ และเงื่อนไขดังกล่าวได้เปิดประตูให้สหกรณ์สามารถผลักดันสู่การทำสัญญาโดยตรงได้
อย่างไรก็ตาม ความเป็นมืออาชีพในการรายงานข่าวจำเป็นต้องแยก “แนวโน้ม” ออกจาก “ข้อยุติ” ให้ชัดเจน ปัจจุบันสิ่งที่ยืนยันได้คือโครงการเดินมาถึงจุดที่วิธีคัดเลือกเปลี่ยนไปแล้วจากการแข่งขันหลายรายสู่ความเป็นไปได้ของการเจรจากับผู้สมัครรายเดียว แต่สิ่งที่ยังยืนยันไม่ได้คือรายละเอียดสัญญา เงื่อนไขสุดท้าย และผลการลงมติของที่ประชุมใหญ่สหกรณ์
กล่าวอีกแบบคือ เกมยังไม่จบ เพียงแต่เหลือผู้เล่นเด่นอยู่คนเดียวในสนาม และลูกบอลกำลังถูกส่งไปยังโต๊ะตัดสินของสมาชิกสหกรณ์ หากที่ประชุมใหญ่เห็นชอบ โครงการก็จะก้าวเข้าสู่เฟสใหม่อย่างมีนัยสำคัญ แต่หากเกิดข้อทักท้วงหรือมีเงื่อนไขต้องเจรจาเพิ่มเติม เส้นทางก็อาจยืดออกไปได้เช่นกัน
นี่คือสาเหตุที่ตลาดและสื่อเกาหลีจับตากำหนดการประชุมใหญ่ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เร็วสุดก่อนช่วงเทศกาลชูซอก หรือเทศกาลเก็บเกี่ยวสำคัญของเกาหลีที่มีสถานะทางวัฒนธรรมใกล้เคียงกับช่วงเทศกาลใหญ่ของครอบครัวไทยอย่างสงกรานต์หรือปีใหม่ในแง่ของการรวมญาติและจังหวะชีวิตของสังคม หากมีการประชุมเกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวจริง ก็จะยิ่งเป็นสัญญาณว่าโครงการกำลังเร่งขยับจากขั้นตอนคัดเลือกไปสู่การกำหนดตัวผู้สร้างอย่างเป็นรูปธรรม
สรุปแล้ว ข่าวจากซองซู 3 จีกู ไม่ใช่เรื่องของ “ประมูลล้ม” ในความหมายด้านลบอย่างที่หลายคนอาจเข้าใจในแวบแรก หากเป็นเรื่องของกลไกการพัฒนาเมืองที่กำลังเปลี่ยนเกียร์จากการเปิดสนามแข่ง ไปสู่การพิจารณาตัวเลือกที่เหลืออยู่เพียงรายเดียวอย่างจริงจัง และนั่นทำให้การประชุมใหญ่ครั้งต่อไป กลายเป็นฉากสำคัญที่ทั้งวงการก่อสร้างเกาหลี นักลงทุน และผู้ติดตามการเปลี่ยนแปลงของกรุงโซลต่างต้องจับตามอง
ในโลกของมหานครที่เติบโตอย่างรวดเร็ว บางครั้งข่าวที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ภาพเครนก่อสร้างที่เริ่มหมุน หรืออาคารสูงที่โผล่พ้นเส้นขอบฟ้า แต่เป็นข่าวเงียบ ๆ เรื่องขั้นตอนการตัดสินใจซึ่งจะกำหนดว่า ใครกันแน่จะเป็นผู้สร้างอนาคตของเมือง และสำหรับซองซูในเวลานี้ คำตอบนั้นใกล้ชัดขึ้นแล้ว แม้ยังไม่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการก็ตาม
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น