เกาหลีใต้เร่งวางฐานโตระยะยาว หลังเศรษฐกิจฟื้นแรงจากชิป แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่งาน คนรุ่นใหม่ และการกระจายผลประโยชน์

เกาหลีใต้เร่งวางฐานโตระยะยาว หลังเศรษฐกิจฟื้นแรงจากชิป แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่งาน คนรุ่นใหม่ และการกระจายผลประโยชน์

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

เศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังข้ามจาก “ฟื้นตัว” ไปสู่คำถามที่ยากกว่า

การเสนอชื่อ อี ฮยองอิล เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจและรัฐมนตรีดูแลนโยบายการคลังเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนตัวบุคคลในคณะรัฐบาล แต่สะท้อนจังหวะสำคัญของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ที่กำลังเดินออกจากช่วงประคองการฟื้นตัว ไปสู่โจทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม นั่นคือ จะทำอย่างไรให้การเติบโตที่เห็นในตัวเลขวันนี้ กลายเป็นความแข็งแรงระยะยาวของประเทศได้จริง

สารที่อี ฮยองอิลส่งออกมาค่อนข้างชัด เขามองว่าเกาหลีใต้ไม่ควรหยุดอยู่แค่การรักษาโมเมนตัมฟื้นตัวระยะสั้น แต่ต้องใช้ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มกลับมามีแรง ส่งต่อไปสู่การลงทุนใหม่ การสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ และการยกระดับ “อัตราการเติบโตศักยภาพ” หรือความสามารถของเศรษฐกิจในการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ก่อแรงกดดันเงินเฟ้อมากเกินไป

หากอธิบายให้ผู้อ่านไทยเห็นภาพง่ายขึ้น คำว่า “โตวันนี้” กับ “โตได้อีกนาน” ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ประเทศหนึ่งอาจมีตัวเลขจีดีพีสวยในปีนี้เพราะสินค้าเด่นขายดีในตลาดโลก แต่ถ้าโครงสร้างแรงงานอ่อนแอ การลงทุนไม่กระจาย คนรุ่นใหม่หางานยาก และภาคธุรกิจอื่นไม่ได้ประโยชน์ร่วมกัน สุดท้ายความคึกคักนั้นก็อาจเป็นเพียงคลื่นระยะสั้น คล้ายร้านที่แน่นเฉพาะวันโปรโมชัน แต่ไม่ได้สร้างลูกค้าประจำในระยะยาว

นี่จึงเป็นเหตุผลที่การขยับตัวของทีมเศรษฐกิจเกาหลีใต้ครั้งนี้ได้รับความสนใจมากกว่าปกติ เพราะเกาหลีใต้กำลังอยู่ในช่วงที่ตัวเลขมหภาคดูดีขึ้น แต่ความท้าทายเชิงโครงสร้างยังไม่หายไป และยิ่งเป็นประเทศที่ทั่วโลกมองว่าเป็น “ต้นแบบเศรษฐกิจเทคโนโลยี” ก็ยิ่งถูกจับตาว่าจะเปลี่ยนความสำเร็จจากอุตสาหกรรมดาวเด่น ไปเป็นความแข็งแรงของทั้งระบบได้หรือไม่

ในแง่นี้ ข่าวนี้จึงไม่ใช่ข่าวแต่งตั้งธรรมดา หากเป็นสัญญาณว่าโซลกำลังพยายามเปลี่ยนบทจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การจัดระเบียบอนาคตทางเศรษฐกิจใหม่อีกครั้ง

ตัวเลขเติบโตดีขึ้น แต่เกาหลีใต้รู้ดีว่า “ความร้อนแรงของชิป” ไม่พอสำหรับอนาคต

ธนาคารกลางเกาหลีใต้ประเมินว่าเศรษฐกิจปีนี้อาจขยายตัวได้ 3.3% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ภาพเช่นนี้ทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายมากขึ้น และช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกว่าประเทศกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นอีกระลอก หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญคือการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์หรือชิป ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในยุคปัจจุบัน

ถ้าจะเทียบในภาษาที่คนไทยคุ้นเคย อิทธิพลของชิปต่อเกาหลีใต้ก็คล้ายกับเวลาที่ภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลักของไทย แต่มีขนาดและผลสะเทือนลึกกว่านั้น เพราะชิปโยงกับการส่งออก เทคโนโลยี การลงทุน การจ้างงานคุณภาพสูง และสถานะการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกโดยตรง เมื่อยอดขายและราคาของสินค้าในห่วงโซ่เซมิคอนดักเตอร์ดีขึ้น รัฐบาลย่อมมีความมั่นใจมากขึ้นในการขยับนโยบายอื่นตามมา

อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือความสำเร็จของภาคชิปไม่ได้แปลว่าทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจเกาหลีใต้กำลังดีพร้อมกัน แหล่งวิเคราะห์ในเกาหลีใต้เองเตือนว่า แม้ตัวเลขจีดีพีจะดูแข็งแรง แต่ภาคอุตสาหกรรมอื่นจำนวนไม่น้อยยังไม่ได้อยู่ในภาวะสดใสนัก ช่องว่างระหว่าง “ตัวเลขรวมของประเทศ” กับ “ความรู้สึกจริงของประชาชนและธุรกิจ” จึงยังคงมีอยู่

ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งที่หลายประเทศเผชิญร่วมกันในยุคเศรษฐกิจเทคโนโลยี เมื่ออุตสาหกรรมชั้นนำเพียงไม่กี่แขนงสามารถดันตัวเลขประเทศได้สูง แต่รายได้ โอกาส และความมั่นคงกลับไม่กระจายลงไปถึงคนส่วนกว้างอย่างเท่าเทียม หากรัฐบาลบริหารไม่ดี ความสำเร็จของ “แชมป์ระดับโลก” อาจอยู่คู่กับความกังวลของผู้ประกอบการรายเล็ก แรงงานทั่วไป และคนหนุ่มสาวที่ยังไม่เห็นบันไดชีวิตชัดเจน

ดังนั้น สิ่งที่อี ฮยองอิลพูดถึงเรื่องการใช้โอกาสจากรอบฟื้นตัวครั้งนี้เพื่อวางฐานการเติบโตศักยภาพ จึงเป็นการยอมรับโดยอ้อมว่า เกาหลีใต้รู้ตัวดีว่าหากปล่อยให้ภาคชิปวิ่งนำอยู่ลำพัง วันหนึ่งเศรษฐกิจอาจกลับมาเจอข้อจำกัดเดิม คือโตเป็นช่วงๆ ตามวัฏจักรโลก แต่ไม่สามารถยกระดับโครงสร้างทั้งประเทศได้จริง

โจทย์แท้จริงคือการเปลี่ยนกำไรจากชิป ให้เป็นการลงทุน งาน และความมั่นคงในชีวิตประจำวัน

ในเอกสารแสดงวิสัยทัศน์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ มีการพูดถึงการสร้างโอกาสการลงทุนใหม่ และการเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตขนาดใหญ่ ซึ่งชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเกาหลีใต้ต้องการมากกว่าการรักษาตัวเลขส่งออก แต่ต้องการต่อยอดไปสู่การขยายฐานการผลิตและความสามารถแข่งขันในระยะยาว

คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเกาหลีใต้ “มีเงินลงทุนหรือไม่” แต่คือ “จะลงทุนอย่างไรให้เกิดผลต่อทั้งระบบ” เพราะถ้าเม็ดเงินใหม่ยังไหลกระจุกอยู่ในภาคอุตสาหกรรมเดิมหรือบริษัทยักษ์ใหญ่เพียงบางกลุ่ม การเติบโตในอนาคตก็อาจยังคงไม่ทั่วถึงเหมือนเดิม

องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ประเมินว่าอัตราการเติบโตศักยภาพของเกาหลีใต้ในปีนี้อาจลดลงจากปีก่อนหน้า ตัวเลขนี้อาจฟังดูเป็นศัพท์เทคนิค แต่ความหมายในทางปฏิบัติคือ แม้เศรษฐกิจจะเร่งได้ในบางปี ทว่าพื้นฐานความสามารถในการเติบโตอย่างต่อเนื่องกลับอ่อนลง หากไม่รีบซ่อมโครงสร้าง ก็เหมือนรถที่เครื่องยนต์ยังเร่งได้แรงในช่วงหนึ่ง แต่ระบบภายในเริ่มสึกหรอ

นโยบายเศรษฐกิจยุคใหม่ของเกาหลีใต้จึงจำเป็นต้องตอบหลายคำถามพร้อมกัน จะทำอย่างไรให้การลงทุนใหม่ไม่ใช่แค่ตัวเลขในนิคมอุตสาหกรรม แต่กลายเป็นงานที่คนเข้าถึงได้ จะทำอย่างไรให้เทคโนโลยีขั้นสูงไม่ขยายเฉพาะกำไรของบริษัทชั้นนำ แต่เพิ่มผลิตภาพให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้วย และจะทำอย่างไรให้รายได้จากภาคส่งออกเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตของครัวเรือน ไม่ใช่แค่สะท้อนอยู่ในตลาดทุนหรือดุลการค้า

นี่คือจุดที่บทบาทของผู้กำหนดนโยบายมีความหมายมากกว่าการคุมงบประมาณหรือออกมาตรการรายไตรมาส เพราะสิ่งที่ต้องทำคือออกแบบ “สะพาน” ระหว่างความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรมระดับโลก กับความมั่นคงของชีวิตผู้คนในประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์ยากพอๆ กับการผลักดันเทคโนโลยีใหม่

หากเกาหลีใต้ทำได้สำเร็จ โมเดลนี้จะกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของโลกว่า ประเทศที่มีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีแข็งแกร่งสามารถแปลงความเหนือกว่าทางนวัตกรรม ไปสู่การเติบโตที่ครอบคลุมได้อย่างไร แต่หากทำไม่ได้ ภาพที่เกิดขึ้นก็อาจเป็นเพียงการเติบโตที่สวยบนกระดาษ ขณะที่ความเปราะบางเชิงสังคมยังสะสมต่อไป

เมื่อเงินเฟ้อ งานเยาวชน และที่อยู่อาศัย กลายเป็นบททดสอบว่าการเติบโตมีความหมายจริงหรือไม่

แม้รัฐบาลจะพูดถึงการเติบโตระยะยาว แต่ในชีวิตจริงของประชาชน เกณฑ์วัดความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่คำว่า “ศักยภาพ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ค่าครองชีพ งานที่หาได้ และความสามารถในการตั้งหลักในเมืองใหญ่ด้วย นี่คือเหตุผลที่ประเด็นเงินเฟ้อ การจ้างงาน และอสังหาริมทรัพย์ถูกจับตาควบคู่ไปกับนโยบายการลงทุน

เกาหลีใต้กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาสินค้าที่ขยับขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะท่ามกลางความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานโลก หากเศรษฐกิจขยายตัวดีแต่ค่าครองชีพพุ่งตาม ประชาชนจำนวนมากย่อมไม่รู้สึกว่าตัวเองได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวนั้นจริงๆ ภาพนี้ไม่ต่างจากที่คนไทยจำนวนมากคุ้นเคย คือเศรษฐกิจอาจมีข่าวดีในระดับมหภาค แต่เมื่อเข้าซูเปอร์มาร์เก็ต เติมน้ำมัน หรือจ่ายค่าเช่าบ้าน ความรู้สึกกลับสวนทางกับตัวเลข

ด้านการจ้างงาน ภาพรวมของเกาหลีใต้ยังมีรอยร้าวชัดเจน โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว แม้จำนวนผู้มีงานทำโดยรวมจะเพิ่มขึ้น แต่กลุ่มวัย 15-29 ปียังเผชิญภาวะเปราะบางต่อเนื่อง สะท้อนว่าตลาดแรงงานไม่ได้เปิดโอกาสใหม่อย่างเพียงพอสำหรับคนรุ่นเริ่มต้นทำงาน เรื่องนี้มีนัยทางสังคมอย่างมาก เพราะในเกาหลีใต้ การแข่งขันทางการศึกษาและเส้นทางการทำงานเข้มข้นอยู่แล้ว หากเศรษฐกิจโตแต่เยาวชนยังเข้าไม่ถึงงานที่มั่นคง ความไม่พอใจและความรู้สึกหมดหวังย่อมสะสม

สำหรับผู้อ่านไทย ประเด็นนี้อาจฟังแล้วใกล้ตัว เพราะไทยเองก็เผชิญคำถามคล้ายกันว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและเอไอจะสร้างงานใหม่จริงหรือแค่เพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างคนที่มีทักษะสูงกับคนที่ปรับตัวไม่ทัน เกาหลีใต้กำลังเป็นสนามทดสอบสำคัญว่า รัฐจะช่วยให้แรงงาน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงเทคโนโลยีได้อย่างไร

อีกด้านหนึ่งคือเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งในเกาหลีใต้เป็นประเด็นอ่อนไหวมาโดยตลอด รัฐบาลพยายามปรับระบบภาษีอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มภาระต่อบ้านหรูมูลค่าสูง ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้กระทบผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงมากเกินไป ความละเอียดอ่อนของนโยบายนี้อยู่ที่การหาสมดุลระหว่างการสกัดเก็งกำไร กับการไม่สร้างแรงบิดเบือนใหม่ในตลาด

ทั้งหมดนี้ชี้ว่า การเติบโตที่แท้จริงในสายตาประชาชนไม่ได้วัดจากจีดีพีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแปลออกมาเป็นคำตอบที่จับต้องได้ในสามเรื่อง คือ ซื้อของแล้วไม่ลำบากเกินไป หางานที่มีอนาคตได้ และยังมีหวังจะมีบ้านหรือมีความมั่นคงในชีวิต นี่เองคือบททดสอบใหญ่ของทีมเศรษฐกิจใหม่เกาหลีใต้

ความหมายต่อประเทศไทย: จากตลาดชิป สงครามเทคโนโลยี ถึงโอกาสของธุรกิจไทยและความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี

สำหรับประเทศไทย ข่าวการจัดทัพเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเกาหลีใต้เป็นทั้งคู่ค้า นักลงทุน และอิทธิพลทางวัฒนธรรมสำคัญของไทยมานาน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยคุ้นกับภาพเกาหลีใต้ผ่านเคป๊อป ซีรีส์ อาหาร และแบรนด์ผู้บริโภค แต่เบื้องหลังซอฟต์พาวเวอร์เหล่านั้นคือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิต และการส่งออกอย่างเข้มข้น

หากรัฐบาลเกาหลีใต้เดินหน้าตามแนวคิดใหม่ที่เน้นเปลี่ยนความสำเร็จของเซมิคอนดักเตอร์ไปสู่การลงทุนรอบใหม่ ผลสะเทือนย่อมกระทบไทยในหลายมิติ มิติแรกคือห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และบริการด้านดิจิทัล ไทยซึ่งเป็นฐานการผลิตสำคัญในอาเซียนย่อมต้องจับตาว่าเกาหลีใต้จะกระจายการลงทุนมายังภูมิภาคนี้มากขึ้นหรือไม่ และหากมา ไทยจะสามารถดึงเม็ดเงินเหล่านั้นได้เพียงใดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

มิติที่สองคือการแข่งขันเชิงนโยบาย ไทยมักพูดถึงการยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต การพัฒนาทักษะแรงงาน และการดึงดูดการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง แต่กรณีเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า แม้ประเทศจะมีบริษัทยักษ์ระดับโลกและภาคเทคโนโลยีแข็งแรงอยู่แล้ว ก็ยังต้องเผชิญโจทย์การกระจายประโยชน์ การสร้างงานเยาวชน และการลดช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมอยู่ดี นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับไทยว่า การมีอุตสาหกรรมดาวเด่นเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากระบบการศึกษา ตลาดแรงงาน และนโยบายสนับสนุนธุรกิจรายกลางรายย่อยไม่ขยับตาม

มิติที่สามคือภาคธุรกิจไทยที่เชื่อมโยงกับเกาหลี ทั้งบริษัทนำเข้า ส่งออก ค้าปลีก บันเทิง และบริการ การเติบโตของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ย่อมช่วยประคองกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของบริษัทเกาหลีที่มีฐานในไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมความงาม อาหาร หรือแพลตฟอร์มคอนเทนต์ ขณะเดียวกัน หากเกาหลีใต้หันมาเข้มข้นกับการลงทุนใหม่ในเทคโนโลยีและเอไอมากขึ้น ธุรกิจไทยที่ต้องการร่วมมือกับพันธมิตรเกาหลีอาจมีหน้าต่างโอกาสใหม่เปิดขึ้น ทั้งในรูปแบบร่วมทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือการจับมือทำตลาดอาเซียน

ในมิติของผู้บริโภคและแฟนคลับไทย แม้ข่าวเศรษฐกิจดูห่างจากโลกฮันรยู แต่ในความเป็นจริงสองเรื่องนี้เชื่อมกันแน่น เศรษฐกิจที่แข็งแรงคือฐานสำคัญที่ทำให้บริษัทบันเทิง แบรนด์ผู้บริโภค และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เกาหลีใต้เดินหน้าขยายอิทธิพลในต่างประเทศได้ต่อเนื่อง ตั้งแต่คอนเสิร์ต แฟนมีตติ้ง การร่วมมือกับแบรนด์ไทย ไปจนถึงการลงทุนด้านคอนเทนต์และแพลตฟอร์ม ถ้าเศรษฐกิจเกาหลีสามารถรักษาแรงส่งได้ บริษัทเกาหลีที่ทำตลาดในไทยย่อมมีความพร้อมมากขึ้นในการขยายกิจกรรมและงบลงทุน

อย่างไรก็ดี ไทยไม่ควรมองเพียงมุมผู้รับอิทธิพล แต่ควรมองว่าเป็นจังหวะทบทวนตนเองด้วยว่า เราจะเรียนรู้อะไรจากเกาหลีใต้ได้บ้าง โดยเฉพาะการเชื่อมนโยบายอุตสาหกรรมกับซอฟต์พาวเวอร์และตลาดต่างประเทศ เกาหลีใต้ไม่ได้ประสบความสำเร็จเพราะมีซีรีส์ดังหรือศิลปินดังอย่างเดียว แต่เพราะมีฐานเศรษฐกิจที่ผลักดันเทคโนโลยี การผลิต การตลาด และภาพลักษณ์ประเทศไปพร้อมกัน ไทยเองมีวัฒนธรรมเข้มแข็งไม่แพ้กัน แต่ยังต้องพัฒนากลไกแปลงทุนวัฒนธรรมให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบกว่านี้

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ข่าวนี้จึงมีความหมายต่อไทยไม่ต่างจากกระจกสะท้อนว่า ประเทศที่คนไทยจำนวนมากชื่นชมในฐานะผู้นำฮันรยู ก็กำลังเผชิญคำถามคล้ายไทยเรื่องคุณภาพการเติบโต และกำลังพยายามหาคำตอบผ่านการลงทุน เทคโนโลยี และการดูแลประชาชนพร้อมกัน

บทเรียนจากเกาหลีใต้ที่ไทยควรมองให้ลึกกว่าเคป๊อปและซีรีส์

เวลาพูดถึงเกาหลีใต้ในสังคมไทย ภาพจำมักอยู่ที่วัฒนธรรมป๊อป ตั้งแต่อาหารเกาหลีที่กลายเป็นร้านประจำของคนเมือง ไปจนถึงซีรีส์ที่สร้างกระแสเหมือนละครหลังข่าวยุครุ่งเรืองของไทย หรือคอนเสิร์ตศิลปินที่บัตรหมดเร็วราวกับงานใหญ่ในราชมังคลากีฬาสถาน แต่หากมองให้ลึก ความน่าศึกษาของเกาหลีใต้อยู่ที่ความสามารถในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่หนุนซอฟต์พาวเวอร์ และใช้ซอฟต์พาวเวอร์กลับมาส่งเสริมภาพลักษณ์เศรษฐกิจอีกทอดหนึ่ง

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับนโยบายเศรษฐกิจรอบใหม่ของเกาหลีใต้จึงชวนให้ไทยตั้งคำถามว่า เรามีแนวทางเชื่อมอุตสาหกรรมหลักกับการพัฒนาคนอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ ในเกาหลีใต้ แม้จะมีความสำเร็จสูง แต่รัฐบาลยังต้องออกแบบนโยบายเพื่อไม่ให้ผลของการเติบโตตกค้างอยู่เฉพาะภาคชิปหรือกลุ่มทุนใหญ่ นี่สะท้อนความจริงง่ายๆ ว่า เศรษฐกิจสมัยใหม่ไม่อาจพึ่ง “พระเอกคนเดียว” ได้ตลอดไป ต่อให้พระเอกคนนั้นเป็นอุตสาหกรรมระดับโลกก็ตาม

สำหรับไทย บทเรียนนี้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของเราเอง ซึ่งมักถูกขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ไม่กี่ตัวในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว การส่งออกบางกลุ่มสินค้า หรือมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เมื่อเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งอ่อนแรง ภาพรวมก็สะเทือนทันที คำถามแบบเดียวกับที่เกาหลีใต้กำลังเผชิญจึงเกิดขึ้นกับไทยด้วย นั่นคือ จะทำอย่างไรให้การเติบโตไม่เปราะบาง และไม่ทิ้งคนบางกลุ่มไว้ข้างหลัง

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือการบริหารความคาดหวังของสังคม เกาหลีใต้เป็นประเทศที่ประชาชนคุ้นกับมาตรฐานสูง ทั้งด้านรายได้ การศึกษา เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต เมื่อรัฐบาลประกาศวิสัยทัศน์ใหญ่ เช่น การยกระดับอัตราเติบโตศักยภาพหรือการผลักดันประเทศสู่เป้าหมายรายได้และการส่งออกที่สูงขึ้น ประชาชนย่อมคาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้เร็วพอสมควร นี่เป็นแรงกดดันที่ผู้กำหนดนโยบายไทยก็คงเข้าใจดี เพราะทุกคำประกาศเชิงเศรษฐกิจสุดท้ายแล้วต้องถูกตรวจสอบด้วยชีวิตจริงของผู้คน

ในท้ายที่สุด เกาหลีใต้กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า แม้จะเป็นประเทศที่ดูประสบความสำเร็จในสายตาคนนอก ก็ยังต้องกลับมาตอบโจทย์พื้นฐานเรื่องงาน ค่าครองชีพ ที่อยู่อาศัย และโอกาสของคนรุ่นใหม่เหมือนเดิม นี่อาจเป็นบทเรียนที่มีค่าที่สุดสำหรับไทย เพราะเตือนว่า การพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่เพียงการแข่งขันเพื่อให้ได้ตัวเลขสูงที่สุด แต่คือการสร้างระบบที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าอนาคตของตนเองยังขยับขึ้นได้จริง

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้: เกาหลีใต้จะเปลี่ยน “คำขวัญการเติบโต” ให้เป็นผลลัพธ์ที่คนสัมผัสได้หรือไม่

จากนี้ไป สิ่งที่น่าติดตามไม่ใช่เพียงตัวเลขจีดีพีหรือมูลค่าส่งออก แต่คือรายละเอียดของการลงมือนโยบาย ว่าทีมเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะออกแบบมาตรการให้สมดุลระหว่างการกระตุ้นการลงทุนกับการคุมเงินเฟ้อได้อย่างไร จะกระจายประโยชน์จากอุตสาหกรรมชิปไปสู่ภาคอื่นได้มากน้อยเพียงใด และจะสร้างหลักประกันให้คนรุ่นใหม่รู้สึกว่าตนเองมีที่ยืนในเศรษฐกิจใหม่หรือไม่

อีกประเด็นสำคัญคือระดับ “ความต่อเนื่อง” ของนโยบาย เพราะการยกระดับอัตราเติบโตศักยภาพไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลในไม่กี่เดือน แต่ต้องอาศัยการลงทุนระยะยาว การพัฒนาทักษะแรงงาน โครงสร้างภาษีที่เหมาะสม และการประสานงานระหว่างรัฐกับเอกชนอย่างต่อเนื่อง หากนโยบายเปลี่ยนตามแรงกดดันทางการเมืองหรือความผันผวนระยะสั้นบ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เป้าหมายใหญ่เหลือเพียงถ้อยคำสวยงาม

ในภาพกว้าง ข่าวนี้จึงเป็นเครื่องชี้วัดทิศทางของเกาหลีใต้ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ ว่าประเทศที่เคยสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายรอบ จะสามารถอัปเกรดตนเองอีกครั้งในยุคที่โลกเผชิญการแข่งขันเทคโนโลยีรุนแรง เงินเฟ้อยังเป็นแรงกดดัน และสังคมคาดหวังความเป็นธรรมมากขึ้นได้หรือไม่

สำหรับไทย การจับตาเกาหลีใต้ไม่ได้มีความหมายเพียงการอ่านเกมประเทศเพื่อนคู่ค้าในเอเชีย แต่ยังเป็นโอกาสเรียนรู้จากประเทศที่สามารถเปลี่ยนทุนอุตสาหกรรมให้กลายเป็นอิทธิพลทางวัฒนธรรมระดับโลก และกำลังพยายามทำโจทย์ยากในขั้นต่อไป คือทำให้ความสำเร็จนั้นกระจายไปถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

หากสรุปเป็นภาษาง่ายที่สุด การเสนอชื่ออี ฮยองอิลและวิสัยทัศน์ที่เขาพูดออกมา สะท้อนว่าเกาหลีใต้เข้าใจดีว่า “การฟื้นตัว” ยังไม่ใช่เส้นชัย สิ่งที่ยากกว่าคือการทำให้การเติบโตครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข่าวดีในรายงานเศรษฐกิจ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนรู้สึกได้จริงในกระเป๋าเงิน โอกาสการทำงาน และความมั่นคงของชีวิต ซึ่งนั่นต่างหากคือบททดสอบที่แท้จริงของเศรษฐกิจเกาหลีใต้ในระยะต่อไป

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีเข้าสู่ยุค “สองขั้ว” เมื่อสไปเดอร์แมนยังแรงไม่ตก และคลื่นหนังฟอร์มใหญ่ส่งสัญญาณถึงตลาดไทย

จากซอแจพิลถึงพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่: บทเรียนจากเกาหลีที่สะท้อนถึงสื่อ การเมือง และความเปลี่ยนแปลงในสายตาไทย

จากอาซุนซิอองถึงกรุงเทพฯ: บทเรียนจากเวทีจับคู่ธุรกิจเกาหลี-ปารากวัย และความหมายต่อเกมการค้าของไทยในยุคเครือข่ายเป็นทุน