ศึกเลือกผู้นำพรรคเกาหลีใต้พลิกโค้งสุดท้าย เมื่อผู้สมัครถอนตัวหนุนคู่แข่ง สะท้อนการเมืองภายในพรรคที่เข้มข้นและน่าจับตาจาก

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งภายในพรรค ที่เปลี่ยนสมการทั้งกระดานการเมืองเกาหลีใต้มักถูกจดจำในสายตาคนไทยผ่านภาพของการเลือกตั้งประธานาธิบดี การชุมนุมขนาดใหญ่ในกรุงโซล หรือบทบาทของพรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวรวดเร็วไม่ต่างจากเกมหมากรุก แต่กรณีล่าสุดในการเลือกตั้งตำแหน่ง “คณะผู้นำระดับสูง” ของพรรคประชาธิปไตยเกาหลี หรือพรรคดีพีเค (Democratic Party) ก็เป็นอีกตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการเมืองภายในพรรคในเกาหลีใต้มีความซับซ้อนและเข้มข้นเพียงใด เมื่ออิมมีแอ และคิมยองโฮ ซึ่งลงชิงตำแหน่ง “คณะกรรมการสูงสุด” หรือ 최고위원 ตัดสินใจถอนตัวจากการแข่งขันในช่วงปลายทาง พร้อมขอให้ผู้สนับสนุนหันไปหนุนคิมยงแทนแม้ในทางผิวเผิน นี่อาจดูเป็นเพียงข่าวการถอนตัวของผู้สมัครสองคน แต่หากมองให้ลึก นี่คือการเปลี่ยนสมการในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการประชุมใหญ่พรรค ก่อนถึงการลงคะแนนของผู้แทนพรรค ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการชี้ขาดผลสุดท้าย การถอนตัวในจังหวะเช่นนี้จึงไม่ได้มีนัยเฉพาะตัวบุคคล หากยังสะท้อนการต่อรอง การรวมเสียง และความพยายามจัดระเบียบอำนาจภายในพรรคการเมืองขนาดใหญ่ของเกาหลีใต้สำหรับผู้อ่านไทย อาจเทียบภาพได้กับช่วงก่อนการประชุมเลือกกรรมการบริหารพรรคใหญ่ในบ้านเรา ที่ผู้สมัครบางรายอ่านเกมแล้วเห็นว่าการแข่งขันแบบกระจัดกระจายอาจทำให้ฝ่ายตนเสียเปรียบ จึงตัดสินใจถอนตัวเพื่อรวมคะแนนให้ผู้สมัครที่มีโอกาสมากกว่า เพียงแต่ในระบบพรรคการเมืองเกาหลีใต้ กระบวนการดังกล่าวมีความเป็นสถาบันสูงกว่า และประกอบด้วยฐานคะแนนหลายชั้น ทั้งสมาชิกพรรคที่มีสิทธิ์เต็มรูปแบบ ผลสำรวจจากประชาชนทั่วไป และการลงคะแนนของผู้แทนพรรคในกรณีนี้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลังจากการลงคะแนนของ “สมาชิกสิทธิ์เต็ม” หรือ 권리당원 เสร็จสิ้นไปแล้ว และหลังจากการสำรวจความเห็นสาธารณะได้ดำเนินการแล้วเช่นกัน นั่นหมายความว่า ตัวแปรสุดท้ายจึงไปอยู่ที่คะแนนของผู้แทนพรรค ซึ่งอาจได้รับอิทธิพลจากสัญญาณทางการเมืองที่เกิดจากการถอนตัวครั้งนี้โดยตรงสิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่าจับตาไม่ใช่เพียงชื่อของผู้สมัคร แต่คือคำถามสำคัญว่า เมื่อผู้สมัครถอนตัวพร้อมประกาศสนับสนุนอีกคนหนึ่ง เสียงสนับสนุนจะเคลื่อนตามได้จริงแค่ไหน และจะเพียงพอหรือไม่ในการเปลี่ยนผลการแข่งขันในโค้งสุดท้ายตำแหน่ง “คณะกรรมการสูงสุด” สำคัญอย่างไรในพรรคการเมืองเกาหลีใต้หากผู้อ่านไทยไม่คุ้นกับคำว่า 최고위원 หรือ “คณะกรรมการสูงสุด” ของพรรคการเมืองเกาหลีใต้ อาจอธิบายอย่างง่ายได้ว่า นี่คือกลุ่มผู้นำระดับบนของพรรคที่มีบทบาทกำหนดทิศทางทางการเมือง ยุทธศาสตร์การสื่อสาร จุดยืนต่อประเด็นสำคัญ และในหลายกรณียังมีอิทธิพลต่อการจัดวางบุคลากรทางการเมืองในอนาคตด้วยต่างจากภาพจำของพรรคการเมืองในบางประเทศที่ผู้นำพรรคอาจมีอำนาจรวมศูนย์สูงมาก พรรคการเมืองเกาหลีใต้ยังให้ความสำคัญกับโครงสร้างผู้นำหมู่คณะในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่พรรคต้องเตรียมรับมือกับการเลือกตั้งระดับชาติหรือการจัดการกับรอยร้าวภายใน การมีใครอยู่ในทีมผู้นำจึงมีความหมายเกินกว่าตำแหน่งเชิงพิธีการการประชุมใหญ่พรรค หรือ 전당대회 ที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคมตามกรอบข่าวครั้งนี้ จึงไม่ต่างจากเวทีชี้อนาคตภายในพรรค ว่าใครจะเป็นผู้ถือไมค์กำหนดน้ำเสียงของพรรคในระยะต่อไป และใครจะเป็นผู้รวบรวมฐานเสียงจากกลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ภายในองค์กรในแง่นี้ การถอนตัวของอิมมีแอและคิมยองโฮจึงไม่ใช่การ “ยอมแพ้” แบบตรงไปตรงมา หากอาจมองได้ว่าเป็นการเลือกใช้กลยุทธ์ทางการเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการแตกคะแนนในกลุ่มแนวร่วมเดียวกัน และเพิ่มโอกาสให้ผู้สมัครที่ตนเห็นว่าควรได้รับการสนับสนุนมากที่สุดในนาทีสุดท้ายการเมืองเกาหลีใต้มีลักษณะเฉพาะอย่างหนึ่ง คือการแข่งขันภายในพรรคมักจริงจังไม่แพ้การสู้กับพรรคคู่แข่งภายนอก เพราะตำแหน่งในพรรคคือฐานสำหรับการต่อยอดอำนาจทางการเมืองในระยะยาว ผู้ที่ขึ้นสู่คณะผู้นำพรรคได้ ย่อมมีโอกาสมากขึ้นในการกำหนดวาระ การวางตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการสร้างภาพลักษณ์ต่อสาธารณะในอนาคตการถอนตัวครั้งนี้บอกอะไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเมืองเกาหลีใต้หากมองเป็นแนวโน้มมากกว่าจะมองเป็นเหตุการณ์รายวัน การถอนตัวของผู้สมัครสองคนในช่วงท้ายสะท้อนวัฒนธรรมการเมืองแบบ “จัดระเบียบแนวร่วม” ที่ยังมีความสำคัญมากในเกาหลีใต้ แม้ประเทศจะมีระบบประชาธิปไตยที่แข่งขันสูงและมีการแสดงออกทางการเมืองอย่างเปิดกว้าง แต่ภายในพรรคการเมืองใหญ่ การคำนวณเรื่องสมดุลอำนาจ การรวมเสียง และการไม่ปล่อยให้คะแนนแตกกระจาย ยังเป็นหัวใจของเกมการเมืองสำนักข่าวเกาหลีหลายแห่งวิเคราะห์ไปในทิศทางเดียวกันว่า หลังการถอนตัว สมการการแข่งขันถูกจัดวางใหม่ในลักษณะที่ชัดเจนขึ้น ระหว่างกลุ่มผู้สมัครที่อยู่คนละแนวภายในพรรค นี่ทำให้การชิงตำแหน่งไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันของบุคคล หากเป็นการแข่งขันของเครือข่ายทางการเมืองภายในพรรคด้วยประเด็นที่น่าสนใจคือ การประกาศสนับสนุนคิมยงจากผู้สมัครที่ถอนตัว ไม่ได้แปลว่าคะแนนจะย้ายตามโดยอัตโนมัติทั้งหมด เพราะสมาชิกพรรคและผู้ลงคะแนนยังตัดสินใจจากหลายปัจจัย ทั้งบุคลิก ความน่าเชื่อถือ วิสัยทัศน์เรื่องการบริหารพรรค และสมดุลของกลุ่มอำนาจภายใน แต่ในโลกการเมืองจริง สัญญาณเชิงสัญลักษณ์มีความหมายมาก การบอกว่า “ขอให้เลือกคนนี้” คือการส่งสารไปยังเครือข่ายผู้สนับสนุนว่า ถึงเวลาเลือกข้างอย่างชัดเจนแล้วภาพนี้ไม่ต่างจากสิ่งที่คนไทยเห็นอยู่เสมอในเวทีการเมืองบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการจับมือก่อนลงมติ การถอนตัวเพื่อไม่ให้คะแนนฐานเดียวกันหาย หรือการประกาศสนับสนุนผู้สมัครอีกรายในช่วงสุดท้าย เพียงแต่ในเกาหลีใต้ กระบวนการภายในพรรคมักถูกจับตามองอย่างจริงจังจากสื่อและสาธารณะ เพราะผลของมันอาจสะเทือนไปถึงการเมืองระดับชาติได้โดยตรงอีกประเด็นที่ควรทำความเข้าใจคือ การเมืองเกาหลีใต้มีความเป็น “กลุ่มก้อน” ภายในพรรคค่อนข้างชัด และสื่อก็มักรายงานผ่านกรอบของแนวร่วมภายในพรรคหรือสายการเมืองต่าง ๆ นี่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองที่ทำให้การเลือกตั้งภายในพรรคมีสีสันและความตึงเครียดไม่แพ้ศึกเลือกตั้งใหญ่ภายนอกทำไมโหวตของสมาชิกพรรคและผู้แทนพรรคจึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิดสิ่งหนึ่งที่ทำให้ข่าวนี้น่าสนใจสำหรับผู้อ่านต่างประเทศ รวมถึงผู้อ่านไทย คือวิธีที่พรรคการเมืองเกาหลีใต้ผสมผสานกลไกหลายแบบเข้าด้วยกันในการคัดเลือกผู้นำ ไม่ได้อาศัยเพียงมติจากแกนนำระดับบน หรือปล่อยให้เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ในสื่อเท่านั้น แต่มีทั้งคะแนนจากสมาชิกพรรคที่มีสิทธิ์ คะแนนสะท้อนจากสาธารณะ และคะแนนจากผู้แทนพรรคสมาชิกพรรคที่เรียกว่า 권리당원 หรือ “สมาชิกสิทธิ์เต็ม” คือฐานสำคัญของพรรคการเมืองเกาหลีใต้ พวกเขามักเป็นสมาชิกที่ชำระค่าบำรุงพรรคตามเงื่อนไข มีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง และได้รับสิทธิ์ลงคะแนนในกระบวนการภายในพรรค บทบาทของคนกลุ่มนี้จึงใกล้เคียงกับฐานแฟนคลับที่เหนียวแน่นในโลกบันเทิงเกาหลี ซึ่งไม่ได้หมายถึงแฟนคลับในเชิงอารมณ์เท่านั้น แต่คือผู้สนับสนุนที่มีวินัย มีการจัดตั้ง และพร้อมขับเคลื่อนผลลัพธ์อย่างจริงจังหากจะยกตัวอย่างให้ใกล้ตัวคนไทยมากขึ้น ก็อาจเปรียบได้กับฐานสมาชิกที่พร้อมทำกิจกรรมพรรคจริง ลงพื้นที่จริง และติดตามการเมืองอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์ทั่วไป ดังนั้น เมื่อการลงคะแนนของสมาชิกกลุ่มนี้เสร็จสิ้นก่อนการถอนตัว คำถามสำคัญจึงย้ายไปอยู่ที่คะแนนของผู้แทนพรรค ว่าจะตอบสนองต่อสัญญาณใหม่อย่างไรผู้แทนพรรคในเกาหลีใต้มีบทบาทสำคัญเพราะเป็นกลุ่มที่สะท้อนทั้งโครงสร้างองค์กรและความเป็นสถาบันของพรรค พวกเขาอาจรับฟังแรงกดดันจากฐานสมาชิก แต่ก็ต้องคำนวณความสามารถในการประคองพรรค ความเป็นเอกภาพ และยุทธศาสตร์ในระยะยาวด้วย นี่ทำให้ผลการลงคะแนนในช่วงสุดท้ายไม่ใช่เพียงการนับเสียง หากเป็นการชั่งน้ำหนักระหว่างความนิยม การจัดตั้ง และการวางหมากเชิงอำนาจด้วยเหตุนี้ การถอนตัวของผู้สมัครในนาทีท้ายจึงเป็น “ตัวแปร” ที่มีนัยทางสถาบัน ไม่ใช่แค่ข่าวสีสันรายวัน เพราะมันอาจกระตุ้นให้เกิดการรวมศูนย์คะแนนในช่วงสุดท้าย หรือในอีกด้านหนึ่ง ก็อาจเปิดให้เห็นว่าผู้สนับสนุนไม่ได้เคลื่อนตามคำขอของผู้สมัครเสมอไปมองจากไทย: ข่าวการเมืองเกาหลีใต้เรื่องนี้มีความหมายอย่างไรต่อไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยรู้จักเกาหลีใต้ผ่านอุตสาหกรรมบันเทิง อาหาร ความงาม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างกว้างขวางจนคำว่า “ฮันรยู” หรือกระแสวัฒนธรรมเกาหลี กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ซีรีส์ที่ขึ้นอันดับในแพลตฟอร์มสตรีมมิง ไปจนถึงคอนเสิร์ตที่แฟนไทยพร้อมกดบัตรภายในไม่กี่นาที แต่ในอีกด้านหนึ่ง ไทยเองก็มีความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ในฐานะคู่ค้า นักลงทุน แหล่งท่องเที่ยว และหุ้นส่วนทางสังคมที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น ความเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในเกาหลีใต้—even ในระดับพรรค—จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวนักแม้ข่าวนี้จะเป็นการเลือกผู้นำภายในพรรคฝ่ายค้านหรือพรรคการเมืองใหญ่ของเกาหลีใต้ ไม่ใช่การตัดสินนโยบายโดยตรงในทันที แต่การจัดวางผู้นำภายในพรรคมีผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในระยะต่อไป และเมื่อเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีบทบาททางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมสูงในไทย การเปลี่ยนสมดุลอำนาจภายในพรรคใหญ่ย่อมเป็นหนึ่งในสัญญาณที่ภาคธุรกิจ นักวิเคราะห์ และผู้ติดตามความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีควรจับตาสำหรับตลาดไทย ผลกระทบอาจไม่ได้มาในรูปแบบฉับพลันทันทีเหมือนการประกาศนโยบายเศรษฐกิจใหม่ แต่ข่าวลักษณะนี้ช่วยให้เห็นว่า การเมืองเกาหลีใต้ยังอยู่ในภาวะที่การแข่งขันภายในสูง และพรรคการเมืองต่างต้องเร่งจัดทัพผู้นำเพื่อเตรียมรับศึกใหญ่ในอนาคต ซึ่งย่อมมีผลต่อบรรยากาศการตัดสินใจของภาคธุรกิจเกาหลีที่ลงทุนในต่างประเทศ รวมถึงไทยด้วยในมุมของผู้ชมชาวไทยที่ติดตามเกาหลีผ่านวัฒนธรรมป๊อป ข่าวนี้ยังช่วยขยายภาพว่า เกาหลีใต้ไม่ใช่เพียงประเทศของเค-ป๊อปหรือซีรีส์โรแมนติกเท่านั้น แต่ยังเป็นสังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองสูง พรรคการเมืองมีโครงสร้างการแข่งขันจริงจัง และการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรการเมืองสามารถกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับชาติได้ สิ่งนี้อธิบายได้บางส่วนว่าเหตุใดสังคมเกาหลีจึงผลิตทั้งอุตสาหกรรมบันเทิงที่มีระบบสูงและการเมืองที่มีการแข่งขันเข้มข้นไปพร้อมกัน เพราะทั้งสองด้านต่างอาศัยการจัดการองค์กร การสร้างฐานสนับสนุน และการสื่อสารกับมวลชนอย่างเป็นระบบสำหรับบริษัทไทยหรือผู้ประกอบการไทยที่ทำงานกับเกาหลีใต้ ไม่ว่าจะในภาคค้าปลีก อาหาร เครื่องสำอาง ท่องเที่ยว หรือสื่อ การติดตามความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง—even ระดับภายในพรรค—มีประโยชน์ในเชิงเข้าใจภูมิทัศน์ประเทศคู่ค้า การอ่านเกาหลีใต้ผ่านข่าวการเมืองทำให้เห็นโครงสร้างอำนาจ กลุ่มผลประโยชน์ และอารมณ์สาธารณะได้ชัดขึ้น ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นพื้นฐานสำคัญของการตัดสินใจทางธุรกิจในระยะยาวและหากมองเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมไทย จะพบว่าบ้านเราเองก็อยู่ในช่วงที่ประชาชนให้ความสนใจกับ “คนเบื้องหลังองค์กร” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมือง บริษัทบันเทิง หรือแพลตฟอร์มสื่อ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ดูแค่สินค้าและผลงานปลายทาง แต่สนใจวิธีคิด วิธีบริหาร และโครงสร้างอำนาจภายในด้วย ข่าวการเมืองเกาหลีแบบนี้จึงมีคุณค่าในฐานะกระจกสะท้อนแนวโน้มร่วมของเอเชีย ที่ผู้คนต้องการเข้าใจว่าใครกำลังขับเคลื่อนองค์กรสำคัญ และกำลังขับเคลื่อนมันไปทางไหนจากข่าวรายวันสู่ภาพใหญ่: สิ่งที่ควรจับตาหลังจากนี้สิ่งแรกที่ต้องติดตามคือ คำประกาศสนับสนุนคิมยงจากผู้สมัครที่ถอนตัวจะเปลี่ยนผลการลงคะแนนของผู้แทนพรรคได้มากเพียงใด เพราะในทางการเมือง การรวมตัวเชิงสัญลักษณ์มักสร้างแรงกระเพื่อม แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะเปลี่ยนเป็นคะแนนได้เต็มจำนวน ผลลัพธ์สุดท้ายจึงจะเป็นบททดสอบทั้งอิทธิพลของผู้สมัครที่ถอนตัวและความแข็งแรงของเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังสิ่งที่สองคือ การแข่งขันครั้งนี้อาจสะท้อนแนวโน้มการจัดขั้วภายในพรรคประชาธิปไตยเกาหลีในระยะถัดไป หากการรวมเสียงในโค้งสุดท้ายได้ผล ก็อาจทำให้กลุ่มการเมืองบางสายมีน้ำหนักมากขึ้นในโครงสร้างพรรค แต่หากไม่เป็นผล ก็จะยิ่งตอกย้ำว่าฐานสมาชิกและผู้แทนพรรคพร้อมตัดสินใจอย่างเป็นอิสระมากกว่าที่แกนนำคาดหวังสิ่งที่สามคือ บทเรียนเรื่อง “ประชาธิปไตยภายในพรรค” ซึ่งเป็นประเด็นที่หลายประเทศรวมถึงไทยกำลังถกเถียงกันอยู่เสมอ ว่าพรรคการเมืองควรเปิดกว้างแค่ไหนให้สมาชิกมีส่วนร่วม และควรสร้างสมดุลอย่างไรระหว่างการตัดสินใจโดยมวลสมาชิกกับการบริหารจัดการโดยผู้นำพรรค กรณีของเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่า แม้จะมีกลไกเป็นระบบและมีส่วนร่วมหลายชั้น แต่การเมืองภายในพรรคก็ยังเต็มไปด้วยการต่อรองและการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์อยู่ดีในมุมของผู้สังเกตการณ์ไทย ข่าวนี้ยังชวนให้คิดต่อว่า สังคมเอเชียตะวันออกกำลังให้ความสำคัญกับองค์กรการเมืองในฐานะ “ระบบ” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ดูผู้นำเดี่ยว ๆ เท่านั้น เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะนโยบาย แต่แข่งขันกันที่ความสามารถในการรวมคน รักษาฐานเสียง สื่อสารกับสาธารณะ และจัดการความขัดแย้งภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพสุดท้าย แม้เรื่องนี้จะเป็นข่าวการเมืองภายในพรรคของเกาหลีใต้ แต่สำหรับไทย มันคือสัญญาณเตือนว่า ประเทศที่เราคุ้นเคยผ่านวัฒนธรรมบันเทิงนั้น กำลังเคลื่อนไหวด้วยพลวัตทางการเมืองที่ซับซ้อนไม่แพ้ด้านอื่นใด และพลวัตเหล่านี้อาจมีความหมายต่อความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีในระยะยาว ไม่ว่าผ่านบรรยากาศการลงทุน ภาพลักษณ์ประเทศ หรือทิศทางทางสังคมที่ส่งต่อกันข้ามพรมแดนมากขึ้นทุกปีดังนั้น ข่าวการถอนตัวของอิมมีแอและคิมยองโฮจึงไม่ควรถูกมองแค่เป็นข่าวสั้นในหน้าการเมืองต่างประเทศ หากควรถูกอ่านในฐานะหน้าต่างบานหนึ่งที่เปิดให้เห็นกลไกภายในของประชาธิปไตยเกาหลีใต้—ประชาธิปไตยที่มีทั้งการแข่งขัน การรวมขั้ว การต่อรอง และการตัดสินใจเชิงสถาบันอย่างเข้มข้น และทั้งหมดนี้คือเหตุผลว่าทำไมโค้งสุดท้ายของการเลือกผู้นำพรรคในเกาหลีใต้ จึงเป็นเรื่องที่ผู้อ่านไทยควรติดตามมากกว่าที่คิด

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีเข้าสู่ยุค “สองขั้ว” เมื่อสไปเดอร์แมนยังแรงไม่ตก และคลื่นหนังฟอร์มใหญ่ส่งสัญญาณถึงตลาดไทย

จากซอแจพิลถึงพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่: บทเรียนจากเกาหลีที่สะท้อนถึงสื่อ การเมือง และความเปลี่ยนแปลงในสายตาไทย

จากอาซุนซิอองถึงกรุงเทพฯ: บทเรียนจากเวทีจับคู่ธุรกิจเกาหลี-ปารากวัย และความหมายต่อเกมการค้าของไทยในยุคเครือข่ายเป็นทุน