เมื่อ ‘เมือง’ กลายเป็นตัวเอกบนจอ: เทศกาลภาพยนตร์อินเตอร์ซิตีปูซานครั้งที่ 10 สะท้อนทิศทางใหม่ของหนังท้องถิ่น และสิ่งที่ไ

เมื่อ ‘เมือง’ กลายเป็นตัวเอกบนจอ: เทศกาลภาพยนตร์อินเตอร์ซิตีปูซานครั้งที่ 10 สะท้อนทิศทางใหม่ของหนังท้องถิ่น และสิ่งที่ไ

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

เทศกาลที่ไม่ได้วัดกันด้วยพรมแดง แต่ด้วยเสียงของแต่ละเมือง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อพูดถึงเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ คนดูจำนวนมากมักนึกถึงงานขนาดใหญ่ที่รายล้อมด้วยดารา ผู้กำกับชื่อดัง การเปิดตัวหนังฟอร์มใหญ่ หรือการแข่งขันของประเทศมหาอำนาจทางวัฒนธรรม แต่การเปิดฉากของเทศกาลภาพยนตร์อินเตอร์ซิตีปูซานครั้งที่ 10 ที่เมืองปูซานของเกาหลีใต้ กำลังชี้ให้เห็นอีกทิศทางหนึ่งของโลกภาพยนตร์ นั่นคือการทำให้ “เมือง” ไม่ใช่เพียงฉากหลังของหนัง หากเป็นเจ้าของเรื่องเล่า เป็นผู้ส่งต่อความทรงจำ และเป็นหน่วยสำคัญของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมข้ามพรมแดน

เทศกาลครั้งนี้จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ที่โรงภาพยนตร์ Cinema Tech และ Musai Theater ในปูซาน โดยมีเมืองและแพลตฟอร์มภาพยนตร์จากในและต่างประเทศรวม 21 แห่งเข้าร่วม ในจำนวนนี้มี 16 เมืองสร้างสรรค์ด้านภาพยนตร์ของยูเนสโกจาก 12 ประเทศ แนวคิดสำคัญของงานไม่ได้อยู่ที่การรวมหนังดังจากหลายชาติ แต่คือการนำ “ภาพยนตร์ท้องถิ่น” หรือ local cinema จากเมืองต่างๆ มาอยู่ร่วมกันบนพื้นที่เดียว เพื่อให้ผู้ชมมองเห็นว่าเรื่องราวของผู้คน ถนนหนทาง ความสัมพันธ์ในชุมชน และบาดแผลทางประวัติศาสตร์ของแต่ละเมืองนั้น แตกต่างกันเพียงใด แม้อยู่ภายใต้คำว่า “ภาพยนตร์” เหมือนกัน

หากเปรียบให้คนไทยเห็นภาพง่ายขึ้น เทศกาลลักษณะนี้ไม่ต่างจากการย้ายความสนใจจากเวทีใหญ่ระดับประเทศ มาอยู่ที่การฟังเสียงจากเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ปัตตานี หรือสงขลาอย่างจริงจัง ว่าแต่ละพื้นที่มีชีวิต มีความทรงจำ และมีสายตาต่อโลกอย่างไร การที่ปูซานเลือกยืนยันแนวทางนี้ในวาระครบรอบ 10 ปี จึงไม่ใช่เพียงการจัดงานต่อเนื่องตามปฏิทิน แต่เป็นการประกาศจุดยืนว่าในโลกที่อุตสาหกรรมบันเทิงถูกครอบด้วยทุนมหาศาล หนังเล็กจากเมืองต่างๆ ยังมีคุณค่าพอจะสร้างวงสนทนาระดับนานาชาติได้

ในแง่นี้ เทศกาลอินเตอร์ซิตีปูซานจึงน่าสนใจไม่ใช่เพราะขนาดของงาน แต่เพราะวิธีคิดของงาน มันกำลังเสนอว่า การแลกเปลี่ยนทางภาพยนตร์อาจไม่จำเป็นต้องเกิดผ่านตัวแทนของ “ชาติ” เท่านั้น แต่อาจเกิดขึ้นได้ผ่านความสัมพันธ์แบบเมืองต่อเมือง ซึ่งมีความคล่องตัว มีความเป็นมนุษย์ และสะท้อนชีวิตจริงมากกว่าในบางมิติ

จากหนังระดับชาติสู่หนังระดับเมือง: เหตุใดแนวโน้มนี้จึงสำคัญในเวลานี้

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โครงสร้างของอุตสาหกรรมภาพยนตร์โลกมักให้ความสำคัญกับประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นคำอย่าง “หนังเกาหลี” “หนังญี่ปุ่น” “หนังฝรั่งเศส” หรือ “หนังไทย” การจัดหมวดหมู่เช่นนี้ช่วยให้คนดูเข้าใจภาพรวมได้ง่าย แต่ในอีกด้านก็ทำให้ความหลากหลายภายในประเทศเดียวกันถูกทำให้แบนราบ เมืองใหญ่กลายเป็นตัวแทนของทั้งประเทศ ขณะที่เรื่องเล่าจากพื้นที่รอบนอกหรือภูมิภาคอื่นๆ มักถูกผลักให้อยู่ชายขอบ

เทศกาลที่ปูซานกำลังพยายามทำ คือการรื้อวิธีมองดังกล่าวอย่างนุ่มนวล เพราะเมื่อระบุผู้เข้าร่วมในระดับ “เมือง” แทน “ประเทศ” สิ่งที่เด่นขึ้นมาไม่ใช่อัตลักษณ์เชิงนามธรรมของชาติ แต่เป็นรายละเอียดที่จับต้องได้ของชีวิตประจำวัน เช่น เมืองที่มีประวัติศาสตร์แรงงาน เมืองท่า เมืองอุตสาหกรรม เมืองที่เคยผ่านสงคราม หรือเมืองที่เติบโตจากการเป็นศูนย์กลางศิลปะร่วมสมัย ภาพยนตร์จากแต่ละแห่งจึงไม่ได้เป็นเพียงงานบันเทิง แต่เป็นเอกสารทางอารมณ์และสังคมที่บันทึกสภาพของเมืองนั้นๆ ไว้ด้วย

ในโลกหลังโรคระบาดใหญ่ และในยุคที่ผู้ชมมีทางเลือกมหาศาลจากแพลตฟอร์มสตรีมมิง ความแตกต่างเฉพาะถิ่นกลับกลายเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีค่ามากขึ้น ผู้ชมทั่วโลกไม่ได้มองหาเพียงงานสร้างที่ “ดูสากล” เท่านั้น แต่ยังมองหางานที่มีพื้นผิวเฉพาะของพื้นที่ มีสำเนียง มีความทรงจำร่วมของชุมชน และมีสายตาที่ไม่ถูกขัดจนเรียบเกินไป กระแสความนิยมซีรีส์และภาพยนตร์จากหลายประเทศในช่วงหลัง ก็สะท้อนว่าเสน่ห์ของงานร่วมสมัยจำนวนมากอยู่ที่ความเป็นท้องถิ่นที่สื่อสารได้ในระดับสากล ไม่ใช่การลบตัวตนท้องถิ่นทิ้ง

สโลแกนของงานปีนี้ที่ใช้คำว่า “Film People City” จึงอ่านได้มากกว่าคำประชาสัมพันธ์ มันสรุปแก่นของเทศกาลว่า หนัง คน และเมือง ไม่ได้แยกขาดจากกัน หนังเกิดจากคน และคนก็ถูกหล่อหลอมโดยเมือง เมื่อหนังจากหลายเมืองมาเจอกัน สิ่งที่ผู้ชมได้รับจึงไม่ใช่แค่การดูเรื่องราวหลายเรื่องติดกัน แต่เป็นการสำรวจว่าพื้นที่หนึ่งๆ สร้างวิธีคิด วิธีรัก วิธีจดจำ และวิธีเผชิญบาดแผลของผู้คนอย่างไร

หากมองในเชิงอุตสาหกรรม นี่คือแนวโน้มที่สำคัญ เพราะมันช่วยขยายพื้นที่ให้ผู้สร้างที่อยู่นอกศูนย์กลางได้มีโอกาสพบผู้ชมต่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบคัดเลือกแบบเดียวกับเทศกาลใหญ่ทุกแห่ง เมืองจึงกลายเป็นประตูบานใหม่ของการเดินทางระหว่างประเทศสำหรับหนังอิสระและหนังท้องถิ่น

แผนที่ภาพยนตร์ท้องถิ่นข้ามทวีป: ปูซานในฐานะจุดเชื่อมมากกว่าศูนย์กลาง

หนึ่งในจุดเด่นของเทศกาลครั้งนี้ คือความกว้างของภูมิศาสตร์ที่เข้าร่วม ตั้งแต่เมืองในยุโรป เอเชีย ไปจนถึงโอเชียเนีย ไม่ว่าจะเป็นบายาโดลิดและเตร์รัสซาของสเปน เวลลิงตันของนิวซีแลนด์ พ็อทสดัมของเยอรมนี วูชของโปแลนด์ ยามากาตะของญี่ปุ่น และนครโฮจิมินห์ของเวียดนาม เมืองเหล่านี้มีบริบทการผลิตภาพยนตร์แตกต่างกันมาก ทั้งขนาดอุตสาหกรรม ประวัติศาสตร์การสร้างหนัง ต้นทุนชีวิตของผู้สร้าง และรสนิยมของผู้ชมในท้องถิ่น

เมื่อหนังจากเมืองเหล่านี้ถูกนำมาฉายร่วมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการ “โชว์ของ” แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เกิดการเปรียบเทียบอย่างมีความหมาย ผู้ชมสามารถมองเห็นได้ว่าเมืองท่ากับเมืองอุตสาหกรรมเล่าเรื่องแรงงานต่างกันอย่างไร เมืองที่มีบาดแผลจากสงครามมองความทรงจำร่วมของชุมชนอย่างไร หรือเมืองที่เติบโตจากทุนสร้างสรรค์เล่าเรื่องคนรุ่นใหม่ด้วยโทนแบบไหน การดูหนังในบริบทเช่นนี้จึงคล้ายการอ่านแผนที่วัฒนธรรมโลกผ่านสายตาของพลเมือง ไม่ใช่ผ่านคำอธิบายแบบรัฐต่อรัฐ

สิ่งที่น่าจับตาอีกประการ คือเทศกาลไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่เครือข่ายทางการอย่างเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกเท่านั้น แต่ยังเปิดรับเมืองที่มีความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการกับสมาคมภาพยนตร์อิสระปูซาน เช่น ไถหนานของไต้หวัน และฟุกุโอกะของญี่ปุ่น การผสมกันของเครือข่ายทางสถาบันกับเครือข่ายที่เกิดจากคนทำงานจริงเช่นนี้ สะท้อนว่าการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ยั่งยืนไม่ได้เกิดจากตราสัญลักษณ์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างผู้จัด ผู้สร้าง และชุมชนคนดู

บทบาทของปูซานเองก็น่าสนใจ เพราะเมืองนี้ไม่ได้ทำหน้าที่เป็น “เจ้าภาพผู้ยิ่งใหญ่” ที่เชิญคนอื่นมาปรากฏตัวใต้เงาของตนเท่านั้น แต่ทำตัวเป็นจุดเชื่อม เป็นสถานีถ่ายโอนงานจากเมืองหนึ่งไปสู่อีกเมืองหนึ่ง หากพูดในภาษาคนไทย ปูซานไม่ได้พยายามเป็นเพียง “เมืองหลวงแห่งหนัง” แบบที่ทุกสายตาต้องหันมามอง แต่กำลังทำหน้าที่คล้ายศูนย์กลางเครือข่ายที่เปิดโอกาสให้เมืองอื่นๆ ได้พูดด้วยเสียงของตัวเอง

ในยุคที่หลายประเทศแข่งขันกันสร้างอุตสาหกรรมภาพยนตร์เพื่อดึงทุนและการท่องเที่ยว โมเดลเช่นนี้น่าสนใจมาก เพราะมันทำให้เมืองเจ้าภาพมีคุณค่าไม่ใช่แค่จากการดึงสปอตไลต์มาไว้ที่ตัวเอง แต่จากความสามารถในการเชื่อมต่อผู้คนและเรื่องเล่าที่หลากหลายเข้าด้วยกัน

เมื่อเมืองไม่ได้เป็นแค่ฉากหลัง: ความหมายของส่วนพิเศษ ‘Drawing City’

อีกองค์ประกอบสำคัญของงานปีนี้คือส่วนพิเศษในชื่อ “Drawing City” ซึ่งนำเสนอภาพยนตร์ 2 เรื่องเกี่ยวกับความทรงจำและความจริงของเมืองที่มีประสบการณ์จากสงคราม แม้ข้อมูลรายละเอียดของตัวหนังจะไม่ได้ถูกเปิดเผยมากนัก แต่เพียงชื่อของส่วนพิเศษก็เพียงพอจะชี้ทิศทางของเทศกาลได้ชัดเจนว่า เมืองในที่นี้ไม่ได้ถูกมองเป็นภูมิทัศน์ประกอบฉาก หากเป็นพื้นที่ที่สะสมร่องรอยของประวัติศาสตร์ ความเจ็บปวด และการอยู่ร่วมกันของผู้คน

แนวคิดเช่นนี้มีความหมายมากในบริบทเอเชีย ซึ่งหลายเมืองเติบโตมาพร้อมกับบาดแผลจากสงคราม ความขัดแย้ง การอพยพ หรือการพัฒนาอย่างรวดเร็วที่ทิ้งบางส่วนของสังคมไว้ข้างหลัง ภาพยนตร์ที่มองเมืองผ่านความทรงจำร่วมของชุมชน จึงมีพลังมากกว่าการบอกเล่าเรื่องส่วนบุคคล เพราะมันเปิดคำถามถึงสิ่งที่เมืองเลือกจะจำ และสิ่งที่เมืองพยายามลืม

สำหรับผู้ชมไทย ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก หากย้อนดูภาพยนตร์ไทยจำนวนมากในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ก็จะพบว่าคำถามเรื่องเมือง พื้นที่ และความทรงจำเริ่มมีน้ำหนักมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังที่พูดถึงกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองที่เปลี่ยนแปลงเร็วจนคนตัวเล็กแทบตามไม่ทัน หนังจากภาคอีสานที่ให้ภาพชนบทไม่ใช่แค่ฉากธรรมชาติแต่เป็นพื้นที่ของแรงงานและความฝัน หรือหนังจากชายแดนภาคใต้ที่เมืองไม่ใช่สถานที่กลางๆ แต่เป็นพื้นที่อ่อนไหวทางประวัติศาสตร์และการเมือง

สิ่งที่ “Drawing City” ทำ จึงอาจถูกมองว่าเป็นการยืนยันว่าในยุคนี้ ภาพยนตร์ที่มีพลังไม่จำเป็นต้องพูดด้วยถ้อยคำใหญ่โตเสมอไป บางครั้งการพาเรากลับไปมองถนนสายหนึ่ง ย่านหนึ่ง อาคารหนึ่ง หรือความทรงจำร่วมของชุมชนหนึ่ง ก็สามารถเปิดความเข้าใจใหม่ต่อโลกได้มากพอๆ กับหนังประเด็นระดับชาติหรือระดับโลก

การที่งานเลือกเปิดตัวผลงานดังกล่าวเป็นครั้งแรกในเกาหลีใต้ ยังสะท้อนบทบาทของเทศกาลในฐานะพื้นที่ค้นพบ ไม่ใช่พื้นที่ฉายซ้ำของงานที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว นี่คือสิ่งที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับวงการหนังอิสระ เพราะการได้เจอผู้ชมใหม่ๆ ในประเทศอื่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ยาวไกลกว่าการฉายเพียงรอบเดียว มันอาจนำไปสู่การพูดคุย การเชิญไปเทศกาลอื่น หรือแม้แต่ความร่วมมือในอนาคต

ความหมายต่อประเทศไทย: ตลาดไทย แฟนคลับไทย บริษัทไทย และโจทย์ใหม่ของหนังท้องถิ่น

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการรับรู้ว่าปูซานกำลังจัดเทศกาลหนึ่งงาน เพราะสิ่งที่กำลังก่อตัวขึ้นคือแนวโน้มของ “เครือข่ายเมืองภาพยนตร์” ซึ่งอาจส่งผลโดยตรงต่อทั้งตลาด ผู้ชม และผู้ประกอบการไทยในระยะต่อไป หากเกาหลีใต้ยังเดินหน้าผลักดันความร่วมมือทางวัฒนธรรมในระดับเมืองเช่นนี้ ไทยก็ควรตั้งคำถามว่าเมืองใดของไทยพร้อมจะเข้าไปมีบทบาทในวงสนทนานี้ และพร้อมจะส่งเสียงของตัวเองออกไปอย่างไร

ในมิติของตลาดไทย ผู้ชมไทยปัจจุบันมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลีอย่างลึกซึ้งอยู่แล้ว ไม่ว่าจะผ่านเคป็อป ซีรีส์ อาหาร เครื่องสำอาง หรือการท่องเที่ยว แต่ในด้านภาพยนตร์ท้องถิ่นระดับเมืองของเกาหลี ความรับรู้ของตลาดไทยยังถือว่าเปิดได้อีกมาก คนไทยจำนวนมากรู้จักโซล ปูซาน หรือเชจูจากภาพจำทางการท่องเที่ยวและความบันเทิงกระแสหลัก ทว่าหนังจากเมืองอื่นๆ หรือแม้แต่หนังปูซานที่มองชีวิตคนธรรมดาในระดับชุมชน ยังมีพื้นที่สื่อสารกับผู้ชมไทยได้อีกมาก หากเทศกาลหรือผู้จัดจำหน่ายในไทยมองเห็นโอกาสนี้ ก็อาจช่วยเปิดตลาดหนังเกาหลีในมิติที่ลึกและหลากหลายกว่าเดิม

ในมิติของความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี รูปแบบความร่วมมือแบบเมืองต่อเมืองยังสอดคล้องกับทิศทางที่ทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในภาควัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ไทยเป็นหนึ่งในฐานผู้ชมสำคัญของคอนเทนต์เกาหลีในอาเซียน ขณะเดียวกันบริษัทบันเทิงเกาหลีจำนวนมากก็เข้ามาทำตลาดในไทยอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านคอนเสิร์ต งานแฟนมีต การร่วมทุน การคัดเลือกนักแสดง หรือการผลิตรายการ หากแนวคิดเรื่องการแลกเปลี่ยนเชิงเมืองขยายตัวไปสู่ภาคภาพยนตร์มากขึ้น เมืองในไทยที่มีทุนวัฒนธรรมเข้มแข็ง เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต หรือสงขลา ก็อาจกลายเป็นคู่สนทนาที่น่าสนใจกับเมืองภาพยนตร์ของเกาหลีและประเทศอื่นๆ

ในมิติของแฟนคลับไทย แม้ฐานแฟนจำนวนมากจะเติบโตมากับดารา ไอดอล และซีรีส์กระแสหลัก แต่พฤติกรรมผู้ชมไทยรุ่นใหม่ก็แสดงให้เห็นชัดขึ้นว่า คนดูจำนวนไม่น้อยพร้อมเปิดรับคอนเทนต์ที่เฉพาะทางขึ้น หากมีบริบทและการสื่อสารที่ดี เราเห็นสิ่งนี้จากความสนใจต่อเทศกาลภาพยนตร์อิสระ งานฉายพิเศษ หนัง coming-of-age หนังสารคดี หรือซีรีส์ที่มีความเป็นท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวอีกแบบคือ ตลาดผู้ชมไทยไม่ได้ปิดตัวเองอยู่กับความบันเทิงเชิงพาณิชย์เพียงอย่างเดียว สิ่งที่ยังขาดอาจไม่ใช่ความสนใจของผู้ชม แต่เป็นระบบคัดสรร การแปลความหมาย และการพาเนื้อหาไปถึงคนดูอย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับบริษัทไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดเทศกาล ผู้จัดจำหน่าย โรงภาพยนตร์ทางเลือก สตรีมมิงท้องถิ่น มหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานวัฒนธรรม ข่าวนี้เป็นสัญญาณว่า “หนังท้องถิ่นต่างประเทศ” อาจไม่ใช่ตลาดเล็กอย่างที่เคยคิด หากจับคู่กับการเสวนา การพบผู้กำกับ โปรแกรมคิวเรตเฉพาะเมือง หรือการเชื่อมโยงกับประเด็นร่วมของไทย เช่น เมืองท่องเที่ยว เมืองชายแดน เมืองอุตสาหกรรม หรือเมืองที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม ก็อาจสร้างฐานผู้ชมที่มีคุณภาพและต่อยอดสู่ความร่วมมืออื่นได้

ที่สำคัญ ข่าวจากปูซานยังชวนให้ไทยหันกลับมามองอุตสาหกรรมภาพยนตร์ของตนเองอย่างจริงจังว่า เราเปิดพื้นที่ให้ “หนังของเมือง” มากน้อยเพียงใด ตลอดเวลาที่ผ่านมา หนังไทยมักถูกนิยามจากกรุงเทพฯ หรือจากระบบทุนกลางเป็นหลัก แม้จะมีผู้สร้างจากภูมิภาคจำนวนมากขึ้น แต่กลไกสนับสนุน การเข้าถึงโรงภาพยนตร์ และการเชื่อมต่อสู่เวทีต่างประเทศยังไม่สม่ำเสมอ หากไทยต้องการยกระดับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในระยะยาว การสร้างระบบนิเวศให้เมืองต่างๆ มีพื้นที่ผลิตและส่งออกเรื่องเล่าของตนเอง อาจสำคัญไม่แพ้การไล่ตามความสำเร็จเชิงพาณิชย์แบบหนังรายได้สูง

กล่าวให้ชัดขึ้น ปูซานกำลังชี้ให้เห็นบทเรียนหนึ่งว่า ความแข็งแรงของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไม่ได้วัดจากจำนวนหนังบล็อกบัสเตอร์อย่างเดียว แต่ยังวัดจากการที่เมืองรอง เมืองภูมิภาค และชุมชนผู้สร้างนอกศูนย์กลาง สามารถมีช่องทางเชื่อมต่อกับโลกได้จริงหรือไม่ และนี่คือคำถามที่ไทยหลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

บทเรียนสำหรับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย: จากกรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง สู่เครือข่ายหลายเมือง

หากมองลึกลงไป เทศกาลอินเตอร์ซิตีปูซานกำลังสะท้อนโมเดลที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้อย่างน้อย 3 ประการ ประการแรก คือการมองเมืองเป็นฐานของการผลิตวัฒนธรรม ไม่ใช่เพียงสถานที่ถ่ายทำ เมืองหนึ่งจะมีอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่ยั่งยืนได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดึงกองถ่ายจากภายนอกเข้ามาเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่ามีชุมชนคนทำหนัง โรงฉาย พื้นที่วิจารณ์ สถาบันการศึกษา และการสนับสนุนจากท้องถิ่นหรือไม่

ประการที่สอง คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างเมือง มากกว่าการจัดอีเวนต์แบบครั้งต่อครั้ง สิ่งที่ทำให้งานลักษณะนี้มีน้ำหนัก ไม่ใช่จำนวนประเทศที่เข้าร่วมเพียงในปีใดปีหนึ่ง แต่คือการที่เมืองต่างๆ มีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง แลกเปลี่ยนหนัง แลกเปลี่ยนผู้กำกับ แลกเปลี่ยนผู้ชม และสร้างวงจรความร่วมมือที่ยืนระยะได้ หากนำมาปรับใช้กับไทย เราอาจต้องคิดถึงความร่วมมือระหว่างเทศกาลหรือเครือข่ายหนังในไทยกับเมืองต่างประเทศอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ประการที่สาม คือการให้คุณค่ากับการคิวเรตหรือการออกแบบโปรแกรมฉายอย่างจริงจัง ในยุคที่ผู้ชมเข้าถึงหนังได้แทบทุกอย่างผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การที่ผู้ชมจะเดินเข้าโรงหรือเข้าร่วมเทศกาล ย่อมต้องมีเหตุผลมากกว่าการ “มีหนังให้ดู” แต่ต้องเป็นการดูที่มีบริบท มีบทสนทนา และมีมุมมองใหม่ การรวบรวมหนังจากหลายเมืองแล้วชวนผู้ชมมองเรื่องเมือง ความทรงจำ สงคราม หรือชุมชน คือรูปแบบหนึ่งของการคิวเรตที่สร้างคุณค่าเกินกว่าตัวหนังแต่ละเรื่อง

สำหรับไทย ภาพนี้ชวนให้คิดต่อว่าหากวันหนึ่งมีเทศกาลที่เชื่อมเชียงใหม่กับปูซาน ขอนแก่นกับฟุกุโอกะ หรือสงขลากับนครโฮจิมินห์ ผ่านหนังท้องถิ่นของแต่ละเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เพียงความเคลื่อนไหวเชิงศิลปะ แต่รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เครือข่ายมหาวิทยาลัย ความร่วมมือด้านเยาวชน และตลาดใหม่ของคอนเทนต์ด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน หากแต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่หลายเมืองในเอเชียเริ่มทำจริงแล้ว

ในด้านเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมไทย ต้องยอมรับว่าไทยมีจุดแข็งเรื่องบุคลากรสร้างสรรค์ ความยืดหยุ่นในการผลิต และความสามารถในการเล่าเรื่องที่เข้าถึงคนดู แต่จุดอ่อนสำคัญยังอยู่ที่โครงสร้างสนับสนุนในระดับภูมิภาคและการเชื่อมเครือข่ายระหว่างเมือง หากไทยต้องการแข่งขันในเวทีวัฒนธรรมเอเชียต่อไป การสร้างระบบหนังที่ไม่ผูกทุกอย่างไว้กับเมืองหลวงอาจเป็นโจทย์สำคัญพอๆ กับการสร้างผลงานให้โด่งดังในตลาดโลก

สิ่งที่ต้องจับตาหลังจากนี้: เมื่อความเป็นท้องถิ่นกลายเป็นภาษาสากลใหม่

เหตุผลที่เทศกาลอินเตอร์ซิตีปูซานควรได้รับความสนใจ ไม่ได้อยู่ที่การเป็นงานเฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่มันอาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนสมดุลในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ร่วมสมัย จากเดิมที่การแข่งขันมุ่งไปสู่ความใหญ่ ความดัง และความเป็นสากลในความหมายเดิม มาสู่ความเป็นสากลแบบใหม่ที่เกิดจากความเฉพาะตัวของท้องถิ่น ยิ่งเมืองใดมีเรื่องเล่าเป็นของตัวเองชัดเจน เมืองนั้นก็ยิ่งมีโอกาสถูกมองเห็นบนเวทีโลก

สำหรับเกาหลีใต้ นี่คือการต่อยอดพลังฮันรยูในอีกระดับหนึ่ง เพราะแทนที่จะส่งออกแต่คอนเทนต์จากศูนย์กลางเพียงไม่กี่แห่ง เกาหลีกำลังขยายภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้มีชั้นเชิงมากขึ้น เปิดพื้นที่ให้เมืองต่างๆ ของตนทำหน้าที่เป็นผู้แทนทางวัฒนธรรมด้วยตัวเอง กลยุทธ์เช่นนี้ทำให้ภาพของประเทศไม่แข็งทื่อ และช่วยสร้างความลึกของอิทธิพลทางวัฒนธรรมในระยะยาว

สำหรับไทย คำถามสำคัญคือ เราจะเป็นเพียงผู้บริโภคคอนเทนต์จากกระแสดังเหล่านี้ หรือจะใช้จังหวะนี้พัฒนาโครงสร้างของเราเองไปพร้อมกัน ข่าวจากปูซานไม่ได้บอกว่าไทยต้องลอกแบบเกาหลี แต่ชี้ให้เห็นว่าการลงทุนกับภาพยนตร์ท้องถิ่น การสร้างเครือข่ายเมือง และการมองวัฒนธรรมเป็นความร่วมมือระยะยาว ไม่ใช่ต้นทุนสูญเปล่า หากแต่เป็นการสร้างอำนาจทางวัฒนธรรมในรูปแบบที่ยั่งยืนกว่า

ในระยะสั้น สิ่งที่น่าจับตาคือจะมีเมืองไทยหรือองค์กรไทยใดเข้าไปเชื่อมกับเครือข่ายลักษณะนี้มากขึ้นหรือไม่ จะมีเทศกาลหรือโปรแกรมฉายในไทยที่นำหนังท้องถิ่นจากเมืองต่างๆ ของเกาหลีและเอเชียมาสื่อสารกับผู้ชมไทยในบริบทที่ลึกขึ้นหรือไม่ และในทางกลับกัน หนังจากเมืองต่างๆ ของไทยจะถูกผลักดันออกสู่เครือข่ายนานาชาติแบบเมืองต่อเมืองได้มากเพียงใด

ท้ายที่สุด เทศกาลภาพยนตร์อินเตอร์ซิตีปูซานอาจไม่ได้มีภาพความคึกคักแบบงานมหกรรมบันเทิงที่คนทั่วไปคุ้นตา แต่ในเชิงวัฒนธรรม มันกำลังตั้งคำถามสำคัญอย่างยิ่งว่า ใครมีสิทธิ์เล่าเรื่องของโลกใบนี้ และเรื่องเล่าที่สำคัญจำเป็นต้องมาจากเมืองใหญ่หรือทุนใหญ่เท่านั้นหรือไม่ คำตอบที่ปูซานกำลังเสนอ คือไม่ เมืองเล็ก เมืองรอง เมืองที่มีบาดแผล เมืองที่มีความทรงจำ และเมืองที่ยังพยายามนิยามตัวเอง ล้วนมีสิทธิ์ขึ้นจอในฐานะเจ้าของเสียงของตนเอง

และสำหรับประเทศไทย นี่อาจเป็นเวลาที่เหมาะที่สุดในการฟังสัญญาณนั้นอย่างจริงจัง เพราะในวันที่การแข่งขันทางวัฒนธรรมไม่ใช่แค่เรื่องความนิยมฉาบฉวย แต่เป็นเรื่องโครงสร้าง เครือข่าย และเรื่องเล่าที่จับใจคนดูได้จริง เมืองของไทยเองก็อาจพร้อมแล้วที่จะก้าวขึ้นมาพูดกับโลก ด้วยภาษาภาพยนตร์ของตัวเอง

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

บ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีเข้าสู่ยุค “สองขั้ว” เมื่อสไปเดอร์แมนยังแรงไม่ตก และคลื่นหนังฟอร์มใหญ่ส่งสัญญาณถึงตลาดไทย

จากซอแจพิลถึงพื้นที่สาธารณะสมัยใหม่: บทเรียนจากเกาหลีที่สะท้อนถึงสื่อ การเมือง และความเปลี่ยนแปลงในสายตาไทย

จากอาซุนซิอองถึงกรุงเทพฯ: บทเรียนจากเวทีจับคู่ธุรกิจเกาหลี-ปารากวัย และความหมายต่อเกมการค้าของไทยในยุคเครือข่ายเป็นทุน