จับตายุทธศาสตร์ประคองฐานเสียงของอีแจมยอง เมื่อแรงงานและภาคประชาสังคมกลับมาอยู่กลางเวทีการเมืองเกาหลีใต้

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
คะแนนนิยม 40% กับสัญญาณการจัดระเบียบฐานการเมืองใหม่
การที่ประธานาธิบดีอีแจมยองของเกาหลีใต้เปิดทำเนียบพบตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคมสายก้าวหน้า พร้อมย้ำว่าภาคประชาชนมีบทบาทสำคัญต่อการปฏิรูปสังคม ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงกิจกรรมรับฟังความคิดเห็นตามวาระปกติ เพราะเมื่อพิจารณาร่วมกับการพบผู้นำสหภาพแรงงานขนาดใหญ่สององค์กรก่อนหน้านั้น รวมถึงการแต่งตั้งบุคคลที่มีภาพลักษณ์ใกล้ชิดฝ่ายก้าวหน้า เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนความพยายามจัดระเบียบฐานสนับสนุนของรัฐบาลในช่วงที่คะแนนนิยมกำลังอ่อนตัวลงอย่างชัดเจน
ผลสำรวจที่แกลลัพเกาหลีเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 ระบุว่า คะแนนสนับสนุนการบริหารประเทศของประธานาธิบดีอีอยู่ที่ 40% ลดลง 2 จุดเปอร์เซ็นต์จากผลสำรวจสัปดาห์ก่อน และเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง การสำรวจจัดทำระหว่างวันที่ 1-3 จากประชาชนอายุถึงเกณฑ์ทั่วประเทศ 1,001 คน โดยใช้หมายเลขโทรศัพท์มือถือเสมือนที่สุ่มขึ้นและมีผู้สัมภาษณ์โทรศัพท์สอบถามโดยตรง มีค่าความคลาดเคลื่อนของกลุ่มตัวอย่างบวกลบ 3.1 จุดเปอร์เซ็นต์ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% อัตราการติดต่อสำเร็จอยู่ที่ 47.4% และอัตราการตอบแบบสำรวจอยู่ที่ 10.9%
ตัวเลข 40% จึงไม่ได้หมายความว่าฐานอำนาจของประธานาธิบดีหายไป หรือรัฐบาลกำลังเข้าสู่วิกฤตโดยอัตโนมัติ โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงค่าความคลาดเคลื่อนของการสำรวจและข้อจำกัดของการใช้ผลสำรวจเพียงครั้งเดียว อย่างไรก็ตาม การลดลงต่อเนื่องจนแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เริ่มวาระย่อมส่งสัญญาณเตือนไปยังทำเนียบประธานาธิบดีว่า การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์และการแต่งตั้งบุคคลที่ถูกใจฐานเสียงเดิมยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนความรู้สึกของประชาชนในวงกว้าง
เหตุใดรัฐบาลจึงหันกลับไปหาภาคประชาสังคม
ในการพบตัวแทนจากเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มก้าวหน้า ประธานาธิบดีอีระบุว่า ภาคประชาสังคมมีภารกิจสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิรูปสังคมครั้งใหญ่ ถ้อยคำนี้มีน้ำหนักทางการเมืองมากกว่าการกล่าวขอบคุณองค์กรประชาชนตามธรรมเนียม เพราะเป็นการยืนยันต่อสาธารณะว่า รัฐบาลไม่ได้ต้องการผูกขาดทั้งแนวคิด แรงผลักดัน และความชอบธรรมของการปฏิรูปไว้ภายในระบบราชการหรือพรรคการเมืองเท่านั้น
ภาคประชาสังคมของเกาหลีใต้มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่โดดเด่น ทั้งในขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย การต่อต้านอำนาจนิยม การคุ้มครองสิทธิแรงงาน สิทธิสตรี สิ่งแวดล้อม และการตรวจสอบกลุ่มทุนขนาดใหญ่ กลุ่มเหล่านี้จึงไม่ได้มีสถานะเป็นเพียงองค์กรการกุศลหรือชมรมอาสาสมัครอย่างที่ผู้อ่านบางส่วนอาจเข้าใจ แต่หลายองค์กรมีเครือข่ายระดับประเทศ มีนักวิชาการ นักกฎหมาย นักกิจกรรม และสมาชิกที่สามารถระดมความคิดเห็นหรือการชุมนุมได้จริง
ในวัฒนธรรมการเมืองเกาหลี การแสดงพลังบนท้องถนนมีความหมายทางประวัติศาสตร์สูง ตั้งแต่ขบวนการประชาธิปไตยในทศวรรษ 1980 ไปจนถึงการชุมนุมแสงเทียนที่ประชาชนถือเทียนรวมตัวกันอย่างสงบเพื่อเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้นำประเทศ ภาพการพบปะกับภาคประชาสังคมจึงส่งสารสองชั้น ชั้นแรกคือรัฐบาลต้องการรับฟังข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิรูป ส่วนอีกชั้นคือการเตือนฐานเสียงก้าวหน้าว่า ประธานาธิบดียังไม่ละทิ้งอัตลักษณ์ทางการเมืองและคำมั่นที่เคยใช้สร้างแนวร่วมสนับสนุน
อย่างไรก็ดี ความใกล้ชิดกับองค์กรภาคประชาชนไม่สามารถทดแทนผลงานเชิงนโยบายได้ หากรัฐบาลขอให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม ก็จำเป็นต้องอธิบายว่าจะเปิดพื้นที่อย่างไร ข้อเสนอประเภทใดจะเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจ และจะป้องกันไม่ให้เวทีรับฟังกลายเป็นเพียงฉากประกอบทางการเมืองได้อย่างไร ความน่าเชื่อถือของยุทธศาสตร์นี้จึงขึ้นอยู่กับกลไกหลังการประชุม มากกว่าจำนวนครั้งที่ประธานาธิบดีปรากฏตัวร่วมกับนักกิจกรรม
สองสหภาพใหญ่และโจทย์แรงงานที่กระทบทั้งสังคม
ก่อนพบภาคประชาสังคมหนึ่งวัน ประธานาธิบดีอีได้หารือกับคิมดงมยอง ประธานสหพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี และยางคยองซู ประธานสมาพันธ์สหภาพแรงงานเกาหลี ทั้งสององค์กรเป็นศูนย์รวมแรงงานรายใหญ่ของประเทศ แต่มีที่มา แนวทางการเคลื่อนไหว และระดับความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองแตกต่างกัน การเชิญผู้นำทั้งสองฝ่ายมาหารือพร้อมกันจึงมีนัยว่ารัฐบาลต้องการยกระดับวาระแรงงานให้เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารประเทศ ไม่ใช่จำกัดไว้เพียงการจัดการข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง
ประเด็นที่มีการพูดถึงครอบคลุมโครงการขนาดใหญ่สามด้านของรัฐบาลและเรื่องการขยายอายุเกษียณ แม้การพบกันยังไม่ใช่ข้อยุติเชิงนโยบาย แต่หัวข้อดังกล่าวแตะโครงสร้างเศรษฐกิจเกาหลีโดยตรง เกาหลีใต้กำลังเผชิญสังคมสูงวัย อัตราเกิดต่ำ และแรงกดดันต่อระบบบำนาญ ขณะเดียวกัน แรงงานสูงอายุจำนวนมากยังต้องการรายได้ต่อเนื่อง การขยายอายุเกษียณจึงอาจช่วยรักษากำลังแรงงานและลดช่องว่างรายได้ แต่ก็อาจสร้างข้อถกเถียงเรื่องต้นทุนของบริษัท โอกาสการจ้างงานคนรุ่นใหม่ ระบบเงินเดือนตามอายุงาน และความเป็นธรรมระหว่างคนต่างวัย
สำหรับผู้อ่านไทย คำว่าอายุเกษียณในบริบทเกาหลีไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นเพียงการเลื่อนวันออกจากงานของข้าราชการหรือพนักงานบริษัทเท่านั้น ระบบการจ้างงานเกาหลีมีวัฒนธรรมอาวุโสและโครงสร้างค่าตอบแทนที่ผูกกับอายุงานอยู่ไม่น้อย การให้ลูกจ้างทำงานนานขึ้นโดยไม่ปรับระบบค่าจ้าง การประเมินผลงาน และการฝึกทักษะใหม่ อาจทำให้นายจ้างต่อต้าน ขณะเดียวกัน หากปรับลดค่าจ้างมากเกินไปเพื่อแลกกับการต่ออายุการทำงาน ฝ่ายแรงงานก็อาจมองว่าเป็นการผลักภาระให้ผู้สูงวัย
การเจรจากับสหภาพทั้งสองจึงมีความสำคัญในเชิงกลไก แต่การพบกันเพียงครั้งเดียวไม่ใช่หลักประกันว่าจะเกิดฉันทามติ รัฐบาลต้องแสดงหลักเกณฑ์ในการประสานผลประโยชน์ระหว่างแรงงานประจำ แรงงานชั่วคราว คนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ ธุรกิจขนาดใหญ่ และกิจการขนาดกลางหรือขนาดเล็ก หากข้อเสนอถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ให้สมาชิกสหภาพบางกลุ่มมากกว่าคนทำงานทั้งประเทศ ยุทธศาสตร์ดึงแรงงานกลับมาเป็นพันธมิตรอาจกลายเป็นแรงต้านจากประชาชนกลุ่มอื่นได้
การแต่งตั้งบุคคลคือข้อความทางการเมืองอีกประเภทหนึ่ง
ทิศทางเดียวกันปรากฏผ่านการปรับคณะทำงานของรัฐบาล โดยประธานาธิบดีอีเสนอชื่อยงฮเยอินเป็นผู้สมัครตำแหน่งรัฐมนตรีด้านความเสมอภาคทางเพศและครอบครัว และเลือกอีแฮมิน อดีตสมาชิกสภาจากพรรคปฏิรูปเกาหลี ให้รับหน้าที่ในทำเนียบประธานาธิบดีด้านการวางแผนอนาคตปัญญาประดิษฐ์ บุคคลทั้งสองมีภาพที่เชื่อมโยงกับประเด็นก้าวหน้าและการเมืองนอกกรอบพรรคแกนนำ จึงถูกตีความว่าเป็นความพยายามเปิดพื้นที่ให้กลุ่มพันธมิตรที่เคยรู้สึกว่าไม่ได้รับความสำคัญเพียงพอ
มีรายงานด้วยว่า ในการพบผู้นำชุดใหม่ของพรรคประชาธิปไตย ประธานาธิบดีแสดงท่าทีในทำนองว่าที่ผ่านมาอาจไม่ได้ดูแลฝ่ายก้าวหน้าอย่างทั่วถึง เมื่อนำถ้อยคำนี้มาวางคู่กับการพบองค์กรประชาชน การหารือกับสหภาพ และการแต่งตั้งบุคคลใหม่ จึงเห็นเส้นเรื่องทางการเมืองค่อนข้างชัด นั่นคือทำเนียบต้องการซ่อมความสัมพันธ์กับฐานสนับสนุนดั้งเดิมก่อนที่จะสูญเสียแรงหนุนมากไปกว่านี้
ตำแหน่งด้านความเสมอภาคทางเพศมีความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษในเกาหลีใต้ เพราะความขัดแย้งเรื่องสตรีนิยม สิทธิของผู้หญิง ภาระการดูแลครอบครัว การเกณฑ์ทหารของผู้ชาย และความไม่มั่นคงของคนหนุ่มสาว ถูกนำมาใช้แบ่งขั้วทางการเมืองอย่างเข้มข้น ส่วนตำแหน่งด้านปัญญาประดิษฐ์ก็ไม่ใช่งานเทคโนโลยีล้วน ๆ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการจ้างงาน การคุ้มครองข้อมูล การแข่งขันของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล การแต่งตั้งทั้งสองตำแหน่งจึงจะถูกวัดจากความสามารถในการสร้างผลงาน ไม่ใช่เพียงภูมิหลังทางการเมืองของผู้ได้รับเลือก
ทำไมการรวมฐานเสียงจึงยังไม่ทำให้คะแนนฟื้นทันที
ตามหลักการเมือง ฐานเสียงดั้งเดิมเปรียบเสมือนแนวรับแรกเมื่อรัฐบาลเผชิญกระแสวิจารณ์ กลุ่มผู้สนับสนุนที่มีความผูกพันทางอุดมการณ์มักช่วยอธิบายนโยบาย ปกป้องรัฐบาลในพื้นที่สาธารณะ และรักษาพลังการเคลื่อนไหวในระดับท้องถิ่น สำหรับรัฐบาลที่ต้องการผลักดันการปฏิรูป การมีเครือข่ายแรงงานและภาคประชาสังคมสนับสนุนย่อมช่วยเพิ่มทั้งกำลังคนและความชอบธรรม
แต่ผลสำรวจล่าสุดชี้ว่า สัญญาณทางการเมืองดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนเป็นคะแนนนิยมทันที แม้จะมีการเสนอชื่อบุคคลที่ฝ่ายก้าวหน้าคุ้นเคยและส่งข้อความถึงกลุ่มสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง คะแนนประเมินการบริหารกลับลดลงอีก 2 จุดเปอร์เซ็นต์ ภาพนี้สะท้อนช่องว่างระหว่างสิ่งที่นักการเมืองส่งสารกับสิ่งที่ประชาชนรู้สึกในชีวิตประจำวัน ผู้ตอบแบบสำรวจอาจให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจ รายได้ ราคาสินค้า ที่อยู่อาศัย ความมั่นคงในการทำงาน หรือประสิทธิภาพของนโยบาย มากกว่าสัญลักษณ์ว่าใครได้รับเชิญเข้าทำเนียบ
โจทย์ใหญ่อีกประการคือขอบเขตของการรวมพลัง หากรัฐบาลสื่อสารกับฝ่ายก้าวหน้ามากขึ้น แต่ไม่สามารถอธิบายว่านโยบายเหล่านั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไปอย่างไร ก็เสี่ยงถูกฝ่ายตรงข้ามกล่าวหาว่าบริหารเพื่อกลุ่มการเมืองของตนเอง การรักษาฐานเสียงจึงอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคะแนน แต่ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด รัฐบาลต้องเปลี่ยนข้อเรียกร้องขององค์กรต่าง ๆ ให้เป็นนโยบายที่คนชั้นกลาง ผู้ประกอบการ คนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ และประชาชนที่ไม่ได้สังกัดฝ่ายใดมองเห็นประโยชน์ร่วมกัน
ประสบการณ์การเมืองในหลายประเทศ รวมถึงไทย แสดงให้เห็นว่า การพบกลุ่มสนับสนุนช่วยสร้างภาพความใกล้ชิดได้ในระยะสั้น แต่หากไม่มีผลลัพธ์ที่วัดได้ ภาพเหล่านั้นอาจถูกตีความกลับด้านว่าเป็นเพียงการประชาสัมพันธ์ เมื่อคะแนนนิยมอยู่ในช่วงเปราะบาง ยิ่งรัฐบาลจัดเวทีมากเท่าไร สังคมก็ยิ่งคาดหวังคำตอบที่ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น
ความหมายต่อไทย: มากกว่าข่าวการเมืองภายในกรุงโซล
สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้มีความสำคัญมากกว่าความเคลื่อนไหวของผู้นำต่างประเทศ เพราะเกาหลีใต้เป็นทั้งคู่ค้า แหล่งลงทุน ตลาดท่องเที่ยว จุดหมายการทำงาน และศูนย์กลางวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคไทย ตั้งแต่เพลงเคป๊อป ซีรีส์ อาหาร เครื่องสำอาง โทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงรถยนต์และเทคโนโลยี การเมืองภายในเกาหลีจึงอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายแรงงาน อุตสาหกรรมดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และการดำเนินธุรกิจของบริษัทเกาหลีที่มีความเชื่อมโยงกับตลาดไทย
ผู้ชมชาวไทยจำนวนมากรู้จักเกาหลีผ่านภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงที่บริหารจัดการอย่างมีระบบ แต่เบื้องหลังความสำเร็จของฮันรยูยังมีข้อถกเถียงเรื่องชั่วโมงการทำงาน สัญญาจ้าง ความมั่นคงของศิลปินและทีมงาน รวมถึงอำนาจต่อรองระหว่างบุคลากรกับบริษัทต้นสังกัดอยู่เสมอ เมื่อรัฐบาลเกาหลีส่งสัญญาณว่าจะดึงแรงงานและภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการกำหนดนโยบาย ประเด็นที่ควรจับตาคือแนวคิดดังกล่าวจะขยายไปถึงแรงงานรูปแบบใหม่ อาชีพสร้างสรรค์ และคนทำงานบนแพลตฟอร์มหรือไม่ แม้การหารือครั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลว่าเจาะจงอุตสาหกรรมบันเทิงก็ตาม
แฟนคลับชาวไทยเองอาจไม่ได้ติดตามคะแนนนิยมของประธานาธิบดีเกาหลีอย่างใกล้ชิดเท่าข่าวคัมแบ็กหรือคอนเสิร์ต แต่เสถียรภาพทางการเมืองและแนวทางกำกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีส่วนกำหนดสภาพแวดล้อมของบริษัทบันเทิง การส่งออกเนื้อหา และความร่วมมือกับผู้จัดงานในไทย หากนโยบายแรงงานเข้มแข็งขึ้น ต้นทุนและมาตรฐานการทำงานในอุตสาหกรรมอาจเปลี่ยน หากนโยบายปัญญาประดิษฐ์เดินหน้าเร็ว ประเด็นสิทธิในภาพ เสียง ผลงานสร้างสรรค์ และการใช้ศิลปินเสมือนก็จะกลายเป็นเรื่องที่บริษัทไทยและกลุ่มแฟนคลับต้องติดตามมากขึ้น
ในมุมของภาคธุรกิจ บริษัทไทยที่ค้าขายหรือลงทุนเกี่ยวข้องกับเกาหลีควรติดตามมากกว่าตัวเลขคะแนนนิยมรายสัปดาห์ สิ่งสำคัญคือรัฐบาลอีจะเปลี่ยนการหารือกับสหภาพให้เป็นกฎเกณฑ์เรื่องอายุเกษียณ ค่าจ้าง การจ้างงาน และการปรับทักษะอย่างไร เพราะการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมีผลต่อต้นทุนของคู่ค้า ห่วงโซ่อุปทาน และรูปแบบการบริหารบุคลากรของบริษัทเกาหลี ส่วนบริษัทเกาหลีในไทยก็อาจต้องเผชิญแรงคาดหวังให้รักษามาตรฐานแรงงานและความรับผิดชอบทางสังคมให้สอดคล้องกันในหลายประเทศ
ประเด็นแรงงานยังเชื่อมโยงกับคนไทยที่เดินทางไปทำงานในเกาหลีใต้ ทั้งผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและกลุ่มที่มีปัญหาสถานะการพำนัก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลจากการประชุมครั้งนี้ว่ารัฐบาลเกาหลีหารือเรื่องแรงงานต่างชาติหรือแรงงานไทยโดยตรง จึงไม่ควรสรุปว่าการพบสหภาพจะนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายต่อคนไทยทันที สิ่งที่ติดตามได้อย่างระมัดระวังคือ หากเกาหลีขยายอายุเกษียณและปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน ความต้องการแรงงานในบางภาคส่วน รวมถึงท่าทีต่อแรงงานข้ามชาติ อาจถูกนำกลับมาพิจารณาในระยะต่อไป
บทเรียนเปรียบเทียบกับการเมืองและอุตสาหกรรมไทย
ประเทศไทยคุ้นเคยกับภาพรัฐบาลเชิญสภาอุตสาหกรรม หอการค้า สหภาพแรงงาน องค์กรชุมชน หรือเครือข่ายประชาชนเข้าหารือ แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระดับอำนาจต่อรองและความต่อเนื่องของกลไก ในเกาหลีใต้ สหภาพแรงงานใหญ่มีประวัติการระดมสมาชิกและจัดการชุมนุมที่ส่งผลต่อการเมืองระดับชาติ ขณะที่แรงงานไทยจำนวนมากอยู่ในภาคนอกระบบ กระจายตัว และไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพ ทำให้เสียงของผู้ใช้แรงงานเข้าสู่กระบวนการนโยบายอย่างไม่เท่าเทียมกัน
การถกเถียงเรื่องขยายอายุเกษียณของเกาหลีก็มีความเกี่ยวข้องกับไทย ซึ่งกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเช่นกัน ทั้งสองประเทศต้องตอบคำถามคล้ายกันว่า จะรักษารายได้ของคนสูงวัยอย่างไร จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานได้เพียงพอหรือไม่ และนายจ้างควรปรับสถานที่ทำงานกับระบบฝึกทักษะอย่างไร ความแตกต่างคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยมีแรงงานนอกระบบและผู้ประกอบอาชีพอิสระในสัดส่วนสำคัญ การเลื่อนอายุเกษียณในระบบทางการจึงไม่อาจแก้ความเปราะบางของผู้สูงวัยทั้งหมดได้
อีกบทเรียนหนึ่งคือ การใช้นโยบายปัญญาประดิษฐ์เชื่อมกับการเมืองแรงงาน เกาหลีไม่ได้มองเอไอเพียงในฐานะเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทเทคโนโลยี แต่ต้องเผชิญคำถามว่าระบบอัตโนมัติจะเปลี่ยนอาชีพอย่างไร ใครได้รับประโยชน์ และใครรับความเสี่ยง ไทยเองกำลังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ จึงควรหลีกเลี่ยงการแยกนโยบายเทคโนโลยีออกจากนโยบายคุ้มครองแรงงาน การพัฒนาทักษะ และสิทธิของผู้สร้างสรรค์ผลงาน
สำหรับผู้ประกอบการบันเทิงและสื่อไทย บทเรียนจากเกาหลีไม่ใช่เพียงการสร้างศิลปินแบบฝึกหัดหนักหรือผลิตซีรีส์ให้ส่งออกได้ แต่รวมถึงการสร้างระบบที่คนเบื้องหน้าและเบื้องหลังสามารถทำงานได้อย่างยั่งยืน เมื่อรัฐบาลเกาหลีพยายามดึงภาคประชาสังคมและแรงงานเข้ามามีบทบาท ไทยก็ควรถามเช่นกันว่า ในการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เสียงของนักแสดง นักดนตรี นักเขียน ทีมกองถ่าย ฟรีแลนซ์ และผู้จัดงานได้รับพื้นที่มากเพียงใด ไม่ใช่รับฟังเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือแพลตฟอร์มที่ครองตลาด
จากสัญลักษณ์สู่ผลงาน สิ่งที่ต้องจับตาต่อไป
ระยะต่อไปไม่ควรวัดยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีอีจากจำนวนการพบปะ แต่ควรดูว่ารัฐบาลประกาศกระบวนการทำงานที่ตรวจสอบได้หรือไม่ หากต้องการให้ภาคประชาสังคมร่วมขับเคลื่อนการปฏิรูป จำเป็นต้องระบุหัวข้อ กรอบเวลา และช่องทางนำข้อเสนอไปใช้ หากต้องการขยายอายุเกษียณ ก็ต้องเปิดเผยวิธีประสานผลประโยชน์และมาตรการรองรับคนรุ่นใหม่ ตลอดจนภาระของธุรกิจขนาดเล็ก ส่วนผู้ได้รับแต่งตั้งใหม่ต้องแสดงความสามารถในงานที่รับผิดชอบ ไม่ใช่อาศัยเพียงความหมายเชิงสัญลักษณ์ต่อฝ่ายก้าวหน้า
อีกตัวแปรคือรัฐบาลจะสามารถสื่อสารจากฐานเสียงเดิมไปยังสังคมวงกว้างได้หรือไม่ การตอบสนองข้อเรียกร้องของแรงงานอาจได้รับการยอมรับมากขึ้น หากอธิบายว่าเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของครอบครัว ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และการเตรียมรับสังคมสูงวัยอย่างไร เช่นเดียวกับนโยบายความเสมอภาคทางเพศที่ต้องเชื่อมกับการดูแลเด็ก ความปลอดภัยในที่ทำงาน และโอกาสทางเศรษฐกิจ มากกว่าปล่อยให้กลายเป็นเพียงประเด็นปะทะระหว่างกลุ่มการเมือง
ผลสำรวจครั้งต่อ ๆ ไปจะช่วยบอกว่าระดับ 40% เป็นความผันผวนชั่วคราวหรือส่วนหนึ่งของแนวโน้มขาลง แต่สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขรายสัปดาห์คือความสามารถของรัฐบาลในการสร้างผลงานที่ประชาชนสัมผัสได้ คะแนนนิยมอาจฟื้นจากความสำเร็จทางเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้อง หรือการจัดการข้อขัดแย้งอย่างเป็นธรรม มากกว่าการส่งสัญญาณถึงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว
สำหรับไทย การติดตามเกาหลีใต้ในช่วงนี้จึงควรมองให้ลึกกว่าภาพประเทศผู้ส่งออกวัฒนธรรมยอดนิยม การเมืองแรงงาน การเข้าสู่สังคมสูงวัย การกำกับปัญญาประดิษฐ์ และบทบาทของภาคประชาชนล้วนเชื่อมโยงกับทิศทางเศรษฐกิจที่ไทยต้องเผชิญเช่นกัน ยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีอีอาจช่วยประคองฐานสนับสนุนได้ แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงคือรัฐบาลจะเปลี่ยนการพบปะและคำประกาศให้เป็นผลลัพธ์ที่สร้างความไว้วางใจข้ามขั้วได้หรือไม่ หากทำได้ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ แรงงาน และประชาสังคมอาจกลายเป็นพลังขับเคลื่อนการปฏิรูป แต่หากทำไม่ได้ คะแนน 40% ก็อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแรงกดดันทางการเมืองรอบใหม่ที่ทั้งประชาชนเกาหลี คู่ค้าต่างประเทศ บริษัทไทย และแฟนวัฒนธรรมเกาหลีควรติดตามอย่างใกล้ชิด
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น