บ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีเข้าสู่ยุค ‘หนังไม่กี่เรื่องกินตลาด’ เมื่อ ‘Odyssey’ นำต่อสัปดาห์ที่สอง และสัญญาณนี้บอกอะไรถึงไทย

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
ตลาดโรงหนังเกาหลีในสัปดาห์นี้ไม่ได้สะท้อนแค่ผู้ชนะ แต่สะท้อนการกระจุกตัวของความสนใจ
ตัวเลขบ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีใต้ประจำสัปดาห์ 17-23 สิงหาคม จากการรวบรวมของ KOFIC หรือสภาภาพยนตร์เกาหลีใต้ ชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจกว่าการมีหนังอันดับ 1 เพียงเรื่องเดียว นั่นคือภาวะที่ผู้ชมจำนวนมากเทความสนใจไปยังหนังเพียง 2 เรื่องหลักอย่างชัดเจน โดยภาพยนตร์เรื่อง “Odyssey” ครองอันดับ 1 เป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยยอดผู้ชมรายสัปดาห์ 2,566,931 คน ทำรายได้ 28,520 ล้านวอน หรือคิดเป็นสัดส่วนรายได้ถึง 64.3% ของตลาดทั้งสัปดาห์ ขณะที่ “Spider-Man: Brand New Day” ยืนอันดับ 2 ด้วยผู้ชม 848,282 คน รายได้ 8,850 ล้านวอน คิดเป็น 19.9% ของตลาด เมื่อนำสองเรื่องนี้มารวมกัน จะพบว่ากินส่วนแบ่งรายได้รวมถึง 84.2% ของทั้งตลาดในสัปดาห์เดียว
หากมองในภาษาคนดูหนังไทย ภาพนี้คล้ายช่วงที่โรงภาพยนตร์บ้านเรามี “หนังแม่เหล็ก” เพียงไม่กี่เรื่องเป็นตัวนำตลาด จนหนังกลางและหนังเล็กแทบไม่มีพื้นที่หายใจ ต่อให้หนังเรื่องอื่นไม่ได้แย่ แต่เมื่อรอบฉาย สื่อประชาสัมพันธ์ และแรงพูดถึงในสังคมออนไลน์เทไปอยู่กับหนังไม่กี่ชื่อ ผลลัพธ์ก็มักออกมาแบบเดียวกัน คือส่วนแบ่งผู้ชมกระจุกตัวสูง และอันดับ 3 ลงไปกลายเป็นสนามแข่งขันที่ต้องชิงเศษพื้นที่กันอย่างเข้มข้น
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “Odyssey” ยังแรงหรือไม่ แต่คือโครงสร้างของตลาดกำลังสะท้อนว่าเกาหลีใต้เอง ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตลาดหนังที่แข็งแรงและมีความหลากหลายสูง ก็กำลังเผชิญแรงดึงดูดจากหนังบล็อกบัสเตอร์แบบเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก นั่นคือยิ่งต้นทุนประชาสัมพันธ์สูง ยิ่งได้จอมาก ยิ่งยึดความสนใจผู้ชมได้มาก และยิ่งทำให้หนังระดับกลางต้องเหนื่อยเป็นสองเท่าในการหาพื้นที่ของตัวเอง
ข้อมูลจาก KOFIC ยังสะท้อนภาพนี้ผ่านขนาดการฉายด้วย “Odyssey” ได้ฉายใน 2,182 โรงจอ และมีจำนวนรอบฉาย 43,387 รอบ สูงนำตลาดทั้งในมิติคนดูและพื้นที่จัดฉาย ขณะที่ยอดผู้ชมสะสมของหนังเรื่องนี้ขยับขึ้นไปที่ 7,109,352 คนแล้ว หลังเปิดตัวเมื่อ 5 สิงหาคม ตัวเลขเช่นนี้ทำให้คำถามสำคัญของวงการไม่ใช่เพียงว่าหนังเรื่องนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน แต่คือหนังเรื่องอื่นจะหาทางอยู่รอดในสภาพตลาดแบบนี้อย่างไร
‘Odyssey’ กับ ‘Spider-Man’ ไม่ได้แค่ชนะ แต่กำลังนิยามกติกาของตลาดในช่วงเวลานี้
เมื่อหนังอันดับ 1 กินรายได้ 64.3% และหนังอันดับ 2 กินอีก 19.9% สิ่งที่ตามมาคืออันดับ 3 ลงไปต้องแข่งขันกันในพื้นที่ที่เหลือน้อยมาก ภาพนี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขของหนังอันดับ 3 อย่าง “The Legend of Love Hatchuping: Whale Jewel” ที่มีรายได้ 1,460 ล้านวอน สัดส่วนเพียง 3.3% แม้จะขยับขึ้นมาได้ 1 อันดับก็ตาม ส่วน “Detective Conan: The Fallen Angel of the Highway” ที่อยู่ในอันดับ 4 ทำรายได้ 1,320 ล้านวอน คิดเป็น 3.0% เท่านั้น
พูดอีกแบบคือ ระยะห่างระหว่างหัวตารางกับกลุ่มไล่หลังไม่ได้เป็นแค่เรื่องอันดับ แต่เป็นช่องว่างเชิงโครงสร้าง หนังอันดับ 1 และ 2 อยู่กันคนละโลกกับหนังอันดับ 3 ลงไปแล้วในสัปดาห์นี้ นี่คือสิ่งที่คนในธุรกิจภาพยนตร์จับตา เพราะมันส่งผลตั้งแต่การจัดสรรรอบฉาย การต่อรองระหว่างผู้จัดจำหน่ายกับเครือโรงหนัง ไปจนถึงอายุการยืนโรงของหนังแต่ละประเภท
กรณีของ “Spider-Man: Brand New Day” ก็ยิ่งทำให้เห็นว่าตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยหนังเกาหลีเพียงอย่างเดียว แม้ “Odyssey” จะเป็นผู้ชนะชัดเจน แต่หนังฮอลลีวูดระดับแฟรนไชส์ยังคงมีอำนาจดึงคนดูมหาศาลเช่นกัน ด้วยยอดผู้ชมสะสม 8,127,611 คน หนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องนี้ยังคงยึดอันดับ 2 ได้อย่างมั่นคง จึงเกิดเป็นภาพ “สองขั้วนำตลาด” ที่ผู้เล่นรายอื่นเจาะเข้าไปได้ยากมาก
นี่เป็นแนวโน้มที่น่าคิด เพราะในอดีตเวลาพูดถึงตลาดเกาหลี คนจำนวนมากมักนึกถึงการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างหนังท้องถิ่นคุณภาพสูง หนังญี่ปุ่นสายแอนิเมชัน หรือหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์ แต่ข้อมูลสัปดาห์นี้บอกว่าต่อให้มีความหลากหลายของแหล่งผลิตมากเพียงใด หากแรงส่งทางการตลาดและกระแสปากต่อปากไปรวมอยู่ที่ 2 เรื่องใหญ่ ระบบก็จะเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนการค้าปลีกที่ผู้บริโภคเดินเข้าห้างแล้วมุ่งไปยัง “ร้านแม่เหล็ก” ไม่กี่ร้าน ส่วนร้านเล็กต้องหาจุดขายเฉพาะตัวเพื่อเอาตัวรอด
ในมุมวัฒนธรรมผู้ชม สิ่งนี้ยังสะท้อนพฤติกรรมการเลือกเสพความบันเทิงหลังยุคสตรีมมิงด้วย เมื่อผู้ชมต้องตัดสินใจว่าจะออกจากบ้าน เข้าโรง และจ่ายเงินค่าตั๋วให้กับประสบการณ์ใด หนังที่ชนะมักเป็นหนังที่ตอบคำถามได้ชัดว่า “ต้องดูในโรง” ไม่ว่าจะเป็นความอลังการของภาพ เสียง ความเป็นอีเวนต์ทางสังคม หรือกระแสที่ทำให้ไม่อยากตกขบวนสนทนาในโลกออนไลน์
อันดับ 3 ถึง 10 คือภาพสะท้อนว่าหนังขนาดกลางและหนังเฉพาะกลุ่มต้องสู้กันหนักเพียงใด
แม้สปอตไลต์จะฉายไปที่สองอันดับแรก แต่ชั้นเชิงของตลาดกลับซ่อนอยู่ในอันดับ 3 ถึง 10 มากกว่า เพราะตรงนี้คือพื้นที่ที่หนังครอบครัว หนังอนิเมชัน หนังสยองขวัญ หนังแฟรนไชส์ญี่ปุ่น และหนังที่ฉายมาระยะหนึ่งแล้ว ต้องแข่งขันกันอย่างละเอียดในทุกหลักหมื่นผู้ชม
“The Legend of Love Hatchuping: Whale Jewel” ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ด้วยผู้ชมรายสัปดาห์ 154,713 คน และยอดสะสม 788,236 คน ตัวเลขนี้อาจดูห่างจากสองอันดับแรกมาก แต่การไต่ขึ้นมาได้ในสภาพตลาดที่ถูกสองยักษ์ครองพื้นที่ ก็ถือเป็นสัญญาณว่าหนังสำหรับครอบครัวหรือกลุ่มเด็กยังมีฐานคนดูของตัวเองอยู่ไม่น้อย คล้ายตลาดไทยที่ในบางช่วงหนังครอบครัวหรือแอนิเมชันยังยืนระยะได้ดี หากไปตรงกับจังหวะปิดเทอมหรือสุดสัปดาห์ที่ผู้ปกครองมองหากิจกรรมให้ลูก
ส่วน “Detective Conan: The Fallen Angel of the Highway” ที่ตกลงมาอยู่อันดับ 4 มีผู้ชม 130,249 คน แม้ได้ฉายมากถึง 7,085 รอบใน 709 โรงจอ มากกว่าอันดับ 3 แต่กลับทำผู้ชมรายสัปดาห์ได้น้อยกว่า แปลว่าจำนวนรอบฉายไม่ใช่คำตอบทั้งหมดอีกต่อไป หากแรงดึงดูดต่อรอบไม่สูงพอ หนังอาจมีพื้นที่แต่ไม่ได้แปรเป็นจำนวนคนดูในสัดส่วนที่คุ้มค่า
อันดับ 5 คือ “Okay Madam 2” ที่มีผู้ชม 101,543 คน และรายได้คิดเป็น 2.2% ของตลาด ขณะที่อันดับ 6 คือหนังเข้าใหม่เพียงเรื่องเดียวของสัปดาห์อย่าง “Insidious: They Came Over” เปิดตัวด้วยผู้ชม 93,920 คน รายได้เท่ากันที่ 2.2% ของตลาด แต่แพ้อันดับ 5 อยู่เพียง 7,623 คนเท่านั้น ช่องว่างระดับนี้สะท้อนว่ากลุ่มกลางตารางมีการแข่งขันที่สูสีมาก และอันดับสามารถสลับกันได้ง่ายหากหนังใดหนังหนึ่งได้แรงส่งจากรีวิวหรือสุดสัปดาห์ถัดไป
ในอันดับล่างลงมา “Paw Patrol: The Dino Movie” ยังรักษาอันดับ 7 ได้ ส่วน “Hope” แม้ลดลงมาอยู่อันดับ 8 แต่ยอดสะสมแตะ 4,518,393 คนแล้ว แปลว่าหนังที่พ้นช่วงพีกยังมีชีวิตต่อได้ หากฐานผู้ชมยังคงไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ และที่น่าสนใจมากคือ “The Secret World of Arrietty” ซึ่งเป็นหนังเก่าที่เคยเข้าฉายตั้งแต่ปี 2010 กลับกระโดดขึ้นถึง 22 อันดับมาอยู่ที่ 9 พร้อมผู้ชม 17,436 คนในสัปดาห์เดียว
การขยับขึ้นแรงของ “Arrietty” เตือนเราว่า ตลาดหนังไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยของใหม่อย่างเดียวเสมอไป หนังเก่าที่มีพลังทางความทรงจำ หรือได้แรงหนุนจากการนำกลับมาฉายใหม่ กิจกรรมพิเศษ หรือกระแสพูดถึงในหมู่ผู้ชมรุ่นใหม่ ก็สามารถแทรกตัวเข้ามาได้ นี่เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยคุ้นเคยเช่นกัน เพราะทุกครั้งที่มีการรีรันหนังคลาสสิก หนังอนิเมชันในความทรงจำ หรือผลงานจากผู้กำกับระดับตำนาน ก็มักเกิดอารมณ์แบบ “อยากกลับไปดูในโรงอีกครั้ง” ซึ่งแตกต่างจากการเปิดดูผ่านจอที่บ้าน
ความหมายเชิงอุตสาหกรรม: เกาหลีใต้กำลังสะท้อนปัญหาและโอกาสของโรงหนังยุคหลังสตรีมมิง
หากอ่านตัวเลขเพียงผิวเผิน เราอาจสรุปได้ว่า “Odyssey” ประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ถ้าอ่านในมุมอุตสาหกรรม สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการที่ตลาดทั้งสัปดาห์พึ่งพาหนังเพียงไม่กี่เรื่องหนักขึ้นเรื่อย ๆ ภาวะเช่นนี้มีทั้งด้านบวกและด้านเสี่ยง ด้านบวกคือหนังแม่เหล็กช่วยดึงผู้ชมกลับเข้าโรง ช่วยพยุงรายได้ของเครือโรงหนัง ผู้จัดจำหน่าย และระบบนิเวศโดยรวม โดยเฉพาะในยุคที่คนดูมีตัวเลือกบันเทิงมากมาย ตั้งแต่แพลตฟอร์มสตรีมมิง คลิปสั้น เกม ไปจนถึงคอนเสิร์ตและแฟนอีเวนต์
แต่อีกด้านหนึ่ง การกระจุกตัวสูงมากก็อาจทำให้ความหลากหลายของตลาดอ่อนแรงลง หากโรงหนังจำเป็นต้องทุ่มจอให้หนังทำเงิน หนังขนาดกลางหรือหนังทดลองย่อมมีพื้นที่ลดลง และเมื่อหนังเหล่านี้ไม่มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในโรง ก็จะยิ่งยากต่อการสร้างแบรนด์ผู้กำกับ นักแสดง หรือแนวทางใหม่ ๆ ในระยะยาว วงจรนี้อาจทำให้อุตสาหกรรมพึ่งพาแต่หนังไม่กี่ประเภทมากขึ้น และนั่นไม่ใช่สัญญาณที่แข็งแรงนักสำหรับความยั่งยืนของระบบภาพยนตร์
ในเกาหลีใต้ KOFIC มีบทบาทสำคัญในฐานะหน่วยงานที่เก็บข้อมูลและทำให้ตลาดถูกมองเห็นอย่างเป็นระบบ ข้อดีของการมีข้อมูลรายสัปดาห์ที่ละเอียด คือทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงของอำนาจในตลาดอย่างแม่นยำ ไม่ใช่อาศัยเพียงกระแสในโซเชียลมีเดีย การที่ “Odyssey” มีทั้งจำนวนจอและจำนวนรอบสูงสุด พร้อมสัดส่วนรายได้ที่ทิ้งห่างตลาด สะท้อนว่าความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากไวรัลชั่วคราว แต่เป็นผลจากการประสานกันของหลายปัจจัย ทั้งขนาดการปล่อยหนัง ความสามารถในการครองรอบฉาย และแรงตอบรับจากผู้ชมที่ยังไม่แผ่วในสัปดาห์ที่สอง
สิ่งที่ต้องจับตาในสัปดาห์ถัดไปจึงไม่ใช่แค่หนังเรื่องนี้จะยืนอันดับ 1 ต่อหรือไม่ แต่คือส่วนแบ่ง 84.2% ของสองอันดับแรกจะเริ่มคลายตัวหรือยัง หากไม่คลาย นั่นหมายความว่าตลาดอยู่ในภาวะ “winner takes most” หรือผู้ชนะกินเกือบหมดอย่างเด่นชัด แต่หากส่วนแบ่งเริ่มลดลง ก็อาจแปลว่าหนังกลุ่มกลางกำลังค่อย ๆ ดึงคนดูคืนมา
อีกตัวแปรที่น่าสนใจคือหนังเข้าใหม่ในสัปดาห์หน้า เพราะในตลาดแบบนี้ หนังใหม่ไม่เพียงต้องดี แต่ต้องดังพอที่จะดึงจอและดึงการสนทนาจากสองผู้นำตลาดให้ได้ มิเช่นนั้นก็อาจลงเอยในชะตากรรมของหนังกลางตาราง คือมีคนดูพอประมาณ แต่ไม่มากพอจะเปลี่ยนภาพรวมของตลาด
แล้วเรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับไทย: บทเรียนต่อโรงหนังไทย ผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย และแฟนวัฒนธรรมเกาหลี
สำหรับผู้อ่านชาวไทย ข่าวบ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีครั้งนี้มีความหมายมากกว่าการติดตามความเคลื่อนไหวของวงการบันเทิงต่างประเทศ เพราะเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในคู่เทียบที่สำคัญของไทยในแง่อุตสาหกรรมวัฒนธรรม ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ ดนตรี และการสร้างทรัพย์สินทางปัญญาที่ต่อยอดได้หลายทาง เมื่อเห็นตลาดเกาหลีเผชิญภาวะที่หนัง 2 เรื่องกินส่วนแบ่งรายได้รวมกว่า 84% เราจึงควรถามย้อนกลับมายังตลาดไทยว่า เราเองกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
คำตอบในระดับหนึ่งคือใช่ ในหลายช่วงเวลาของตลาดไทย เราเห็นปรากฏการณ์คล้ายกันอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่หนังสยองขวัญไทยมาแรง หนังตลกครอบครัวครองตลาด หรือเวลามีหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์เข้าฉายพร้อมกันไม่กี่เรื่อง จนหนังทางเลือก หนังสารคดี หรือหนังจากผู้กำกับหน้าใหม่ถูกบีบให้มีรอบฉายจำกัด ความต่างคือเกาหลีใต้มีฐานผู้ชมในประเทศที่แข็งแรงกว่า และมีระบบสนับสนุนอุตสาหกรรมที่เป็นโครงสร้างมากกว่า แต่โจทย์เรื่องการกระจุกตัวของความสนใจก็ไม่ได้ต่างจากไทยนัก
สำหรับบริษัทจัดจำหน่ายในไทย โดยเฉพาะผู้ที่ทำตลาดหนังเกาหลีหรือคอนเทนต์เอเชีย ข่าวนี้สะท้อนว่าแบรนด์ของหนังและจังหวะการเข้าฉายสำคัญยิ่งขึ้น หากตลาดต้นทางอย่างเกาหลีเองยังแข่งขันกันหนักเช่นนี้ การนำหนังเข้ามาฉายในไทยก็ยิ่งต้องเลือกเรื่องที่มีเอกลักษณ์ชัด หรือมีจุดขายที่เชื่อมกับกลุ่มผู้ชมไทยได้จริง เช่น ฐานแฟนดารา แนวเรื่องที่สอดคล้องกับรสนิยมผู้ชมไทย หรือการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนแฟนคลับที่เข้มแข็งอยู่แล้ว
ในอีกด้าน แฟนคลับไทยของวัฒนธรรมเกาหลีซึ่งเติบโตจากกระแสฮันรยูมาหลายระลอก จะเห็นได้ว่าความนิยมเกาหลีในไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่ K-pop หรือซีรีส์เท่านั้น ภาพยนตร์เกาหลีเองมีฐานคนดูที่ติดตามอย่างจริงจังพอสมควร เพียงแต่การพาหนังเกาหลีให้กลายเป็น “อีเวนต์” ในตลาดไทยยังทำได้ไม่สม่ำเสมอเท่าซีรีส์หรือคอนเสิร์ต หากผู้จัดไทยอยากยกระดับหนังเกาหลีให้มีน้ำหนักมากขึ้นในโรง อาจต้องคิดแบบเดียวกับการทำแฟนอีเวนต์ คือสร้างประสบการณ์ร่วม สร้างบทสนทนา และทำให้การดูหนังกลายเป็นเหตุการณ์ที่คนไม่อยากพลาด
ในเชิงความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี ข่าวนี้ยังเป็นเครื่องเตือนว่าการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมไม่ควรหยุดอยู่ที่การนำเข้าเนื้อหาเพียงอย่างเดียว แต่ควรขยับไปสู่การเรียนรู้โมเดลธุรกิจและการพัฒนาผู้ชมด้วย เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จระดับโลกจากการทำให้วัฒนธรรมเป็นอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ ขณะที่ไทยเองมีศักยภาพด้านเรื่องเล่า บุคลากร และฐานผู้ชมในภูมิภาคอาเซียนไม่น้อย การเฝ้าดูว่าตลาดเกาหลีจัดการกับภาวะหนังยักษ์กินตลาดอย่างไร จึงอาจเป็นบทเรียนสำคัญต่อทั้งผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่าย และผู้กำหนดนโยบายไทย
ที่สำคัญ การมีหนังฮอลลีวูดอย่าง “Spider-Man” ยืนแข็งแรงคู่กับหนังท้องถิ่นอย่าง “Odyssey” ยังชวนให้ไทยกลับมาคิดต่อว่า อุตสาหกรรมภาพยนตร์ในประเทศจะยืนเคียงกับแฟรนไชส์ระดับโลกได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงด้วยงบประมาณ แต่ด้วยการสร้างความเป็น “ต้องดูตอนนี้” ให้เกิดขึ้นกับหนังไทยเอง นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ทั้งเกาหลีและไทยต่างเผชิญในยุคเดียวกัน
สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้: ผู้นำจะยืนระยะหรือพื้นที่จะเริ่มเปิดให้เรื่องอื่น
เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ถัดไป จุดจับตาแรกย่อมเป็นการรักษาตำแหน่งของ “Odyssey” หลังจากกวาดผู้ชมเกิน 2.56 ล้านคนในสัปดาห์เดียว และถือครองรายได้มากกว่า 64% ของตลาด หากหนังเรื่องนี้ยังทรงตัวได้ แปลว่ากระแสตอบรับยังไม่หมดง่าย ๆ และอาจไปไกลเกินกว่าการเป็นหนังฮิตระยะสั้น แต่ถ้าตัวเลขเริ่มชะลอแรง นั่นอาจเปิดทางให้ตลาดกลับมามีการแข่งขันมากขึ้น
จุดที่สองคือ “Spider-Man: Brand New Day” จะยังรักษาแรงส่งได้มากเพียงใด ยอดสะสมที่ทะลุ 8.12 ล้านคนสะท้อนฐานแฟนแข็งแรงอยู่แล้ว แต่ในตลาดที่มีผู้นำชัดเจน หนังอันดับ 2 เองก็ต้องต่อสู้เพื่อไม่ให้ถูกดูดความสนใจออกไปเรื่อย ๆ การยืนระยะของหนังเรื่องนี้จึงเป็นตัวชี้วัดว่าผู้ชมเกาหลียังพร้อมแบ่งเวลาระหว่างหนังท้องถิ่นกับหนังแฟรนไชส์ต่างประเทศมากน้อยเพียงใด
จุดที่สามอยู่ที่กลุ่มกลางตาราง โดยเฉพาะระยะห่างระหว่างอันดับ 3 และ 4 ที่ต่างกัน 24,464 คน และช่องว่างระหว่างอันดับ 5 กับ 6 ที่ห่างเพียง 7,623 คน ตัวเลขนี้บอกว่าการเปลี่ยนอันดับยังเกิดขึ้นได้ง่ายมาก หนังที่มีกระแสเฉพาะกลุ่มแข็งแรง หรือหนังเข้าใหม่ที่ได้รีวิวดี อาจแทรกตัวขึ้นมาได้ทันทีหากได้รอบฉายเพิ่มหรืออาศัยแรงบอกต่อจากสุดสัปดาห์เต็มสัปดาห์แรก
อีกประเด็นที่น่าดูคือ “Insidious: They Came Over” ซึ่งเพิ่งเข้าใหม่และเริ่มต้นที่อันดับ 6 เพราะหนังสยองขวัญมักมีพฤติกรรมการทำเงินต่างจากหนังตลาดใหญ่ คืออาจเปิดตัวแรงในกลุ่มแฟนเฉพาะและขยับอันดับได้หากกระแสตอบรับหนุนต่อ ขณะเดียวกัน “Arrietty” ที่กระโดดขึ้นมา 22 อันดับ ก็เป็นตัวแปรด้านอารมณ์ความทรงจำของผู้ชม หากกระแสรีรันยังดี ก็อาจรักษาพื้นที่ในท็อป 10 ต่อได้แม้จะเป็นหนังเก่าก็ตาม
สำหรับคนทำงานในแวดวงสื่อและวัฒนธรรม การอ่านบ็อกซ์ออฟฟิศยุคนี้จึงไม่ใช่แค่นับว่าใครได้ที่ 1 แต่ต้องอ่านให้ออกว่าตลาดกำลังบอกอะไรเกี่ยวกับผู้ชม พฤติกรรมการตัดสินใจ และความสามารถของหนังแต่ละประเภทในการเปลี่ยนการชมภาพยนตร์ให้กลับมาเป็น “นัดหมายสำคัญ” อีกครั้ง ซึ่งในสัปดาห์นี้ เกาหลีใต้กำลังส่งสัญญาณชัดมากว่า หนังที่ชนะจะไม่ได้ชนะเพียงบนตารางอันดับ แต่ชนะบนสมรภูมิความสนใจทั้งหมดของผู้ชมด้วย
มากกว่าตัวเลขรายสัปดาห์ นี่คือภาพสะท้อนของยุควัฒนธรรมที่แข่งขันกันทุกนาที
ในโลกที่ผู้บริโภคมีตัวเลือกเต็มมือ ตั้งแต่ซีรีส์ที่ดูรวดเดียวได้บนมือถือ คอนเทนต์สั้นที่แย่งเวลาไปทีละนาที ไปจนถึงกิจกรรมบันเทิงนอกบ้านอีกมากมาย โรงภาพยนตร์ไม่อาจพึ่งเพียงความเคยชินของผู้ชมได้อีกต่อไป หนังทุกเรื่องต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเหตุใดผู้ชมจึงควรซื้อตั๋วและไปดูในเวลานั้นจริง ๆ ตัวเลขของเกาหลีใต้สัปดาห์นี้จึงเป็นบทสรุปอย่างหนึ่งว่า ผู้ชนะในตลาดยุคใหม่คือหนังที่เปลี่ยนตัวเองจาก “ทางเลือกหนึ่ง” ให้กลายเป็น “สิ่งที่ต้องดู”
สำหรับไทย การติดตามความเคลื่อนไหวเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะกระแสฮันรยูได้เชื่อมเศรษฐกิจวัฒนธรรมของสองประเทศเข้าหากันมานานแล้ว ไม่ว่าจะผ่านแฟนคลับ การท่องเที่ยว การร่วมลงทุน การนำเข้าคอนเทนต์ หรือการแลกเปลี่ยนบุคลากรสร้างสรรค์ เมื่อเกาหลีเผชิญโจทย์ใหม่ ไทยก็ย่อมได้บทเรียนใหม่ไปด้วยเช่นกัน และในระยะยาว บทเรียนสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่าจะทำหนังให้ได้ผู้ชมหลายล้านคนอย่างไรเพียงอย่างเดียว แต่คือจะสร้างระบบที่เปิดพื้นที่ให้หนังหลายขนาดอยู่ร่วมกันได้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ตลาดเหลือที่ว่างแค่สำหรับผู้ชนะไม่กี่ราย
ท้ายที่สุด ข่าวบ็อกซ์ออฟฟิศสัปดาห์นี้อาจเริ่มต้นจากการรายงานว่า “Odyssey” ครองอันดับ 1 ต่อเป็นสัปดาห์ที่สอง แต่หากมองลึกลงไป มันคือเรื่องของทิศทางอุตสาหกรรมภาพยนตร์ทั้งระบบ เป็นเรื่องของผู้ชมที่กำลังเลือกเข้มข้นขึ้น เป็นเรื่องของหนังกลางและหนังเล็กที่ต้องต่อสู้หนักขึ้น และเป็นเรื่องของประเทศอย่างไทยที่ควรใช้จังหวะนี้อ่านเกมให้ขาดว่า ในสมรภูมิวัฒนธรรมร่วมสมัย การชนะใจผู้ชมไม่ได้เกิดจากคุณภาพของผลงานเพียงอย่างเดียว หากยังต้องอาศัยจังหวะ กลยุทธ์ พื้นที่ และความสามารถในการทำให้ผู้คนรู้สึกว่า ถ้าไม่ดูตอนนี้ ก็อาจพลาดบทสนทนาสำคัญของยุคไปเลย
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น