
รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
โศกนาฏกรรมของนักเรียนฝึกงานในคอลเซ็นเตอร์
‘Next Sohee’ หรือชื่อเกาหลี ‘다음 소희’ ผลงานดราม่าเกาหลีใต้ของผู้กำกับจองจูรี เล่าเรื่องของโซฮี นักเรียนมัธยมปลายที่ถูกส่งไปฝึกงานในคอลเซ็นเตอร์ และยูจิน ตำรวจหญิงผู้ตามสืบความจริงหลังการเสียชีวิตของเธอ ภาพยนตร์สร้างในปี 2022 เปิดตัวครั้งแรกที่สัปดาห์นักวิจารณ์ เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมปีเดียวกัน ก่อนเข้าฉายในโรงภาพยนตร์เกาหลีใต้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2023
โซฮีเป็นนักเรียนที่ชื่นชอบการเต้นในเวลาว่าง ครูประจำชั้นแจ้งว่าโรงเรียนหาตำแหน่งฝึกงานให้เธอได้ที่ Human and Net หนึ่งในศูนย์บริการลูกค้าของบริษัทโทรคมนาคมสมมติชื่อ S-Plus เธอรู้สึกตื่นเต้นที่คิดว่ากำลังจะได้ทำงานกับบริษัทขนาดใหญ่ แต่การอบรมก่อนเริ่มงานกลับเต็มไปด้วยบทเรียนเรื่องการแต่งหน้าและถ้อยคำวิจารณ์รูปลักษณ์ของนักเรียนฝึกงาน
เมื่อเริ่มทำงาน โซฮีพบว่าหน้าที่หลักไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือลูกค้าที่ต้องการยกเลิกบริการหรือประสบปัญหาทางเทคนิค แต่เป็นการรักษายอดสมาชิกและเพิ่มรายได้ให้ S-Plus พนักงานได้รับคำแนะนำให้ยื้อการสนทนาให้นานที่สุด เพื่อโน้มน้าวให้ลูกค้าใช้บริการต่อหรือซื้อผลิตภัณฑ์อื่น เธอต้องรับมือทั้งเสียงตะโกน คำด่าทอ และลูกค้าที่พูดจาส่อถึงการคุกคามทางเพศ ขณะเดียวกันก็ได้รับค่าจ้างน้อยกว่าเพราะมีสถานะเป็นเพียงนักเรียนฝึกงาน
การประชุมทีมมุ่งตำหนิพนักงานที่ทำผลงานไม่ได้อันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับคอลเซ็นเตอร์แห่งอื่นในเครือ คนเดียวที่พยายามเข้าใจและช่วยเหลือโซฮีกับเพื่อนร่วมงานคือจุนโฮ หัวหน้าทีม แต่วันหนึ่งโซฮีกลับพบว่าเขาเสียชีวิตระหว่างทางไปทำงาน ต่อมาจึงปรากฏว่าจุนโฮรู้สึกผิดกับการเอาเปรียบแรงงานนักเรียนฝึกงาน และเคยส่งหนังสือเปิดโปงปัญหาไปยังผู้บริหาร แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง
แรงกดดันจากบริษัทและโรงเรียน
อีโบรัม หัวหน้าทีมคนใหม่ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มยอดขายและกดดันโซฮีให้ลงนามในเอกสารปฏิเสธข้อกล่าวหาของจุนโฮ เธอยอมเซ็นอย่างไม่เต็มใจ ต่อมาในงานเลี้ยงของบริษัท โซฮีมีเรื่องกับเพื่อนร่วมงานที่กล่าวโทษว่า ผลงานที่ดีของเธอกำลังทำให้เด็กฝึกงานคนอื่นถูกเพิ่มแรงกดดัน
แม้ทำยอดได้ตามเป้าหมาย โซฮีก็ยังได้รับเงินเพียงบางส่วน ในที่สุดเธอเริ่มดำเนินการยกเลิกบริการตามคำขอของลูกค้าแทนการพยายามขายสินค้าเพิ่ม เมื่อถูกหัวหน้าทีมตำหนิอย่างหนัก เธอจึงโต้แย้งเรื่องการเอาเปรียบนักเรียนฝึกงานและค่าจ้างที่ได้รับไม่ครบ แต่หัวหน้ากลับเยาะเย้ยว่าเธอกำลังใช้ความยากจนมาอ้อนวอนขอเงิน โซฮีจึงลงมือทำร้ายหัวหน้าและถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างสามวัน
ระหว่างพักงาน โซฮีทุกข์ใจกับการลงชื่อรับรองว่าคำกล่าวของจุนโฮเป็นเรื่องเท็จ ก่อนจะได้รับบาดเจ็บและเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล เมื่อเธอบอกครูว่าอยากเลิกฝึกงาน ครูกลับตำหนิและสั่งให้กลับไปทำงาน ความคิดว่าต้องกลับเข้าสู่คอลเซ็นเตอร์ทำให้โซฮีจมอยู่กับความสิ้นหวัง หลังใช้เวลาช่วงกลางคืนกับเพื่อน เธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง
การสืบสวนที่ชี้ไปยังความรับผิดชอบของระบบ
ครึ่งหลังของภาพยนตร์เปลี่ยนศูนย์กลางไปยังยูจิน ตำรวจหญิงที่เข้ามาสืบสวนหลังพบศพโซฮี เธอย้อนตรวจสอบไปถึงการเสียชีวิตของจุนโฮ และพบเบาะแสว่า Human and Net อาจฝ่าฝืนกฎหมายแรงงานเพื่อเพิ่มยอดขาย ขณะที่โรงเรียนส่งนักเรียนไปยังสถานประกอบการโดยขาดความรับผิดชอบ เพราะต้องการรักษาตัวเลขการได้งานของผู้เรียน
ทั้งผู้บริหารบริษัทและโรงเรียนพยายามผลักภาระความผิดไปยังโซฮี โดยอ้างว่าเธอไม่มีระเบียบวินัยและอารมณ์ร้อน ยูจินพยายามเอาผิดทั้งสองหน่วยงานตามกฎหมาย แต่ถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิซ้ำแล้วซ้ำเล่าและสั่งให้ถอนตัวจากคดีที่สร้างปัญหา
ภาพยนตร์จบลงเมื่อยูจินเปิดโทรศัพท์มือถือของโซฮีที่กู้คืนมา และพบวิดีโอเพียงคลิปเดียว เป็นภาพเด็กสาวกำลังซ้อมเต้นในสตูดิโอ ยูจินนั่งมองพร้อมน้ำตา ขณะที่เรื่องราวไม่ได้ให้คำตอบว่าบริษัทหรือโรงเรียนเปลี่ยนแปลงแนวปฏิบัติภายหลังเหตุการณ์หรือไม่
จุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์จริง
จองจูรีเริ่มพัฒนาภาพยนตร์หลังได้รับรู้เรื่องราวของนักเรียนหญิงคนหนึ่งเมื่อปลายปี 2016 เด็กคนดังกล่าวถูกโรงเรียนส่งไปฝึกงานในคอลเซ็นเตอร์ของบริษัทโทรคมนาคม โดยให้เหตุผลว่าเป็นโอกาสสะสมประสบการณ์ทำงาน แต่เธอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายภายในเวลาไม่ถึงสามเดือนหลังเริ่มงาน การสอบสวนต่อมาพบว่าเธอต้องเผชิญความเครียดอย่างหนักในคอลเซ็นเตอร์ เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจอย่างหลวม ๆ ให้กับ ‘Next Sohee’
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานลำดับที่สองของจองจูรี หลังจาก ‘A Girl at My Door’ ดราม่าอาชญากรรมปี 2014 ซึ่งมีแบดูนาแสดงนำและได้รับเชิญเข้าสู่สาย Un Certain Regard ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 67 จองจูรีเขียนบท ‘Next Sohee’ ขณะที่ฐานข้อมูล TMDb ระบุชื่อคิมโซรยองเป็นผู้เขียนบทร่วม การถ่ายทำเริ่มวันที่ 16 มกราคม และสิ้นสุดวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2022
คิมชีอึนรับบทโซฮี ส่วนแบดูนารับบทยูจิน สมทบด้วยชิมฮีซอบในบทจุนโฮ และชเวฮีจินในบทอีโบรัม รวมถึงพัคอูยอง อีอินยอง จองฮเวริน คังฮยอนโอ พัคฮีอึน และคิมยงจุน ตามข้อมูลของสภาภาพยนตร์เกาหลี ภาพยนตร์มีความยาว 137 นาที กำหนดให้ผู้ชมอายุ 15 ปีขึ้นไปรับชมได้ ผลิตโดย Twin Plus Partners และ Crank-up Film โดย Twin Plus Partners รับหน้าที่จัดจำหน่าย พร้อมข้อความประชาสัมพันธ์ว่า “เราทุกคนเคยพบเด็กคนนั้น”
จากหนังปิดสัปดาห์นักวิจารณ์เมืองคานส์สู่เวทีรางวัล
‘Next Sohee’ เปิดตัวรอบปฐมทัศน์โลกที่โรงภาพยนตร์ Espace Miramar ในฐานะภาพยนตร์ฉายพิเศษของสัปดาห์นักวิจารณ์ ซึ่งเป็นสายคู่ขนานของเทศกาลเมืองคานส์ และสร้างประวัติศาสตร์เป็นภาพยนตร์เกาหลีเรื่องแรกที่ได้รับเลือกเป็นหนังปิดของสายนี้ หลังฉายจบได้รับเสียงปรบมือยืนยาวเจ็ดนาที
วันที่ 3 สิงหาคม 2022 หนังได้รับเลือกเป็นภาพยนตร์ปิดสาย Cheval Noir ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฟนเทเชียครั้งที่ 26 และคว้ารางวัลผู้กำกับจากสายประกวด Cheval Noir รวมถึงรางวัลผู้ชมระดับเหรียญเงินในประเภทภาพยนตร์เอเชีย นอกจากนี้ยังได้รับเชิญเข้าสายประกวดเทศกาลภาพยนตร์อัมสเตอร์ดัม เข้าฉายในหมวด Korean Cinema Today – Panorama ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2022 และฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปาล์มสปริงส์ครั้งที่ 34 เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2023 ต่อมาได้รับรางวัล Roberto Rossellini สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติผิงเหยาครั้งที่ 6
บนเวทีรางวัลในเกาหลีใต้ คิมชีอึนคว้ารางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่สาขาภาพยนตร์ และจองจูรีได้รางวัลบทภาพยนตร์จากแพ็กซังอาร์ตส์อวอร์ดส์ครั้งที่ 59 ขณะที่ตัวหนังได้รับ Gucci Impact Award สมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์เกาหลีมอบรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและนักแสดงหญิงหน้าใหม่ให้ผลงานเรื่องนี้ พร้อมเลือกเข้าสู่รายชื่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 10 เรื่องแห่งปี
ในงาน Buil Film Awards ครั้งที่ 32 จองจูรีได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม แบดูนาได้รับรางวัลศิลปะภาพยนตร์ Yu Hyun-mok และคิมชีอึนคว้ารางวัลนักแสดงหญิงหน้าใหม่ ส่วนเวที Blue Dragon Film Awards ครั้งที่ 44 มอบรางวัลบทภาพยนตร์ให้จองจูรี
รายได้และเสียงวิจารณ์
เมื่อเข้าฉายในเกาหลีใต้วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2023 หนังมีรอบฉายบน 562 จอ ตามข้อมูลบ็อกซ์ออฟฟิศรายสัปดาห์ของ KOBIS ยอดผู้ชมสะสมถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์อยู่ที่ 66,235 คน และเมื่อสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคมปีเดียวกัน ทำรายได้ 858,534 ดอลลาร์สหรัฐ จากผู้ชม 118,899 คน อยู่ในอันดับ 41 ของภาพยนตร์เกาหลีที่เข้าฉายในปีนั้น
ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2023 ภาพยนตร์เปิดให้รับชมผ่านบริการ IPTV และแพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่งในเกาหลี เช่น KT olleh TV, SK Btv, LG U+ TV, Google Play, Wavve, Naver Series On และ Watcha Play ส่วนในสหรัฐฯ และแคนาดา Zurty Studios กับ Echelon Studios นำภาพยนตร์เข้าฉายเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2025
บนเว็บไซต์ Rotten Tomatoes หนังได้คะแนนสนับสนุน 94% จากบทวิจารณ์ 17 ชิ้น และคะแนนเฉลี่ย 8 เต็ม 10 แพทริก เบอร์เจสกี จาก The Hollywood Reporter เรียกผลงานเรื่องนี้ว่า “อัญมณีที่ซ่อนอยู่แห่งเมืองคานส์” ขณะที่เวนดี ไอด์ จาก Screen Daily มองว่า แม้จังหวะดำเนินเรื่องจะเชื่องช้า แต่การกำกับของจองจูรีมีความมั่นคง ไม่โอ้อวด ลดการใช้ดนตรี และให้ความสำคัญกับการแสดงที่น่าเชื่อถือผ่านสายตาอันเห็นอกเห็นใจ อย่างไรก็ตาม เธอเห็นว่าบทภาพยนตร์น่าจะมีจุดเน้นที่ชัดเจนและกระชับกว่านี้
คลาเรนซ์ ชุย จาก South China Morning Post ให้สี่ดาวจากห้าดาว พร้อมชื่นชมการแสดงอันทรงพลังของคิมชีอึนในบทนักเรียนที่ถูกงานคอลเซ็นเตอร์กดทับ เขามองว่าเรื่องราวแบ่งออกได้เป็นครึ่งแรกที่มีลักษณะส่วนตัว และครึ่งหลังที่มีมิติทางการเมือง เมื่อยูจินรับช่วงการเล่าเรื่องเพื่อค้นหาความจริงและความยุติธรรม บทวิจารณ์ระบุว่าหนังเปิดโปงกลไกมืดที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน และส่งคำเตือนว่าอาจยังมี “โซฮี” อีกจำนวนมากที่ต้องเผชิญความอัปยศและความไม่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม เสียงตอบรับไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เอเลนา ลาซิช จาก The Playlist ให้เกรด C โดยวิจารณ์ว่าหนังเลือกนำเสนอความทุกข์ของโซฮีผ่านการปะทะอย่างตรงไปตรงมาและเร้าอารมณ์ มากกว่าค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่างานเปลี่ยนแปลงจิตใจและลำดับความสำคัญของเธออย่างไร พร้อมมองว่าอารมณ์ของภาพยนตร์ที่ว่าด้วยการเอารัดเอาเปรียบติดอยู่กับความโกรธและโศกนาฏกรรมในโทนเดียว
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น