จากจอสู่อุตสาหกรรมจริง: ‘Try Everything 2026’ สะท้อนเกมใหม่ของเกาหลีใต้ เมื่อ AI ต้องจับต้องได้และเชื่อมถึงทุนโลก

จากจอสู่อุตสาหกรรมจริง: ‘Try Everything 2026’ สะท้อนเกมใหม่ของเกาหลีใต้ เมื่อ AI ต้องจับต้องได้และเชื่อมถึงทุนโลก

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

กรุงโซลวาง AI ไว้กลางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเมือง

เทศกาลสตาร์ตอัประดับโลก “Try Everything 2026” ซึ่งกรุงโซลเตรียมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-10 ที่ทงแดมุนดีไซน์พลาซา หรือ DDP ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงเทคโนโลยีประจำปี แต่กำลังทำหน้าที่เป็นภาพย่อของทิศทางใหม่ในอุตสาหกรรมเกาหลีใต้ เมื่อปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ถูกคาดหวังให้สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ เข้าไปอยู่ในโรงงาน เคลื่อนที่ไปกับหุ่นยนต์ และเชื่อมบริษัทเกิดใหม่เข้ากับเงินทุน ลูกค้า ตลอดจนตลาดต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

รัฐบาลกรุงโซลระบุว่า งานครั้งนี้จะรวบรวมสตาร์ตอัป นักลงทุน บริษัทขนาดใหญ่ หน่วยงานสนับสนุนผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากต่างประเทศไว้ในพื้นที่เดียวกัน ภายในงานมีทั้งการประชุมระดับโลก นิทรรศการเทคโนโลยีนวัตกรรม กิจกรรมทดลองใช้งาน และการนัดพบแบบตัวต่อตัวระหว่างผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ที่อาจกลายเป็นนักลงทุน ลูกค้า หรือพันธมิตรทางธุรกิจ

ชื่อ “Try Everything” สื่อถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการทดลองทุกความเป็นไปได้ ตั้งแต่การนำเสนอแนวคิด การทดสอบตลาด การหาทุน ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับต่างประเทศ แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับวัฒนธรรมสตาร์ตอัปของเกาหลีใต้ ซึ่งมีการแข่งขันสูงและให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว แต่ในเวลาเดียวกันก็อาศัยระบบสนับสนุนจากภาครัฐ เมือง มหาวิทยาลัย บริษัทขนาดใหญ่ และกองทุนร่วมลงทุน ไม่ต่างจากการสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายมีบทบาทเฉพาะของตน

สถานที่จัดงานอย่าง DDP ก็มีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ อาคารรูปทรงล้ำสมัยใจกลางย่านทงแดมุนแห่งนี้เป็นที่คุ้นตาของนักท่องเที่ยวไทยจำนวนมาก ทั้งในฐานะสถานที่จัดงานแฟชั่น นิทรรศการ และกิจกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัย การนำเทศกาล AI มาจัดในพื้นที่เดียวกันจึงสะท้อนความพยายามของกรุงโซลที่จะวางเทคโนโลยีไว้เคียงข้างการออกแบบ ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมเมือง แทนที่จะจำกัดเรื่องนวัตกรรมไว้เฉพาะในห้องประชุมของนักลงทุนหรือเขตอุตสาหกรรม

เมื่อ AI ต้องสร้างผลงาน ไม่ใช่เพียงสร้างคำตอบ

สาระสำคัญของ Try Everything 2026 อยู่ที่การเปลี่ยนคำถามจาก “AI ทำอะไรได้บ้าง” ไปสู่ “องค์กรจะใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ได้อย่างไร” เวทีหลักของงานจึงไม่ได้มุ่งอธิบายเฉพาะความสามารถของโมเดลภาษา หรือกระแสการสร้างข้อความ ภาพ และวิดีโอ แต่เน้นยุทธศาสตร์ของธุรกิจในยุคที่ AI เริ่มกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานขององค์กร

เอริก บรินยอล์ฟสัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด จะกล่าวปาฐกถาหลักเกี่ยวกับแนวทางที่องค์กรสามารถสร้างผลงานในยุคที่ AI เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวัน ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะประโยชน์ของเทคโนโลยีไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการซื้อซอฟต์แวร์หรือเปิดให้พนักงานใช้เครื่องมือใหม่ บริษัทต้องปรับขั้นตอนการทำงาน พัฒนาทักษะบุคลากร กำหนดความรับผิดชอบ และเลือกว่าเรื่องใดควรให้เครื่องจักรช่วย เรื่องใดยังต้องอาศัยการตัดสินใจของมนุษย์

บนเวทียังมีอีย็อบ ผู้ดูแลความร่วมมือกับสตาร์ตอัปในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Anthropic บริษัท AI ที่เป็นที่จับตาในระดับโลก และเรย์ จง ผู้ร่วมก่อตั้ง Genspark บริษัท AI ยูนิคอร์นจากสหรัฐฯ การปรากฏตัวของผู้บริหารเหล่านี้เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเกาหลีได้เชื่อมต่อกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกโดยตรง แทนที่จะรับรู้ทิศทางอุตสาหกรรมผ่านรายงานหรือข่าวจากต่างประเทศเพียงทางเดียว

คำว่า “ยูนิคอร์น” ในวงการสตาร์ตอัปหมายถึงบริษัทเอกชนที่มีมูลค่ากิจการตั้งแต่ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐขึ้นไป ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัตว์ในเทพนิยาย แต่ใช้สื่อถึงบริษัทที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าหาได้ยากมาก การเชิญผู้ก่อตั้งบริษัทในกลุ่มนี้มาร่วมงานจึงมีคุณค่าทั้งในด้านประสบการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ และการเปิดช่องทางความร่วมมือระหว่างตลาดเกาหลีกับตลาดโลก

ภาพรวมดังกล่าวบ่งชี้ว่า เกาหลีใต้กำลังพยายามขยับจากการแข่งขันว่าใครมีโมเดล AI ที่เก่งกว่า ไปสู่การแข่งขันว่าใครนำ AI ไปสร้างผลิตภาพ รายได้ และความได้เปรียบในอุตสาหกรรมได้เร็วกว่า สำหรับประเทศที่มีฐานการผลิตแข็งแรงอย่างเกาหลีใต้ นี่เป็นแนวทางที่สมเหตุผล เพราะจุดแข็งของประเทศไม่ได้อยู่เฉพาะซอฟต์แวร์ แต่ยังครอบคลุมรถยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ เครื่องจักร และระบบการผลิตที่สามารถเป็นสนามทดสอบ AI ได้ทันที

‘Physical AI’ จากโลกดิจิทัลสู่หุ่นยนต์ที่ทำงานในพื้นที่จริง

หนึ่งในคำสำคัญที่สุดของงานปีนี้คือ “Physical AI” หรือ AI ที่ทำงานผ่านอุปกรณ์ในโลกกายภาพ หาก AI แบบที่ผู้บริโภคคุ้นเคยทำหน้าที่สร้างข้อความ วิเคราะห์ข้อมูล หรือผลิตภาพบนหน้าจอ Physical AI จะนำความสามารถในการรับรู้ เรียนรู้ และตัดสินใจไปเชื่อมกับหุ่นยนต์ ยานพาหนะ เครื่องจักร หรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อให้ระบบสามารถเคลื่อนที่และปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมจริง

ความแตกต่างสำคัญคือ ความผิดพลาดของ AI บนหน้าจออาจนำไปสู่คำตอบที่ไม่ถูกต้อง แต่ความผิดพลาดของ AI ที่ควบคุมเครื่องจักรอาจส่งผลต่อความปลอดภัยของคน ทรัพย์สิน และสายการผลิต Physical AI จึงต้องพึ่งทั้งซอฟต์แวร์ เซ็นเซอร์ วิศวกรรมเครื่องกล ระบบควบคุม มาตรฐานความปลอดภัย และข้อมูลจากสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงการฝึกโมเดลด้วยข้อมูลจำนวนมาก

ภายในงาน Hyundai Motor และ Kia Robotics Lab เตรียมนำเสนอ “MobED” แพลตฟอร์มหุ่นยนต์เคลื่อนที่ และ “X-ble Shoulder” หุ่นยนต์อุตสาหกรรมแบบสวมใส่บริเวณไหล่ ผลิตภัณฑ์ทั้งสองแสดงให้เห็นขอบเขตที่กว้างของ Physical AI ด้านหนึ่งคือแพลตฟอร์มที่สามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของหรือรองรับภารกิจในพื้นที่ต่างๆ อีกด้านคืออุปกรณ์ที่ช่วยแบ่งเบาภาระร่างกายของแรงงานในการทำงานที่ต้องยกแขนหรือใช้ไหล่ซ้ำเป็นเวลานาน

สำหรับผู้ชมไทย อุปกรณ์แบบสวมใส่อาจทำให้นึกถึง “ชุดเสริมกำลัง” ในภาพยนตร์วิทยาศาสตร์ แต่เป้าหมายทางอุตสาหกรรมไม่ได้อยู่ที่การทำให้มนุษย์มีพลังเหนือธรรมชาติ หากอยู่ที่การลดความเหนื่อยล้า ลดความเสี่ยงจากการทำงานซ้ำ และช่วยให้คนทำงานร่วมกับเครื่องจักรได้ปลอดภัยขึ้น แนวคิดนี้ต่างจากภาพยนตร์ที่มักเล่าเรื่องหุ่นยนต์มาแทนมนุษย์ เพราะในโรงงานจริง เทคโนโลยีจำนวนมากถูกออกแบบให้เป็นผู้ช่วยของแรงงานมากกว่าจะเข้ามาทดแทนทุกตำแหน่ง

การที่บริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ลงมาพัฒนาแพลตฟอร์มหุ่นยนต์ด้วยตนเอง สะท้อนว่าหุ่นยนต์ไม่ได้ถูกมองเป็นสินค้านอกสายธุรกิจอีกต่อไป ความรู้ด้านการผลิต การเคลื่อนที่ วัสดุ ระบบควบคุม และการออกแบบเพื่อความปลอดภัยสามารถต่อยอดไปสู่เครื่องจักรอัจฉริยะได้ ในทางกลับกัน เทคโนโลยีหุ่นยนต์ก็อาจย้อนกลับไปเพิ่มประสิทธิภาพให้โรงงานและธุรกิจยานยนต์เดิม

นอกเหนือจากบริษัทขนาดใหญ่ ยังมีสตาร์ตอัปเกาหลีและต่างประเทศ 80 บริษัทนำเสนอนวัตกรรม ขณะที่องค์กร 18 แห่งจาก 11 ประเทศ รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ กองทุนร่วมลงทุน และบริษัทด้านคอนเทนต์ จะจัดพื้นที่แสดงผลงานแยกต่างหาก โครงสร้างนี้ช่วยให้เห็นว่า Physical AI ไม่ใช่ตลาดของผู้ผลิตหุ่นยนต์เพียงกลุ่มเดียว แต่เกี่ยวข้องกับผู้ผลิตชิ้นส่วน นักพัฒนาซอฟต์แวร์ บริษัทข้อมูล ผู้ให้บริการคลาวด์ นักลงทุน ตลอดจนองค์กรที่มีปัญหาหน้างานและกำลังมองหาวิธีแก้ไข

จุดตัดระหว่างเทคโนโลยี เงินทุน และตลาดต่างประเทศ

แม้งานประชุมขนาดใหญ่มักได้รับความสนใจจากรายชื่อวิทยากร แต่ส่วนที่อาจสร้างผลทางเศรษฐกิจมากที่สุดของ Try Everything คือการนัดหมายแบบตัวต่อตัว หรือ one-on-one meetup ระหว่างสตาร์ตอัปกับกองทุนร่วมลงทุน ผู้เร่งการเติบโตทางธุรกิจ บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดกลาง และหน่วยงานสนับสนุนการเข้าสู่ตลาดโลก

การพบกันลักษณะนี้ช่วยลดระยะห่างระหว่าง “เทคโนโลยีที่ทำได้” กับ “เทคโนโลยีที่มีคนยอมจ่ายเงินใช้” สตาร์ตอัปจำนวนมากอาจมีวิศวกรและผลิตภัณฑ์ที่ดี แต่ขาดเครือข่ายลูกค้า ความเข้าใจด้านกฎระเบียบ หรือเงินทุนสำหรับขยายกิจการ ในอีกด้าน บริษัทใหญ่มีตลาดและประสบการณ์ แต่การพัฒนานวัตกรรมภายในอาจใช้เวลานาน การจับคู่จึงเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายทดลองทำโครงการร่วมกัน ลงทุน หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเฉพาะ

คำว่า “accelerator” หรือผู้เร่งการเติบโต หมายถึงองค์กรที่ช่วยให้บริษัทเกิดใหม่พัฒนาธุรกิจอย่างรวดเร็ว ผ่านการให้คำปรึกษา เครือข่าย พื้นที่ทำงาน การฝึกนำเสนอ และบางกรณีรวมถึงเงินลงทุน ส่วน “open innovation” หรือการสร้างนวัตกรรมแบบเปิด คือการที่องค์กรไม่พึ่งเฉพาะทีมวิจัยภายใน แต่เปิดรับเทคโนโลยีและความร่วมมือจากสตาร์ตอัป มหาวิทยาลัย หรือพันธมิตรภายนอก

ผู้แทนจากภาครัฐและเมืองต่างประเทศจะเข้าร่วมด้วย อาทิ คริสติน เดวิส รองเลขาธิการกระทรวงพาณิชย์ของรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย สหรัฐฯ และคริสเตียน เยอร์วาน รองนายกเทศมนตรีเมืองทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย การมีหน่วยงานระดับเมืองและรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องสะท้อนว่า การขยายธุรกิจข้ามประเทศไม่ได้จบลงที่การขายสินค้า บริษัทอาจต้องมีพันธมิตรท้องถิ่น เข้าถึงโครงการสนับสนุน เข้าใจกฎหมาย หรือเลือกพื้นที่ตั้งสำนักงานและศูนย์ทดลองที่เหมาะสม

ตัวเลขจากการจัดงานครั้งก่อนช่วยอธิบายว่า เหตุใดกรุงโซลจึงให้น้ำหนักกับการจับคู่ทางธุรกิจ งานปีที่แล้วมีผู้เข้าร่วม 7,729 คน และมีการระดมทุนรวม 180,900 ล้านวอน ตัวเลขดังกล่าวทำให้ความสำเร็จของงานไม่ได้วัดจากจำนวนผู้เดินชมบูธหรือความคึกคักบนสื่อสังคมออนไลน์เท่านั้น แต่รวมถึงความสามารถในการเชื่อมเงินทุนเข้ากับบริษัทที่มีศักยภาพ

อย่างไรก็ตาม ยอดเงินที่ประกาศในงานไม่ควรเป็นตัวชี้วัดเพียงอย่างเดียว สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ ข้อตกลงเหล่านั้นนำไปสู่การลงทุนจริงมากน้อยเพียงใด บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายหรือเข้าสู่ตลาดใหม่ได้หรือไม่ และโครงการทดลองกับบริษัทขนาดใหญ่พัฒนาไปสู่สัญญาระยะยาวหรือไม่ ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี การสาธิตที่น่าตื่นตาอาจเกิดขึ้นภายในไม่กี่นาที แต่การติดตั้งระบบในโรงงานจริงต้องผ่านการทดสอบ ความปลอดภัย งบประมาณ และการยอมรับจากพนักงานหลายระดับ

ความหมายต่อประเทศไทย: จากผู้บริโภคฮันรยูสู่พันธมิตรเทคโนโลยี

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้มีความหมายมากกว่าการแนะนำงานสตาร์ตอัปในกรุงโซล ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีในสายตาคนทั่วไปมักปรากฏผ่านเคป๊อป ซีรีส์ อาหาร เครื่องสำอาง และการท่องเที่ยว แต่เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังมีอีกด้านที่สำคัญ คือฐานการผลิต เทคโนโลยีอุตสาหกรรม และระบบบริษัทขนาดใหญ่ที่ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการรายใหม่ งาน Try Everything จึงเป็นหน้าต่างให้ภาคธุรกิจไทยมองเห็นเกาหลีใต้ในฐานะพันธมิตรด้านนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงประเทศต้นทางของวัฒนธรรมยอดนิยม

ไทยมีฐานอุตสาหกรรมที่ Physical AI สามารถเข้ามามีบทบาทได้หลายประเภท ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ อาหาร โลจิสติกส์ คลังสินค้า การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ เทคโนโลยีหุ่นยนต์เคลื่อนที่อาจเกี่ยวข้องกับการขนส่งภายในโรงงานหรือคลังสินค้า ส่วนอุปกรณ์สวมใส่เพื่อช่วยพยุงร่างกายอาจตอบโจทย์งานที่ต้องใช้แรงซ้ำๆ ประเด็นสำคัญไม่ใช่การนำเข้าหุ่นยนต์ทุกชนิด แต่คือการเลือกใช้เทคโนโลยีให้สอดคล้องกับต้นทุน รูปแบบแรงงาน พื้นที่ทำงาน และมาตรฐานความปลอดภัยของไทย

บริษัทไทยที่ต้องการร่วมมือกับสตาร์ตอัปเกาหลีควรมองไกลกว่าการเป็นผู้ซื้อผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป โอกาสอาจอยู่ในฐานะผู้ให้พื้นที่ทดสอบ ผู้ร่วมพัฒนาโซลูชัน ผู้จัดจำหน่ายในภูมิภาค หรือพันธมิตรที่ช่วยปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับภาษาและพฤติกรรมผู้ใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทคโนโลยีที่ทำงานได้ดีในโรงงานเกาหลีอาจต้องปรับให้เหมาะกับอุณหภูมิ ความชื้น โครงสร้างพื้นฐาน และกระบวนการทำงานในไทย การมีพันธมิตรท้องถิ่นจึงเป็นมากกว่าช่องทางขาย แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาผลิตภัณฑ์

ในทางกลับกัน สตาร์ตอัปไทยสามารถมองเวทีลักษณะนี้เป็นช่องทางเข้าถึงนักลงทุนและองค์กรเกาหลี โดยเฉพาะบริษัทที่มีเทคโนโลยีหรือความเชี่ยวชาญในพื้นที่ซึ่งไทยมีจุดแข็ง เช่น อาหาร เกษตร สุขภาพ การบริการ การท่องเที่ยว และคอนเทนต์ดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดเกาหลีต้องเตรียมทั้งมาตรฐานผลิตภัณฑ์ เอกสารทางธุรกิจ ภาษา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และความเข้าใจวัฒนธรรมการทำงานที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว ความน่าเชื่อถือ และการปฏิบัติตามกำหนดเวลา

ความนิยมของวัฒนธรรมเกาหลีในไทยอาจช่วยลดระยะห่างในระดับผู้บริโภค แต่ไม่สามารถทดแทนความพร้อมทางธุรกิจได้ แฟนคลับที่ติดตามศิลปินหรือซีรีส์เกาหลีอาจคุ้นเคยกับแบรนด์และแพลตฟอร์มจากเกาหลีมากกว่าผู้บริโภคในบางตลาด ทว่าการขายเทคโนโลยีให้โรงงาน โรงพยาบาล หรือองค์กรขนาดใหญ่ต้องใช้หลักฐานด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย บริการหลังการขาย และความสามารถในการเชื่อมต่อกับระบบเดิม มากกว่าพลังของกระแสฮันรยู

หากเปรียบเทียบกับระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทย จุดที่น่าสนใจจากกรุงโซลคือการออกแบบงานให้บริษัทเกิดใหม่ได้พบทั้งทุน ลูกค้า บริษัทขนาดใหญ่ และหน่วยงานต่างประเทศในเวลาเดียวกัน งานเทคโนโลยีในไทยจำนวนไม่น้อยมีทั้งเวทีเสวนาและนิทรรศการอยู่แล้ว แต่บทเรียนที่ควรพิจารณาคือ จะทำอย่างไรให้การจับคู่ธุรกิจมีเป้าหมายชัดเจน มีการคัดเลือกคู่เจรจาที่เหมาะสม และมีระบบติดตามผลหลังจบงาน ไม่ปล่อยให้นามบัตรและบันทึกความร่วมมือหยุดอยู่เพียงวันถ่ายภาพ

สำหรับนักลงทุนไทย การประเมินบริษัท Physical AI ต้องต่างจากการประเมินแอปพลิเคชันทั่วไป บริษัทหุ่นยนต์อาจใช้เงินทุนสูงกว่า มีระยะเวลาทดสอบนานกว่า และต้องผลิตหรือจัดหาฮาร์ดแวร์ แต่หากผ่านการรับรองและเข้าไปอยู่ในกระบวนการหลักของลูกค้าแล้ว ก็อาจสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและมีต้นทุนในการเปลี่ยนระบบสูง นักลงทุนจึงต้องพิจารณาทั้งทีมวิศวกรรม ความสามารถในการผลิต ความปลอดภัย สิทธิบัตร ช่องทางบริการ และรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากลูกค้าอุตสาหกรรม

ในระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ไทยกับเกาหลีใต้มีพื้นฐานการแลกเปลี่ยนด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว การศึกษา และวัฒนธรรมอยู่แล้ว การเชื่อมสตาร์ตอัปและบริษัทเทคโนโลยีสามารถเพิ่มมิติใหม่ให้ความสัมพันธ์ดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมองหาโอกาสในเศรษฐกิจดิจิทัลและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่ต้องจับตาคือ จะมีบริษัทไทยหรือหน่วยงานสนับสนุนของไทยเข้าไปสร้างเครือข่ายกับเวทีในกรุงโซลมากขึ้นหรือไม่ และความร่วมมือจะพัฒนาไปถึงการวิจัย การทดลองใช้ และการลงทุนร่วมกันได้เพียงใด

วัฒนธรรมแฟนคลับช่วยเปิดประตูสู่เทคโนโลยี

Try Everything 2026 ไม่ได้ออกแบบเป็นงานปิดสำหรับนักลงทุนและวิศวกรเท่านั้น กรุงโซลเตรียมพื้นที่พิเศษของ PLAVE วง “เวอร์ชวลไอดอล” ซึ่งทำหน้าที่เป็นทูตประชาสัมพันธ์ของกรุงโซล พร้อมกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วม การนำคอนเทนต์บันเทิงมาอยู่ในเทศกาลเทคโนโลยีสะท้อนวิธีคิดแบบเกาหลีที่เชื่อมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เข้ากับแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างคล่องตัว

เวอร์ชวลไอดอลหมายถึงศิลปินที่ปรากฏต่อสาธารณะผ่านตัวละครดิจิทัล โดยเบื้องหลังยังมีการแสดง เสียงร้อง การสื่อสาร และการผลิตผลงานจากทีมมนุษย์ เทคโนโลยีจับการเคลื่อนไหว กราฟิกแบบเรียลไทม์ และแพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ตัวละครสามารถแสดงคอนเสิร์ต พูดคุย และสร้างความสัมพันธ์กับแฟนคลับได้ รูปแบบนี้อาจดูแปลกสำหรับผู้ที่คุ้นกับศิลปินบนเวทีแบบดั้งเดิม แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตระหว่างโลกจริง เกม และสื่อสังคมออนไลน์ เส้นแบ่งดังกล่าวไม่ได้ชัดเจนเหมือนในอดีต

แฟนชาวไทยคุ้นเคยกับวัฒนธรรมแฟนด้อมเกาหลี ตั้งแต่การซื้ออัลบั้ม สะสมโฟโตการ์ด ทำโปรเจกต์วันเกิด ไปจนถึงการรวมกลุ่มสนับสนุนศิลปิน การใช้ PLAVE เป็นสะพานดึงประชาชนเข้าสู่งาน AI จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มสีสัน แต่เป็นการใช้พลังของชุมชนแฟนคลับทำให้เทคโนโลยีที่ดูซับซ้อนเข้าถึงง่ายขึ้น ผู้เข้าชมอาจเริ่มต้นจากความสนใจในศิลปิน ก่อนจะได้สัมผัสหุ่นยนต์ เรียนรู้ธุรกิจใหม่ หรือเข้าใจบทบาทของ AI ในอุตสาหกรรม

แนวทางนี้มีบทเรียนสำหรับไทยเช่นกัน งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่จำเป็นต้องสื่อสารด้วยศัพท์วิชาการเพียงอย่างเดียว การเชื่อมกับดนตรี เกม ภาพยนตร์ กีฬา หรือครีเอเตอร์สามารถสร้างจุดเริ่มต้นให้ประชาชนสนใจได้ แต่ต้องระวังไม่ให้คนดังกลบสาระหลัก กิจกรรมที่ดีควรพาผู้ชมจากความบันเทิงไปสู่ความเข้าใจ เช่น อธิบายว่าเทคโนโลยีเบื้องหลังตัวละครดิจิทัลทำงานอย่างไร ใช้ข้อมูลประเภทใด และมีประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ ตัวตน หรือแรงงานสร้างสรรค์อย่างไรบ้าง

การแข่งขันของสตาร์ตอัปต้องมีทางไปต่อหลังเวที

อีกส่วนหนึ่งของงานคือการแข่งขัน “Seoul Unicorn Challenge” ซึ่งคัดเลือกสตาร์ตอัป 7 บริษัทเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศในวันที่ 10 มีเงินรางวัลรวม 120 ล้านวอน พร้อมรางวัลจากนายกเทศมนตรีกรุงโซล และโอกาสเชื่อมต่อกับพื้นที่ของ Seoul Startup Hub การรวมเงินรางวัล พื้นที่ทำงาน และเครือข่ายนักลงทุนเข้าด้วยกันแสดงถึงความพยายามทำให้การแข่งขันไม่จบลงเพียงการประกาศผู้ชนะ

การแข่งขันนำเสนอธุรกิจ หรือ pitching เป็นเครื่องมือที่พบได้ทั่วไปในวงการสตาร์ตอัป ผู้ก่อตั้งต้องอธิบายปัญหา วิธีแก้ ตลาด โมเดลรายได้ ทีมงาน และความต้องการเงินทุนภายในเวลาจำกัด ทักษะดังกล่าวจำเป็นต่อการระดมทุน แต่ผู้ชนะบนเวทีไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ชนะในตลาดเสมอไป บริษัทที่เติบโตอย่างยั่งยืนต้องพิสูจน์ว่าสามารถรักษาลูกค้า ควบคุมต้นทุน พัฒนาผลิตภัณฑ์ และรับมือกับคู่แข่งได้

สิ่งที่ทำให้โครงการของกรุงโซลน่าสนใจจึงอยู่ที่การเชื่อมการแข่งขันเข้ากับโครงสร้างสนับสนุนหลังงาน พื้นที่ทำงานและการพบผู้ลงทุนอาจช่วยให้บริษัทเดินหน้าต่อได้เร็วขึ้น แต่ผลลัพธ์ระยะยาวยังขึ้นอยู่กับคุณภาพของการให้คำปรึกษา เงื่อนไขการเข้าร่วม และความสามารถของผู้ก่อตั้งในการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นยอดขายจริง

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ทางการได้ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 8 และยังสามารถลงทะเบียนหน้างานในวันที่ 9-10 ได้ตามข้อมูลจากผู้จัด สำหรับผู้ประกอบการไทยที่พิจารณาเข้าร่วมงานต่างประเทศ ประโยชน์สูงสุดมักเกิดจากการเตรียมนัดหมายล่วงหน้า ศึกษาบริษัทเป้าหมาย และจัดทำข้อมูลภาษาอังกฤษหรือภาษาเกาหลีให้พร้อม มากกว่าการเดินชมงานโดยไม่มีแผน

สิ่งที่ต้องจับตาหลังไฟในงานดับลง

Try Everything 2026 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญสามประการ ประการแรก AI กำลังเคลื่อนจากเครื่องมือสร้างเนื้อหาบนหน้าจอไปสู่ระบบที่ทำงานในพื้นที่จริง ประการที่สอง บริษัทขนาดใหญ่ไม่ได้รอพัฒนาเทคโนโลยีทุกอย่างด้วยตนเอง แต่พยายามเชื่อมต่อกับสตาร์ตอัปและนักวิจัยทั่วโลก ประการที่สาม เมืองกำลังมีบทบาทเป็นผู้จัดระบบนิเวศทางเศรษฐกิจ ด้วยการนำทุน เทคโนโลยี พื้นที่ทดลอง และหน่วยงานต่างประเทศมาพบกัน

คำถามสำคัญหลังจบงานคือ Physical AI จะผ่านจากขั้นสาธิตไปสู่การใช้งานจริงได้เร็วเพียงใด ต้นทุนของหุ่นยนต์จะคุ้มกับผลผลิตที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ และแรงงานจะได้รับการฝึกให้ทำงานร่วมกับระบบใหม่อย่างไร อีกประเด็นคือมาตรฐานความปลอดภัยและความรับผิดชอบ หากเครื่องจักรที่ใช้ AI ตัดสินใจผิดพลาด ใครควรรับผิดระหว่างผู้พัฒนาโมเดล ผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้ติดตั้ง และองค์กรที่นำระบบไปใช้

ด้านเงินทุน ต้องติดตามว่าความสนใจใน AI จะกระจายไปยังบริษัทที่แก้ปัญหาในอุตสาหกรรมจริง หรือยังคงกระจุกตัวในบริษัทที่ใช้คำว่า AI เพื่อดึงดูดนักลงทุน การตรวจสอบลูกค้า รายได้ สิทธิในข้อมูล และความสามารถทางเทคนิคจะสำคัญขึ้น เมื่อทุกบริษัทสามารถนำ AI มาใส่ในเอกสารนำเสนอได้ แต่มีเพียงบางบริษัทที่สร้างความได้เปรียบซึ่งคู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ควรจับตาไม่ใช่ว่าไทยจะสร้างงานเหมือนกรุงโซลได้ใหญ่เพียงใด แต่คือจะสร้างกลไกที่ทำให้เทคโนโลยี เงินทุน และความต้องการของอุตสาหกรรมพบกันอย่างมีประสิทธิภาพได้หรือไม่ หากบริษัทไทยเข้าถึงเทคโนโลยีเกาหลี ขณะที่สตาร์ตอัปเกาหลีใช้ไทยเป็นฐานเรียนรู้ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากการเป็นผู้ซื้อและผู้ขายอาจพัฒนาไปสู่การร่วมออกแบบผลิตภัณฑ์และแบ่งปันตลาด

ท้ายที่สุด ความสำเร็จของ Try Everything 2026 จะไม่ได้อยู่ที่จำนวนหุ่นยนต์บนเวทีหรือรายชื่อวิทยากรระดับโลกเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่จำนวนความร่วมมือที่ดำเนินต่อหลังผู้ร่วมงานเดินออกจาก DDP หากเทคโนโลยีช่วยลดภาระของแรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพให้โรงงาน สร้างธุรกิจใหม่ และเปิดทางให้บริษัทขนาดเล็กเข้าสู่ตลาดโลกได้ งานนี้ก็จะเป็นมากกว่าเทศกาล แต่หากทุกอย่างจบลงพร้อมแสงสีและภาพประชาสัมพันธ์ ก็จะเป็นเพียงอีกงานหนึ่งในปฏิทินเทคโนโลยีที่หมุนผ่านไป

สำหรับผู้ชมไทย ภาพจากกรุงโซลครั้งนี้จึงควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณว่า คลื่นเกาหลีระลอกต่อไปอาจไม่ได้มาเฉพาะในรูปเพลง ซีรีส์ หรือแฟชั่น แต่อาจมาในรูปหุ่นยนต์ ระบบโรงงานอัจฉริยะ และสตาร์ตอัปที่กำลังมองหาพันธมิตรในภูมิภาค คำถามไม่ได้มีเพียงว่าเทคโนโลยีเกาหลีจะเข้ามาในตลาดไทยมากขึ้นหรือไม่ แต่รวมถึงว่าบริษัท นักลงทุน นักพัฒนา และหน่วยงานไทยพร้อมจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของคลื่นลูกใหม่นี้เพียงใด

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น