《The Roundup》 จากหนังอาชญากรรมภาคต่อสู่ปรากฏการณ์สิบล้านคน บทเรียนเกาหลีที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยควรจับตา

《The Roundup》 จากหนังอาชญากรรมภาคต่อสู่ปรากฏการณ์สิบล้านคน บทเรียนเกาหลีที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยควรจับตา

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

มากกว่าความสำเร็จของหนังภาคต่อ

เมื่อ 《The Roundup》 หรือชื่อเกาหลี 《범죄도시2》 เข้าฉายในปี 2565 ภาพที่ปรากฏต่อสายตาผู้ชมอาจดูเป็นสูตรสำเร็จที่คุ้นเคยของหนังอาชญากรรมเกาหลี มีตำรวจร่างใหญ่ผู้ใช้ทั้งกำลังและไหวพริบ มีคนร้ายที่โหดเหี้ยม มีทีมสืบสวนซึ่งเต็มไปด้วยบุคลิกแตกต่างกัน และมีฉากปะทะที่เดินหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อยู่เพียงการทำฉากต่อสู้ให้หนักหน่วงกว่าเดิม หากอยู่ที่ความสามารถในการนำโลกจากภาคแรกกลับมาจัดวางใหม่ จนผู้ชมรู้สึกทั้งคุ้นเคยและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคต่อของ 《The Outlaws》 ซึ่งออกฉายในปี 2560 โดยยังคงให้ มาซอกโด นายตำรวจสายสืบผู้มีพละกำลังเหนือคนทั่วไป เป็นศูนย์กลางของเรื่อง มาดงซอกกลับมารับบทเดิม ขณะที่ อีซังยง ซึ่งเคยทำหน้าที่ผู้ช่วยผู้กำกับในภาคแรก ขยับขึ้นมารับตำแหน่งผู้กำกับเต็มตัว การเปลี่ยนผู้กำกับโดยไม่ทิ้งแกนของตัวละครสำคัญสะท้อนวิธีคิดที่ชัดเจนของทีมสร้าง นั่นคือไม่ได้ต้องการทำซ้ำภาคแรกทุกประการ แต่ต้องการรักษาสิ่งที่ผู้ชมรัก แล้วขยายสนามของเรื่องให้ใหญ่ขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญคือการย้ายภารกิจของตำรวจจากพื้นที่ในกรุงโซลไปสู่ปฏิบัติการติดตามผู้ต้องหาในต่างประเทศ มาซอกโดจึงไม่ได้เผชิญอาชญากรรมในพื้นที่ซึ่งตนคุ้นเคยเท่านั้น แต่ต้องทำงานท่ามกลางข้อจำกัดของพรมแดน ภาษา และอำนาจตามกฎหมาย แนวคิดนี้ช่วยให้ภาคต่อมีเหตุผลในการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนพระเอกหรือทิ้งบุคลิกของชุดสืบสวนเดิม การเดินทางออกนอกเกาหลีจึงไม่ใช่เพียงฉากหลังสวยงาม แต่เป็นกลไกที่ทำให้โลกของแฟรนไชส์กว้างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

ตัวเลขสิบล้านคนหมายถึงอะไรในสังคมเกาหลี

วันที่ 11 มิถุนายน 2565 《The Roundup》 กลายเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 28 ในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่ทำยอดผู้ชมในโรงภาพยนตร์ทะลุสิบล้านคน สำหรับผู้อ่านไทย ตัวเลขนี้อาจต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะเกาหลีใต้นับจำนวนบัตรเข้าชมเป็นจำนวนผู้ชมอย่างเป็นระบบ และใช้คำว่า ภาพยนตร์สิบล้านคน เป็นเสมือนตรารับรองความสำเร็จระดับชาติ เมื่อคำนึงว่าเกาหลีใต้มีประชากรราวหลายสิบล้านคน การขายบัตรได้สิบล้านใบย่อมหมายความว่าภาพยนตร์ได้ก้าวพ้นกลุ่มแฟนเฉพาะทางไปสู่ผู้ชมวงกว้าง ตั้งแต่วัยรุ่น คนทำงาน ไปจนถึงครอบครัว

สถานะดังกล่าวใกล้เคียงกับการที่ภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั้งประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่ในวงการหนังหรือแฟนของนักแสดง ผู้ชมชาวไทยอาจนึกถึงช่วงเวลาที่หนังไทยบางเรื่องสร้างกระแสจนคนพูดถึงพร้อมกันทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพียงแต่ระบบตลาดเกาหลีมีการรายงานจำนวนผู้ชมรายวันอย่างเข้มข้น ตัวเลขสิบล้านจึงถูกใช้เป็นหมุดหมายที่ทั้งสื่อ ผู้จัดจำหน่าย โรงภาพยนตร์ และประชาชนเข้าใจตรงกัน

เส้นทางของ 《The Roundup》 ไปสู่หมุดหมายนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว วันแรกของการฉายทำยอดผู้ชม 467,525 คน ซึ่งในเวลานั้นเป็นตัวเลขเปิดตัวสูงที่สุดของภาพยนตร์เกาหลีในรอบ 882 วัน จากนั้นใช้เวลาเพียง 18 วันผ่านระดับแปดล้านคน และเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายในเกาหลีใต้เรื่องแรกของปี 2565 ที่ทำได้สำเร็จ ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่แค่ยอดรวมสุดท้าย แต่รวมถึงจังหวะการเติบโตที่ต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่ากระแสวันเปิดตัวสามารถเปลี่ยนเป็นคำบอกต่อและการกลับมาของผู้ชมในระยะถัดมาได้จริง

มาซอกโดกับการสร้างพระเอกที่คนดูจำได้ทันที

หัวใจของแฟรนไชส์นี้คือ มาซอกโด ตำรวจสายสืบที่มีบุคลิกตรงไปตรงมา แข็งแรง และพร้อมเข้าปะทะกับอาชญากร แต่ความนิยมของตัวละครไม่ได้มาจากกำลังหมัดเพียงอย่างเดียว มาดงซอกสร้างจังหวะเฉพาะตัวระหว่างความน่าเกรงขามกับอารมณ์ขันแบบหน้าตาย เขาสามารถทำให้ฉากสอบสวนซึ่งควรตึงเครียดกลายเป็นฉากที่ผู้ชมหัวเราะ ก่อนจะเปลี่ยนกลับไปสู่ความรุนแรงในเวลาไม่กี่วินาที ความขัดแย้งของบุคลิกเช่นนี้ทำให้ตัวละครไม่แบนราบเหมือนพระเอกนักบู๊ที่มีหน้าที่เพียงชนะคนร้าย

สำหรับผู้ชมไทย เสน่ห์ดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว วัฒนธรรมการชมภาพยนตร์ไทยคุ้นเคยกับฮีโร่ที่มีมุกตลกแทรกอยู่ระหว่างสถานการณ์จริงจัง ไม่ว่าจะเป็นหนังตำรวจ หนังนักเลง หรือหนังแอ็กชันพื้นบ้าน ความแตกต่างคือ 《The Roundup》 จัดอารมณ์ขันให้เป็นส่วนหนึ่งของอำนาจตัวละคร ไม่ได้แยกฉากตลกออกจากฉากอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด มาซอกโดจึงดูเหมือนคนที่ควบคุมพื้นที่ได้ตลอดเวลา แม้ในช่วงที่เขาพูดเล่นหรือแสดงท่าทีสบายๆ

อีกด้านหนึ่ง ภาพยนตร์เกาหลีประเภทนี้วางตัวตำรวจไว้ในวัฒนธรรมองค์กรที่มีลำดับอาวุโสชัดเจน คำเรียก รุ่นพี่ และ รุ่นน้อง ซึ่งผู้ชมซีรีส์เกาหลีคุ้นหู ไม่ได้บอกอายุเท่านั้น แต่สะท้อนความสัมพันธ์ด้านประสบการณ์ หน้าที่ และความรับผิดชอบภายในทีม มาซอกโดอาจไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในทุกสถานการณ์ แต่ความชำนาญหน้างานทำให้คนรอบข้างยอมรับบทบาทนำ ความสัมพันธ์เช่นนี้มีส่วนคล้ายระบบอาวุโสในองค์กรไทย ผู้ชมชาวไทยจึงเข้าใจแรงเสียดทานระหว่างตำแหน่งทางการกับบารมีจากประสบการณ์ได้ไม่ยาก

การมาถึงของคังแฮซังและพลังของตัวร้ายคนใหม่

ภาคต่อที่ยังคงพระเอกเดิมจำเป็นต้องหาคู่ต่อสู้ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าความเสี่ยงไม่ได้ลดลง 《The Roundup》 เลือก ซนซอกกู มารับบท คังแฮซัง อาชญากรที่กลายเป็นขั้วตรงข้ามของมาซอกโด ความน่ากลัวของตัวละครนี้ไม่ต้องพึ่งภาพลักษณ์โอ่อ่าหรือเครือข่ายองค์กรขนาดใหญ่เสมอไป แต่เกิดจากความคาดเดาไม่ได้ ความเด็ดขาด และการใช้ความรุนแรงโดยไม่ลังเล เมื่อฝั่งตำรวจมีพระเอกที่แข็งแกร่งมาก ฝั่งคนร้ายจึงต้องสร้างความรู้สึกว่าอันตรายสามารถเกิดขึ้นได้ทุกขณะ

การคัดเลือกซนซอกกูยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการวางนักแสดงให้ต่างจากภาพจำของภาคก่อน ไม่จำเป็นต้องสร้างตัวร้ายที่เลียนแบบ จางเฉิน จาก 《The Outlaws》 เพราะการทำเช่นนั้นอาจทำให้ภาคใหม่ดูเหมือนสำเนา ทีมสร้างเลือกเปลี่ยนพลังของความขัดแย้งจากการต่อสู้กับกลุ่มอาชญากรรมในพื้นที่ มาเป็นการติดตามคนร้ายซึ่งเคลื่อนไหวข้ามเขตแดนและทำให้ตำรวจต้องตามแก้สถานการณ์อยู่ตลอด

ผลงานของซนซอกกูได้รับการยอมรับด้วยรางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่จากสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์เกาหลีในปีเดียวกัน นี่เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของระบบดาราเกาหลี ซึ่งนักแสดงอาจทำงานมาแล้วหลายรูปแบบ แต่บทบาทหนึ่งสามารถเปลี่ยนระดับการรับรู้ของสาธารณชนได้อย่างรวดเร็ว เมื่อภาพยนตร์เข้าถึงผู้ชมสิบล้านคน ใบหน้าของตัวร้ายย่อมไม่ได้อยู่แค่ในโรงภาพยนตร์ แต่กระจายไปสู่รายการโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ โฆษณา และบทสนทนาของผู้ชมทั่วประเทศ

ทีมตำรวจที่เปลี่ยนไปโดยยังรักษาความคุ้นเคย

ความสำเร็จของหนังไม่ได้พึ่งเพียงการเผชิญหน้าระหว่างพระเอกกับตัวร้าย ทีมตำรวจจากสถานีคึมชอนยังทำหน้าที่สร้างจังหวะของเรื่อง ชเวกวีฮวากลับมาในบท จอนอิลมัน ขณะที่ พัคจีฮวาน รับบท จางอีซู ตัวละครที่เชื่อมโยงโลกของตำรวจเข้ากับผู้คนชายขอบและพื้นที่สีเทา การกลับมาของคนเหล่านี้ช่วยให้แฟนภาคแรกมีหลักยึด แม้เรื่องราวจะย้ายออกจากพื้นที่เดิม

ขณะเดียวกัน ภายในชุดสืบสวนมีการจัดบทบาทใหม่ โอดงกยุน ซึ่งรับบทโดย ฮอดงวอน ขยับจากตำรวจที่ใช้การวิเคราะห์มาเป็นมือขวาของมาซอกโด ส่วน คังฮงซอก ที่แสดงโดย ฮาจุน เปลี่ยนจากน้องเล็กของทีมมารับหน้าที่ด้านการคิดและประมวลข้อมูลมากขึ้น จองแจกวังเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในบท คิมซังฮุน ผู้รับสถานะน้องเล็กแทน การเปลี่ยนเช่นนี้ทำให้ทีมดูเหมือนองค์กรที่มีชีวิต คนเก่าเติบโตขึ้น คนใหม่เข้ามาเรียนรู้ และหน้าที่ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับภาคแรก

คำว่า น้องเล็ก ในบริบทเกาหลีหรือ มักแน ไม่ได้หมายถึงตัวละครตลกประจำทีมเท่านั้น คนที่อายุน้อยหรือมีประสบการณ์น้อยที่สุดมักต้องเรียนรู้ระเบียบ รับภารกิจสนับสนุน และแสดงความเคารพต่อรุ่นพี่ แต่ในทางการเล่าเรื่อง ตัวละครดังกล่าวเป็นช่องทางให้ผู้ชมรับรู้ข้อมูลไปพร้อมกัน เมื่อมักแนถามหรือทำผิด รุ่นพี่ก็มีโอกาสอธิบายกฎของทีม วิธีทำงาน และอันตรายของคดี โครงสร้างนี้พบได้บ่อยทั้งในซีรีส์ตำรวจ รายการวาไรตี้ และวงการไอดอลเกาหลี จึงเป็นแนวคิดที่แฟนฮันรยูชาวไทยจำนวนมากคุ้นเคยอยู่แล้ว

การเปลี่ยนแปลงเบื้องหลังที่หนังต้องรับมือ

การสร้างภาคต่อไม่ได้เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่ทุกอย่างคงเดิม ฮงกีจุน ผู้เคยรับบท พัคบยองชิก ไม่ได้กลับมาร่วมงาน หลังเกิดกรณีขับรถขณะมึนเมาในเดือนมีนาคม 2563 ทีมสร้างจึงต้องปรับโครงสร้างตัวละครเดิมและเพิ่มสมาชิกใหม่เข้ามาแทน เหตุการณ์นี้สะท้อนมาตรฐานของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีที่ประเด็นพฤติกรรมส่วนตัวของศิลปินสามารถกระทบตารางงาน การคัดเลือกนักแสดง และภาพลักษณ์ของโครงการได้โดยตรง

สำหรับผู้ชมไทย ประเด็นนี้ชวนให้เห็นความแตกต่างด้านแรงกดดันทางสังคมในวงการบันเทิงเกาหลี ข่าวอื้อฉาวไม่ได้จบอยู่ที่การออกมาขอโทษ แต่อาจนำไปสู่การตัดบท ถอนตัว หรือหยุดกิจกรรมอย่างรวดเร็ว เพราะผู้ผลิตต้องประเมินทั้งท่าทีของผู้ชม ผู้ลงโฆษณา สถานีโทรทัศน์ และผู้จัดจำหน่ายพร้อมกัน อย่างไรก็ตาม การปรับทีมใน 《The Roundup》 ไม่ได้ทำให้โครงเรื่องสะดุด ทีมสร้างเลือกใช้โอกาสนี้จัดหน้าที่ของตำรวจใหม่ให้สอดคล้องกับทิศทางของภาคต่อ

อีกชื่อหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์มีความหมายในเชิงความทรงจำคือ นัมมุนชอล ผู้รับบท ชเวชุนแบ นักแสดงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2564 หลังต่อสู้กับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และ 《The Roundup》 กลายเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของเขา เมื่อมองย้อนกลับไป หนังจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องราวแห่งชัยชนะทางรายได้ แต่ยังเป็นบันทึกการทำงานช่วงท้ายของนักแสดงสมทบผู้มีบทบาทต่อวงการเกาหลีด้วย

เวียดนามในฐานะพื้นที่ใหม่ของหนังอาชญากรรมเกาหลี

การใช้เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เล่าเรื่องทำให้ 《The Roundup》 มีความใกล้ชิดกับผู้ชมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าหนังตำรวจที่จำกัดตัวเองอยู่ในโซล ฉากต่างประเทศทำให้ตัวละครเกาหลีต้องออกจากระบบซึ่งตนควบคุมได้ เมื่อตำรวจท้องถิ่นไม่สามารถใช้อำนาจแบบเดียวกับที่บ้านเกิด ทุกการสอบสวนและการจับกุมจึงมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้น แม้หัวใจของหนังยังคงเป็นความแข็งแกร่งของมาซอกโดก็ตาม

สถานที่ถ่ายทำในเวียดนามบางส่วนเคยใช้กับภาพยนตร์เกาหลีเรื่อง 《Deliver Us from Evil》 มาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังทำหน้าที่มากกว่าฉากท่องเที่ยวในสายตาของผู้สร้างเกาหลี ภูมิภาคนี้สามารถเป็นพื้นที่ของหนังอาชญากรรม หนังไล่ล่า และเรื่องราวข้ามพรมแดนได้ ขณะเดียวกัน ความใกล้ทางภูมิศาสตร์ยังทำให้ผู้ชมเกาหลีรู้สึกว่าเหตุการณ์อยู่ไม่ไกลเกินจินตนาการ

อย่างไรก็ดี การนำประเทศเพื่อนบ้านมาเป็นฉากของอาชญากรรมเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง หนังเชิงพาณิชย์มักลดทอนสถานที่ต่างแดนให้เหลือภาพของความวุ่นวาย ความไม่ปลอดภัย หรือพื้นที่หลบซ่อนของคนร้าย ผู้ชมจึงควรแยกแยะระหว่างเวียดนามในฐานะพื้นที่ทางภาพยนตร์กับสังคมเวียดนามจริง การใช้ฉากต่างประเทศที่ดีในอนาคตควรเปิดพื้นที่ให้ตัวละครท้องถิ่นมีบทบาทและมุมมองของตนเอง มากกว่าทำหน้าที่เป็นเพียงพื้นหลังให้ฮีโร่จากเกาหลีแสดงความสามารถ

ความหมายต่อประเทศไทยและตลาดผู้ชมไทย

สำหรับประเทศไทย ความสำเร็จของ 《The Roundup》 มีความหมายมากกว่าการเพิ่มภาพยนตร์เกาหลีอีกหนึ่งเรื่องในรายการรับชม กระแสฮันรยูในไทยเติบโตจากละครโทรทัศน์ เพลงเคป๊อป แฟชั่น อาหาร และเครื่องสำอางมานานแล้ว แต่หนังชุดนี้แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาเกาหลีสามารถสร้างฐานผู้ชมด้วยตัวละครและประเภทภาพยนตร์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งภาพรักโรแมนติก ไอดอล หรือความสวยงามแบบซีรีส์เพียงอย่างเดียว ผู้ชมชาย คนดูหนังแอ็กชัน และผู้ที่ไม่ได้ติดตามวงการบันเทิงเกาหลีอย่างใกล้ชิดก็สามารถเข้าสู่แฟรนไชส์ได้

มาดงซอกเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับตลาดไทย เพราะภาพลักษณ์ของเขาแตกต่างจากพระเอกเกาหลีแบบที่มักปรากฏในโฆษณาหรือซีรีส์โรแมนติก เขามีรูปร่างใหญ่ ใบหน้าดุดัน และใช้การแสดงทางกายภาพเป็นจุดขาย แต่ยังสร้างความเป็นมิตรผ่านอารมณ์ขันได้ การได้รับความนิยมของนักแสดงลักษณะนี้ช่วยขยายความหมายของคำว่า ดาราเกาหลี ในสายตาผู้ชมไทย จากเดิมที่อาจผูกกับความหล่อแบบไอดอล ไปสู่การยอมรับนักแสดงคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์ชัดเจน

ในมุมของบริษัทไทย บทเรียนไม่ได้อยู่ที่การลอกสูตรตำรวจหมัดหนักหรือรีบสร้างหนังภาคต่อจำนวนมาก แต่อยู่ที่การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญาให้ผู้ชมจดจำได้ในระยะยาว 《The Roundup》 รักษาตัวละครหลัก โทนเรื่อง และความสัมพันธ์บางส่วนไว้ ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนผู้กำกับ ตัวร้าย พื้นที่ และบทบาทของสมาชิกในทีม วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงเพราะมีฐานคนดูเดิม แต่ยังเปิดทางให้การตลาดนำเสนอความสดใหม่ได้ ผู้ผลิตไทยซึ่งมีตัวละครยอดนิยมจากหนัง ตลก แอ็กชัน หรือสืบสวนอยู่แล้ว อาจพิจารณาว่าจะทำให้ตัวละครเหล่านั้นเติบโตอย่างไร แทนการนำกลับมาเพียงเพื่ออาศัยชื่อเสียงเก่า

ด้านผู้จัดจำหน่ายและโรงภาพยนตร์ไทย หนังเรื่องนี้ย้ำว่าภาพยนตร์เกาหลีมีศักยภาพเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์นอกเหนือจากกลุ่มแฟนเฉพาะ หากกำหนดรอบฉาย การประชาสัมพันธ์ และคำอธิบายประเภทหนังได้ตรงกลุ่ม ผู้ชมที่ชอบหนังอาชญากรรมฮ่องกง หนังตำรวจไทย หรือภาพยนตร์แอ็กชันฮอลลีวูดอาจเป็นตลาดเดียวกับหนังเกาหลีลักษณะนี้ได้ การสื่อสารจึงไม่ควรจำกัดอยู่ในเพจแฟนเกาหลี แต่ควรเข้าถึงชุมชนคนดูหนังแอ็กชันและผู้ชมทั่วไปด้วย

ในระดับความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี การขยายเรื่องราวของเกาหลีมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้ไทยควรจับตาโอกาสด้านสถานที่ถ่ายทำ บุคลากรเบื้องหลัง งานบริการกองถ่าย และการร่วมผลิต ประเทศไทยมีภูมิประเทศและเมืองที่หลากหลาย รวมถึงทีมงานที่มีประสบการณ์กับการผลิตระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การดึงโครงการจากเกาหลีไม่ควรพิจารณาเพียงรายได้ระยะสั้นจากกองถ่าย สิ่งสำคัญกว่าคือการสร้างโอกาสให้ทีมงานไทยได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านการวางระบบแฟรนไชส์ การออกแบบฉากแอ็กชัน การตัดต่อ และการทำตลาดข้ามประเทศ โดยต้องไม่กล่าวเกินจริงว่าความสำเร็จของหนังเรื่องเดียวจะนำไปสู่ความร่วมมือดังกล่าวโดยอัตโนมัติ

เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย

เกาหลีใต้และไทยต่างมีประวัติการสร้างหนังอาชญากรรมและหนังตำรวจที่ยาวนาน แต่โครงสร้างตลาดมีความแตกต่างสำคัญ เกาหลีพัฒนาเครื่องมือวัดจำนวนผู้ชม ระบบประชาสัมพันธ์ และการแข่งขันในตลาดภายในประเทศจนตัวเลขยอดขายบัตรกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสาธารณะ การผ่านหนึ่งล้าน ห้าล้าน หรือสิบล้านคนเป็นข่าวที่ช่วยเร่งกระแสต่อเนื่อง ขณะที่การพูดถึงความสำเร็จของหนังไทยมักใช้รายได้รวมเป็นหลัก จึงเปรียบเทียบกันตรงๆ ได้ยาก เพราะราคาบัตร จำนวนโรง และรูปแบบการรายงานต่างกัน

สิ่งที่ไทยนำมาศึกษาได้คือการทำให้ข้อมูลตลาดเข้าใจง่ายและตรวจสอบได้ เมื่อผู้ชมรู้ว่าหนังเรื่องใดกำลังเติบโต กระแสทางสังคมสามารถกระตุ้นความอยากมีส่วนร่วมได้ แต่ตัวเลขจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมาพร้อมความเชื่อมั่นในระบบ การสร้างมาตรฐานข้อมูลจึงสำคัญพอๆ กับการสร้างภาพยนตร์ เพราะช่วยให้ผู้ผลิตมองเห็นพฤติกรรมคนดู ผู้ลงทุนประเมินความเสี่ยง และสื่อรายงานแนวโน้มได้แม่นยำขึ้น

อีกประเด็นคือการพัฒนาทีมสร้างในระยะยาว อีซังยงขยับจากผู้ช่วยผู้กำกับภาคแรกมาเป็นผู้กำกับภาคสอง แสดงให้เห็นว่าการทำแฟรนไชส์สามารถเป็นพื้นที่เติบโตของบุคลากร ไม่จำเป็นต้องยึดทุกตำแหน่งไว้กับคนเดิมเสมอ อุตสาหกรรมไทยมีผู้ช่วยผู้กำกับ นักเขียนบท ผู้กำกับคิวบู๊ และทีมเทคนิคที่สะสมประสบการณ์จากหลายโครงการ หากมีระบบส่งต่อความรับผิดชอบและเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้ขึ้นมาเป็นผู้สร้างหลัก ย่อมช่วยให้อุตสาหกรรมเพิ่มจำนวนเสียงและรูปแบบการเล่าเรื่องได้

อย่างไรก็ตาม สูตรภาคต่อไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป หากภาคใหม่ไม่มีเหตุผลในการดำรงอยู่ ผู้ชมย่อมมองเห็นว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากชื่อเดิม 《The Roundup》 ผ่านจุดเสี่ยงนี้ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่ภารกิจ สร้างตัวร้ายใหม่ และจัดทีมตำรวจใหม่ แต่ยังรักษาจังหวะตลกและบุคลิกมาซอกโดไว้ บทเรียนสำหรับหนังไทยจึงเป็นการแยกให้ออกว่าองค์ประกอบใดคือหัวใจซึ่งห้ามสูญเสีย และองค์ประกอบใดควรถูกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้ผู้ชมรู้สึกว่ากำลังจ่ายเงินดูเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้ง

รางวัลที่ยืนยันว่าความสำเร็จไม่ได้มีเพียงยอดขาย

แม้ตัวเลขสิบล้านคนจะเป็นพาดหัวที่โดดเด่นที่สุด แต่เส้นทางรางวัลของภาพยนตร์ช่วยยืนยันว่าองค์ประกอบหลายด้านได้รับการยอมรับ ในเทศกาลภาพยนตร์ชุนซาปี 2565 พัคจีฮวานได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชาย ภาพยนตร์ได้รับรางวัลหนังยอดนิยมที่ผู้ชมเลือก และอีซังยงได้รับรางวัลผู้กำกับหน้าใหม่ ผลลัพธ์นี้สำคัญเพราะแสดงว่าการเปลี่ยนมือผู้กำกับไม่ได้เป็นเพียงการรักษาโครงการให้เดินต่อ แต่กลายเป็นความสำเร็จของผู้กำกับคนใหม่ด้วย

ในรางวัลสมาคมนักวิจารณ์ภาพยนตร์เกาหลีครั้งที่ 42 ซนซอกกูได้รับรางวัลนักแสดงชายหน้าใหม่ และหนังได้รับเลือกให้อยู่ในรายชื่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยมสิบเรื่องแห่งปี ส่วนเวทีบลูดราก้อนครั้งที่ 43 มอบรางวัลด้านจำนวนผู้ชมภาพยนตร์เกาหลีให้แก่อีซังยง พร้อมรางวัลเทคนิคแก่ทีมงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่เทศกาลภาพยนตร์แดจงครั้งที่ 58 มอบรางวัลกำกับภาพแก่ จูซองริม รางวัลขวัญใจผู้ชมสาขานักแสดงชายแก่ พัคจีฮวาน และรางวัลตัดต่อแก่ คิมซอนมิน

การกระจายตัวของรางวัลตั้งแต่การแสดง การกำกับ ภาพ การตัดต่อ ไปจนถึงเทคนิค เป็นเครื่องเตือนใจว่าหนังแอ็กชันที่ดูสนุกและเข้าถึงง่ายไม่ได้เกิดจากพละกำลังของดาราหน้ากล้องเท่านั้น ฉากต่อสู้จะมีน้ำหนักได้ต้องอาศัยการออกแบบท่าทาง มุมกล้อง เสียง จังหวะตัด และการควบคุมพื้นที่ การตัดต่อที่แม่นยำยังช่วยให้ผู้ชมเข้าใจว่าใครอยู่ตรงไหนและกำลังเผชิญอันตรายอย่างไร โดยไม่ทำให้ฉากเร็วเกินจนสับสน

นี่เป็นอีกบทเรียนต่อวงการไทย ซึ่งหลายครั้งการประชาสัมพันธ์หนังมักให้พื้นที่กับนักแสดงนำมากกว่าทีมเทคนิค การยกระดับชื่อของผู้กำกับภาพ ผู้ตัดต่อ และผู้ออกแบบฉากแอ็กชันไม่ใช่เรื่องเฉพาะของรางวัล แต่ช่วยสร้างตลาดแรงงานสร้างสรรค์ เมื่อคนทำงานมีผลงานอ้างอิงและชื่อเสียง พวกเขาสามารถพัฒนามาตรฐาน ต่อรองทรัพยากร และส่งต่อความรู้ให้คนรุ่นใหม่ได้ดีขึ้น

การวางจังหวะระหว่างโรงภาพยนตร์กับการรับชมที่บ้าน

หลังสิ้นสุดช่วงสำคัญในโรงภาพยนตร์ 《The Roundup》 เปิดให้รับชมผ่านระบบวิดีโอตามสั่งหรือ VOD เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2565 ช่วงเวลานี้สะท้อนการบริหารวงจรชีวิตของภาพยนตร์ เริ่มจากการสร้างเหตุการณ์ร่วมในโรง ซึ่งผู้ชมได้หัวเราะและตื่นเต้นพร้อมกัน ก่อนขยายไปสู่ผู้ชมที่ต้องการรับชมที่บ้านหรือย้อนดูรายละเอียด การมีหน้าต่างเผยแพร่หลายแบบช่วยให้เนื้อหาไม่หายไปหลังหมดรอบฉาย

สำหรับตลาดไทย การเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิงทำให้ผู้ชมคุ้นเคยกับการรอชมที่บ้านมากขึ้น ความท้าทายของผู้จัดจำหน่ายคือทำอย่างไรให้คนรู้สึกว่าหนังบางประเภทคุ้มค่ากับการชมบนจอใหญ่ 《The Roundup》 มีข้อได้เปรียบจากฉากต่อสู้ เสียงกระแทก และปฏิกิริยาของผู้ชมร่วมโรง แต่การเข้าสู่ VOD ก็ช่วยสร้างผู้ชมใหม่และทบทวนฐานแฟนก่อนภาคถัดไป การจัดลำดับเช่นนี้สำคัญต่อการสร้างแฟรนไชส์ เพราะแต่ละช่องทางไม่ได้แย่งผู้ชมกันเสมอไป หากสามารถทำหน้าที่คนละช่วงของกระแสได้

สำหรับแฟนคลับชาวไทย การรับชมผ่านแพลตฟอร์มยังช่วยเปิดทางให้ติดตามนักแสดงสมทบและเชื่อมโยงผลงานอื่นของพวกเขาได้ง่ายขึ้น ผู้ชมที่รู้จักซนซอกกูจากซีรีส์อาจย้อนมาดูบทคังแฮซัง ขณะที่คนที่เริ่มจากภาพยนตร์อาจไปค้นหาผลงานโทรทัศน์ของเขาต่อ การไหลเวียนระหว่างภาพยนตร์ ซีรีส์ รายการสัมภาษณ์ และสื่อสังคมออนไลน์คือหนึ่งในจุดแข็งของระบบฮันรยู ซึ่งทำให้ผลงานแต่ละชิ้นช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลงานอื่นในเครือข่ายเดียวกัน

จากความสำเร็จหนึ่งเรื่องสู่การสร้างแฟรนไชส์ต่อเนื่อง

หลังภาคสองประสบความสำเร็จ 《The Roundup: No Way Out》 หรือภาคสาม เข้าฉายเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 ขณะเดียวกัน การเตรียมงานของภาคถัดไปเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาพนิ่งจากภาคสามถูกเปิดเผยหลังการถ่ายทำเสร็จ และทีมงานเดินหน้าสู่การผลิตภาคสี่ที่วางแผนทำงานต่อเนื่อง ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่าภาคสองไม่ได้เป็นเพียงตอนจบของความพยายามสานต่อหนังปี 2560 แต่กลายเป็นสะพานที่เปลี่ยนชุดเรื่องให้มีสถานะเป็นแฟรนไชส์เต็มตัว

การสร้างต่อเนื่องเช่นนี้ต้องมีการวางแผนมากกว่าการรอผลรายได้แล้วค่อยเริ่มทุกอย่างใหม่ หากเว้นช่วงนานเกินไป นักแสดงอาจมีตารางงานชนกัน ทีมงานกระจายไปยังโครงการอื่น และความสนใจของผู้ชมลดลง แต่การผลิตเร็วเกินไปก็มีความเสี่ยงด้านคุณภาพ ความท้าทายจึงอยู่ที่การสร้างระบบซึ่งสามารถรักษามาตรฐาน ขณะเดียวกันก็เปลี่ยนคู่ต่อสู้ สถานการณ์ และพื้นที่ให้มากพอที่จะทำให้แต่ละภาคมีบุคลิกของตนเอง

ในบริบทไทย แฟรนไชส์ที่ยืนระยะได้ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทำรายได้จากชื่อเดิม แต่เป็นระบบบ่มเพาะคนทำงานและขยายจักรวาลของตัวละคร ภาคต่ออาจเปิดโอกาสให้นักแสดงสมทบเด่นขึ้น ผู้กำกับคนใหม่เข้ามาตีความ หรือทีมเทคนิคทดลองวิธีนำเสนอใหม่ เช่นเดียวกับที่อีซังยงได้รับโอกาสกำกับ และตัวละครในสถานีตำรวจถูกเลื่อนบทบาทตามประสบการณ์ หากผู้ชมเห็นการเติบโตเช่นนี้ ความผูกพันย่อมเกิดจากการติดตามชีวิตของโลกในเรื่อง ไม่ใช่เพียงการรอฉากขายซ้ำๆ

สิ่งที่ต้องจับตาหลังยุคสิบล้านคน

เมื่อย้อนมอง 《The Roundup》 ในวันนี้ คำถามสำคัญไม่ใช่เพียงเหตุใดหนังจึงขายบัตรได้สิบล้านใบ แต่คือความสำเร็จนั้นเปลี่ยนความคาดหวังของผู้ชมอย่างไร หลังภาคสองพิสูจน์ว่าสูตรมาซอกโดสามารถย้ายสถานที่ เปลี่ยนตัวร้าย และเปลี่ยนผู้กำกับได้ ภาคต่อทุกเรื่องย่อมเผชิญแรงกดดันให้ขยายขนาดมากขึ้น แต่ขนาดที่ใหญ่กว่าไม่ได้รับประกันความสดใหม่ สิ่งที่ต้องจับตาคือแฟรนไชส์จะรักษาอารมณ์ขัน ความกระชับ และพลังของตัวละครไว้ได้หรือไม่ โดยไม่ทำให้มาซอกโดกลายเป็นฮีโร่ที่ไร้ความเสี่ยงจนผู้ชมหมดความลุ้น

อีกประเด็นคือการนำพื้นที่ต่างประเทศมาใช้ หากหนังเกาหลีขยายเรื่องราวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น ผู้สร้างจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อภาพแทนของประเทศเจ้าบ้าน การร่วมงานกับนักแสดงและทีมงานท้องถิ่นอย่างมีความหมายจะช่วยให้ฉากต่างประเทศมีชีวิตกว่าการใช้ภาพเมืองเป็นสัญลักษณ์ของอันตรายเพียงด้านเดียว สำหรับไทย นี่เป็นทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและโอกาสในการต่อรองว่าประเทศจะปรากฏบนจออย่างไร หากมีโครงการเกาหลีเข้ามาถ่ายทำในอนาคต

สุดท้าย ความสำเร็จของ 《The Roundup》 บอกเราว่าฮันรยูไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความแปลกใหม่ของวัฒนธรรมเกาหลีเพียงอย่างเดียว แต่เติบโตจากระบบที่รู้จักพัฒนาสิ่งคุ้นเคยให้กลับมามีพลัง หนังเรื่องนี้มีตำรวจรุ่นพี่รุ่นน้อง มีพระเอกซึ่งผู้ชมจำบุคลิกได้ มีตัวร้ายที่สร้างแรงกดดัน และมีจังหวะตลกแบบเข้าถึงง่าย สิ่งเหล่านี้เป็นภาษาสากลของหนังบันเทิง แต่ถูกจัดวางผ่านวัฒนธรรมองค์กรเกาหลีและระบบการผลิตที่จริงจัง

สำหรับผู้ชมไทย 《The Roundup》 จึงควรถูกมองพร้อมกันสองระดับ ระดับแรกคือภาพยนตร์อาชญากรรมแอ็กชันที่ดูสนุกโดยไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดทุกอย่างจากภาคก่อน ระดับที่สองคือกรณีศึกษาของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนหนังยอดนิยมหนึ่งเรื่องให้เป็นทรัพย์สินทางวัฒนธรรมระยะยาว สถิติผู้ชมสิบล้านคนทำให้ชื่อของหนังถูกบันทึกไว้ แต่การเติบโตของผู้กำกับ นักแสดงสมทบ ทีมเทคนิค และโครงการภาคต่อคือสิ่งที่ทำให้ความสำเร็จนั้นส่งผลไกลกว่าวันประกาศยอดขายบัตร และเป็นเหตุผลที่ทั้งแฟนเกาหลี บริษัทสื่อไทย ผู้สร้างภาพยนตร์ และผู้ลงทุนควรติดตามว่าแฟรนไชส์นี้จะเดินไปทางใดต่อจากนี้

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น