ปรากฏการณ์ ‘Odyssey’ ทะลุ 10 ล้านคนในเกาหลีใต้ เมื่อมหากาพย์ 3,000 ปีชนะใจผู้ชมยุคสตรีมมิง และส่งสัญญาณถึงตลาดหนังไทย

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
หนังยาวเกือบ 3 ชั่วโมงที่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ
ความสำเร็จของภาพยนตร์เรื่อง ‘Odyssey’ ผลงานใหม่ของคริสโตเฟอร์ โนแลน กำลังตอกย้ำลักษณะเฉพาะของตลาดภาพยนตร์เกาหลีใต้อีกครั้ง หลังผู้จัดจำหน่ายยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เปิดเผยว่า ภาพยนตร์ทำยอดผู้ชมสะสมผ่านหลัก 10 ล้านคนในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ของวันที่ 6 หรือเพียง 33 วันหลังเข้าฉายเมื่อวันที่ 5 ของเดือนก่อนหน้า นับเป็นภาพยนตร์เรื่องที่สองของปีที่เดินทางถึงหลักสำคัญนี้ ต่อจาก ‘The Man Who Lives with the King’ ของผู้กำกับชาง ฮังจุน
ในเกาหลีใต้ คำว่า ‘หนังสิบล้าน’ หรือภาพยนตร์ที่มีผู้ชมเกิน 10 ล้านคน ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขรายได้สำหรับใช้ประชาสัมพันธ์ แต่มีความหมายใกล้เคียงกับสถานะปรากฏการณ์ทางสังคม เพราะจำนวนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนที่สูงเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ หนังที่ไปถึงจุดนี้จึงมักหลุดออกจากวงสนทนาของคอภาพยนตร์ แล้วกลายเป็นหัวข้อร่วมในครอบครัว ที่ทำงาน โรงเรียน และสื่อกระแสหลัก คล้ายกับช่วงที่ภาพยนตร์ไทยบางเรื่องสร้างกระแสจนผู้ชมต่างวัยพากันเข้าโรง ไม่ใช่เฉพาะกลุ่มแฟนประจำ
‘Odyssey’ เป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 35 ในประวัติศาสตร์บ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีใต้ที่มียอดผู้ชมถึง 10 ล้านคน เมื่อนับรวมทั้งหนังเกาหลีและหนังต่างประเทศ หากพิจารณาเฉพาะภาพยนตร์ต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นหนังต่างชาติเรื่องแรกในรอบประมาณ 4 ปีนับจาก ‘Avatar: The Way of Water’ ที่ผ่านหลักดังกล่าว และเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศลำดับที่ 10 ที่ทำได้ ต่อจากผลงานซึ่งเคยครองใจผู้ชมเกาหลีอย่าง ‘Avatar’ ‘Interstellar’ ‘Bohemian Rhapsody’ ‘Aladdin’ และ ‘Frozen 2’
สิ่งที่ทำให้สถิตินี้โดดเด่นยิ่งขึ้นคือ ‘Odyssey’ ครองอันดับหนึ่งบ็อกซ์ออฟฟิศเกาหลีใต้ทุกวันนับตั้งแต่เปิดตัวจนถึงวันที่ 6 โดยไม่มีวันใดหลุดจากตำแหน่ง หนังแตะหนึ่งล้านคนในวันที่สี่ ผ่านห้าล้านคนในวันที่ 13 และแตะแปดล้านคนในวันที่ 24 กลายเป็นภาพยนตร์ประจำปีที่เพิ่มจำนวนผู้ชมได้เร็วที่สุดตามข้อมูลในรายงานต้นทาง จังหวะดังกล่าวสะท้อนว่าแรงเปิดตัวไม่ได้จบลงในช่วงสุดสัปดาห์แรก แต่พัฒนาเป็นกระแสระยะยาวตลอดกว่าหนึ่งเดือน
เหตุใดคริสโตเฟอร์ โนแลนจึงมีฐานผู้ชมแข็งแรงในเกาหลีใต้
สถิติครั้งนี้ทำให้โนแลนมีภาพยนตร์ที่ทำยอดผู้ชมเกิน 10 ล้านคนในเกาหลีใต้เป็นเรื่องที่สอง ต่อจาก ‘Interstellar’ เขาจึงเป็นผู้กำกับต่างชาติกลุ่มเล็กที่มีผลงานอย่างน้อยสองเรื่องผ่านหลักสิบล้าน ร่วมกับแอนโธนีและโจ รุสโซ, เจมส์ คาเมรอน ตลอดจนคริส บัก และเจนนิเฟอร์ ลี อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างสำคัญคือผลงานของผู้กำกับรายอื่นในกลุ่มนี้เชื่อมโยงอยู่ในแฟรนไชส์หรือชุดภาพยนตร์เดียวกัน ขณะที่ ‘Interstellar’ กับ ‘Odyssey’ เป็นเรื่องเล่าคนละโลก ทำให้โนแลนเป็นผู้กำกับต่างชาติคนแรกที่มีหนังซึ่งไม่ใช่ภาคต่อหรือซีรีส์เดียวกันแตะสิบล้านคนถึงสองเรื่องในตลาดเกาหลี
ความสำเร็จเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากชื่อเสียงของผู้กำกับเพียงลำพัง แต่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมการดูภาพยนตร์ของเกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ในโรงมาอย่างยาวนาน เครือข่ายโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ ระบบจองที่นั่งผ่านโทรศัพท์มือถือ และการติดตามอันดับบ็อกซ์ออฟฟิศแบบรายวัน ทำให้การชมหนังเป็นทั้งกิจกรรมพักผ่อนและกิจกรรมทางสังคม ขณะเดียวกัน ผู้ชมเกาหลีจำนวนหนึ่งมองชื่อของโนแลนเสมือนเครื่องหมายรับรองว่า ภาพยนตร์เรื่องนั้นควรถูกดูบนจอใหญ่ก่อนจะไปอยู่ในแพลตฟอร์มที่บ้าน
ทั้ง ‘Interstellar’ และ ‘Odyssey’ ไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ออกแบบตามสูตรความบันเทิงสั้น กระชับ และรับชมง่าย เรื่องแรกพูดถึงอวกาศ เวลา ความสัมพันธ์ในครอบครัว และความอยู่รอดของมนุษยชาติ ส่วนเรื่องหลังนำมหากาพย์กรีกอายุราว 3,000 ปีมาสร้างเป็นภาพยนตร์ความยาว 172 นาที แต่ข้อจำกัดที่อาจทำให้ผู้ชมบางตลาดลังเล กลับถูกเปลี่ยนเป็นจุดขายในเกาหลีใต้ หนังยาวและมีความซับซ้อนไม่ได้ถูกมองว่าเป็นภาระเสมอไป หากผู้ชมเชื่อว่าความยาวนั้นแลกมาด้วยภาพ เสียง รายละเอียด และคำถามทางความคิดที่หาไม่ได้จากคอนเทนต์ทั่วไป
นี่คือทุนทางชื่อเสียงที่โนแลนสะสมมาเป็นเวลานาน ผู้ชมไม่ได้ซื้อตั๋วเพียงเพื่อดูว่าเรื่องราวจะจบอย่างไร แต่ซื้อความมั่นใจว่าจะได้เผชิญงานภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นสำหรับโรงโดยเฉพาะ เมื่อชื่อผู้กำกับกลายเป็นแบรนด์ การประชาสัมพันธ์จึงไม่จำเป็นต้องอธิบายเนื้อเรื่องทุกส่วน ผู้ชมจำนวนมากพร้อมเข้าโรงเพราะต้องการร่วมประสบการณ์และร่วมวงสนทนากับสังคม
จากมหากาพย์กรีกสู่ความทรงจำร่วมของคนเอเชีย
ต้นทางของภาพยนตร์คือ ‘Odyssey’ หรือ ‘โอดิสซีย์’ มหากาพย์ที่เชื่อกันว่าโฮเมอร์ประพันธ์ขึ้นราวศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล เรื่องราวติดตามโอดิสเซียส กษัตริย์แห่งอิธากา หลังช่วยฝ่ายกรีกเอาชนะสงครามกรุงทรอยซึ่งยืดเยื้อ 10 ปี เขาต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านอีก 10 ปี ระหว่างทางต้องเผชิญทั้งพายุ เทพเจ้า อสูร สิ่งล่อลวง และผลของการตัดสินใจของตนเอง
สำหรับผู้ชมไทย ชื่อ ‘โอดิสซีย์’ อาจฟังดูเป็นวรรณกรรมตะวันตกที่อยู่ไกลตัว แต่ส่วนประกอบจำนวนมากคุ้นเคยผ่านบทเรียน หนังสือเยาวชน การ์ตูน เกม และภาพยนตร์ฮอลลีวูดมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสงครามกรุงทรอย ม้าไม้เมืองทรอย เทพีอธีนา ยักษ์ตาเดียวไซคลอปส์ หรือไซเรนผู้ใช้เสียงเพลงล่อลวงนักเดินเรือ ความคุ้นเคยดังกล่าวคล้ายกับการที่คนไทยรู้จักตัวละครจากรามเกียรติ์ แม้ไม่เคยอ่านบทพระราชนิพนธ์ครบทุกตอน เพราะภาพจำถูกส่งต่อผ่านแบบเรียน โขน จิตรกรรมฝาผนัง ละครโทรทัศน์ และวัฒนธรรมร่วมสมัย
ในเกาหลีใต้ รากฐานของความคุ้นเคยมีตัวอย่างชัดเจนจากหนังสือการ์ตูนความรู้ชุด ‘Greek and Roman Mythology in Comics’ ซึ่งเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2000 และทำยอดขายสะสมมากกว่า 10 ล้านเล่ม เด็กและวัยรุ่นที่อ่านหนังสือชุดนี้ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 21 ได้เติบโตเป็นผู้ชมวัยทำงานและเป็นกำลังซื้อหลักของตลาดภาพยนตร์ในปัจจุบัน เมื่อเรื่องราวจากวัยเด็กกลับมาในรูปแบบภาพยนตร์ขนาดใหญ่ จึงมีทั้งความรู้สึกคุ้นเคย ความอยากเห็นจินตนาการเดิมถูกทำให้มีชีวิต และแรงดึงดูดจากเทคโนโลยีการถ่ายทำยุคใหม่
ข้อมูลจากเครือโรงภาพยนตร์ CGV ระบุว่า ผู้ชม ‘Odyssey’ กระจายตัวในหลายช่วงวัย โดยกลุ่มอายุ 20 และ 30 ปีรวมกันคิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ชมทั้งหมด ผู้จัดจำหน่ายวิเคราะห์ว่า ความทรงจำของคนที่เติบโตในทศวรรษ 1990 และเคยเรียนรู้ชื่อเทพเจ้าหรือการผจญภัยของวีรบุรุษ มีส่วนเปลี่ยนความสนใจให้เป็นการซื้อตั๋ว อย่างไรก็ดี ปัจจัยด้านความทรงจำไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นความคิดถึงอดีตเพียงอย่างเดียว เพราะผู้ชมเหล่านี้ยังต้องการเห็นว่าเรื่องเก่าจะถูกตีความใหม่ให้สอดคล้องกับสายตาของคนร่วมสมัยอย่างไร
ผู้ชมรู้ตอนจบแล้ว เหตุใดยังยอมซื้อตั๋ว
ความท้าทายของการสร้าง ‘Odyssey’ คือเรื่องราวหลักมีอายุหลายพันปีและได้รับการเล่าซ้ำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ผู้ชมจำนวนหนึ่งรู้ว่าโอดิสเซียสต้องพบยักษ์โพลีฟีมัส ต้องผ่านเสียงของไซเรน และเผชิญแม่มดเซอร์ซีผู้เปลี่ยนมนุษย์เป็นสุกร ดังนั้น การขายภาพยนตร์ด้วยคำถามว่าใครจะรอดหรือเรื่องจะจบอย่างไร อาจไม่เพียงพอ
คำตอบของภาพยนตร์อยู่ที่การเปลี่ยน ‘เรื่องที่รู้จัก’ ให้เป็น ‘โลกที่ต้องไปเห็น’ รายงานระบุว่าโนแลนถ่ายทอดการเดินเรือ สงครามกรุงทรอย และการเผชิญหน้าระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตในตำนานโดยพยายามลดการพึ่งพาคอมพิวเตอร์กราฟิก เพื่อสร้างสัมผัสของวัตถุ สถานที่ และขนาดที่จับต้องได้ วิธีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางที่ผู้กำกับใช้ในผลงานก่อนหน้า ซึ่งนิยมสร้างฉากจริง ใช้เทคนิคกายภาพ และออกแบบภาพให้เกิดผลสูงสุดบนจอขนาดใหญ่
เหตุผลที่ผู้ชมเข้าโรงจึงไม่ใช่เพราะต้องการทราบข้อมูลใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเผชิญภาพที่ไม่สามารถรับรู้ได้เต็มที่ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ โทรทัศน์ หรือคลิปสั้นบนสื่อสังคมออนไลน์ การรู้ปลายทางไม่ได้ทำลายความน่าตื่นเต้น หากคุณค่าหลักอยู่ที่การเดินทาง เปรียบได้กับผู้ชมไทยที่ยังไปดูโขนตอนศึกสำคัญ แม้ทราบอยู่แล้วว่าตัวละครฝ่ายใดชนะ เพราะความงามของเครื่องแต่งกาย ดนตรี ท่ารำ ฉาก และฝีมือของผู้แสดงคือหัวใจของประสบการณ์
ปรากฏการณ์นี้ชี้ว่าคอนเทนต์เก่าไม่จำเป็นต้องล้าสมัย อายุของเรื่องเล่าอาจกลายเป็นข้อได้เปรียบ เพราะมีฐานการรับรู้และความหมายสะสมอยู่ก่อนแล้ว สิ่งที่ผู้สร้างต้องเพิ่มเติมคือมุมมองร่วมสมัย ภาษาภาพที่แตกต่าง และเหตุผลหนักแน่นพอให้ผู้ชมออกจากบ้าน ในยุคที่เรื่องเล่านับไม่ถ้วนพร้อมเปิดดูทันที การทำให้คนรู้สึกว่า ‘ต้องเห็นกับตา’ อาจสำคัญกว่าการพยายามปิดบังตอนจบ
ไอแมกซ์เปลี่ยนโรงหนังจากสถานที่ฉายเป็นจุดหมาย
แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งของ ‘Odyssey’ คือการถูกนำเสนอในฐานะภาพยนตร์สำหรับจอพิเศษ หนังมีความยาว 172 นาที และตามข้อมูลในรายงาน เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ถ่ายทำตลอดทั้งเรื่องด้วยกล้องฟิล์มไอแมกซ์ การสื่อสารจุดขายนี้ทำให้รูปแบบการฉายไม่ใช่เพียงตัวเลือกตอนซื้อตั๋ว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวผลงาน
ข้อมูลจากระบบรวบรวมยอดจำหน่ายบัตรของเกาหลีใต้ระบุว่า จนถึงวันที่ 5 มีผู้ชม ‘Odyssey’ ในโรงไอแมกซ์ประมาณ 1.102 ล้านคน สูงกว่าสถิติราว 929,000 คนของ ‘Avatar: The Way of Water’ และเป็นจำนวนผู้ชมไอแมกซ์สูงที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศ ณ ช่วงเวลาที่เก็บข้อมูล จากยอดผู้ชมรวมประมาณ 9.768 ล้านคนในขณะนั้น ผู้ชมไอแมกซ์คิดเป็นสัดส่วน 11.3%
ตัวเลขนี้มีความหมายมากกว่าความนิยมในเทคโนโลยี เพราะสะท้อนว่าผู้ชมยอมจ่ายเพิ่มและวางแผนล่วงหน้าเพื่อประสบการณ์ที่มองว่าทดแทนไม่ได้ โรงภาพยนตร์จึงไม่ได้แข่งขันกับแพลตฟอร์มสตรีมมิงด้วยจำนวนเรื่องหรือความสะดวก แต่แข่งขันด้วยขนาดจอ ระบบเสียง คุณภาพของภาพ และบรรยากาศการรับชมร่วมกับคนอื่น หนังบางเรื่องอาจดูได้บนทุกอุปกรณ์ แต่ผู้ชมเชื่อว่ามีเพียงบางสถานที่เท่านั้นที่ทำให้ประสบการณ์สมบูรณ์
ความต้องการดังกล่าวยังนำไปสู่การดูซ้ำ อัตราผู้ชมที่ดู ‘Odyssey’ อย่างน้อยสองครั้งอยู่ที่ 6.3% สูงกว่าคู่แข่งที่อ้างถึงในรายงาน ได้แก่ ‘Spider-Man: Brand New Day’ ที่ 4.8% และ ‘Hope’ ที่ 4.6% ยอดจองล่วงหน้าซึ่งอยู่ในระดับกว่า 500,000 ใบช่วงเช้าวันเปิดฉาย เพิ่มเป็นมากกว่าหนึ่งล้านใบในสัปดาห์ที่สอง และยังสูงกว่า 700,000 ใบในสัปดาห์ที่สาม ภาพรวมบ่งชี้ว่าผู้ชมบางส่วนอาจเริ่มจากโรงปกติแล้วกลับไปเก็บประสบการณ์ในโรงพิเศษ หรือเลือกดูซ้ำเพื่อพิจารณารายละเอียดทางภาพและเสียง
ความหมายต่อตลาดไทย แฟนคลับ และธุรกิจโรงภาพยนตร์
สำหรับประเทศไทย บทเรียนจากเกาหลีใต้ไม่ได้หมายความว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องที่ประสบความสำเร็จในกรุงโซลจะสร้างตัวเลขในกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น หรือหาดใหญ่ได้ในรูปแบบเดียวกัน โครงสร้างประชากร ราคาบัตร จำนวนโรง กำลังซื้อ พฤติกรรมการเดินทาง และระบบรายงานรายได้ของสองประเทศแตกต่างกัน อีกทั้งแหล่งข่าวไม่ได้ให้ข้อมูลผลการฉายในไทย จึงยังไม่อาจสรุปความต้องการของผู้ชมชาวไทยจากยอดสิบล้านคนในเกาหลีโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้มีนัยต่อผู้ประกอบการไทยอย่างน้อยในเชิงกลยุทธ์ เพราะตลาดไทยมีโรงภาพยนตร์พรีเมียมและผู้ชมที่คุ้นเคยกับการเลือกประเภทโรงตามลักษณะของหนังอยู่แล้ว ภาพยนตร์ซึ่งประกาศชัดว่าถ่ายทำเพื่อจอขนาดใหญ่ เปิดโอกาสให้โรงภาพยนตร์ขาย ‘โอกาสพิเศษ’ แทนการขายที่นั่งเพียงหนึ่งรอบ การจัดรอบในระบบภาพและเสียงระดับสูง การสื่อสารอัตราส่วนภาพ การอธิบายเทคนิคการถ่ายทำ ตลอดจนกิจกรรมสำหรับผู้ชมที่ต้องการดูซ้ำ สามารถเพิ่มคุณค่าให้การออกไปชมภาพยนตร์โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคาบัตรเพียงอย่างเดียว
ฐานแฟนภาพยนตร์ในไทยยังมีลักษณะเชื่อมโยงกันผ่านเพจรีวิว กลุ่มสนทนา มหาวิทยาลัย ร้านหนังสือ ชมรมภาพยนตร์ และคอมมูนิตี้ออนไลน์ เมื่อหนังของผู้กำกับชื่อดังเข้าฉาย บทสนทนามักขยายจากการให้คะแนนไปสู่คำถามเรื่องรูปแบบฟิล์ม ลำดับเวลาของเรื่อง เสียงประกอบ หรือโรงที่เหมาะสม กระแสเช่นนี้มีส่วนสร้างแรงดูซ้ำและทำให้การเลือกโรงกลายเป็นข้อมูลสำคัญพอ ๆ กับการเลือกวันฉาย บริษัทโรงภาพยนตร์และผู้จัดจำหน่ายในไทยจึงควรมองแฟนคลับไม่ใช่เพียงกลุ่มที่ช่วยประชาสัมพันธ์ฟรี แต่เป็นผู้ชมที่ต้องการข้อมูลถูกต้อง ตารางฉายชัดเจน และประสบการณ์สอดคล้องกับคำโฆษณา
ในมิติความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี เรื่องนี้ยังเปิดให้เห็นว่ากระแสวัฒนธรรมระหว่างสองประเทศไม่ได้เดินทางผ่านเคป๊อป ซีรีส์ หรือภาพยนตร์เกาหลีเท่านั้น เกาหลีใต้ยังทำหน้าที่เป็นตลาดชี้วัดสำคัญของภาพยนตร์โลก ผู้ชมไทยซึ่งติดตามสื่อเกาหลีและชุมชนแฟนคลับย่อมรับรู้กระแสบ็อกซ์ออฟฟิศจากเกาหลีได้อย่างรวดเร็ว เมื่อหนังเรื่องหนึ่งกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่นั่น ข่าว รีวิว และคอนเทนต์เบื้องหลังสามารถย้อนกลับมากระตุ้นความสนใจในไทยได้ แม้ตัวหนังจะไม่ใช่ผลงานเกาหลีก็ตาม นี่คืออิทธิพลทางอ้อมของระบบสื่อและวัฒนธรรมแฟนด้อมเกาหลีที่มีต่อการตัดสินใจบริโภคคอนเทนต์ของคนไทย
ภาคธุรกิจไทยยังอาจมองเห็นโอกาสเชื่อมโยงหลายด้าน ตั้งแต่สำนักพิมพ์ที่นำวรรณกรรมคลาสสิกกลับมาจัดพิมพ์ ร้านหนังสือที่จัดมุมอ่านก่อนดูหนัง สถาบันการศึกษาที่ใช้กระแสภาพยนตร์ชวนพูดคุยเรื่องตำนาน ประวัติศาสตร์ และการดัดแปลง ไปจนถึงผู้ผลิตสินค้าและกิจกรรมสำหรับแฟนภาพยนตร์ ทั้งหมดนี้ควรอยู่บนฐานของสิทธิที่ถูกต้องและข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงการเกาะกระแสระยะสั้น
สิ่งที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องเลียนแบบ
บทเรียนสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมไทยไม่ใช่การรีบสร้างหนังยาวสามชั่วโมงหรือใช้ตำนานขนาดใหญ่ตามโนแลน แต่คือการตั้งคำถามว่า เรื่องเล่าชนิดใดมีทั้งความคุ้นเคยและศักยภาพในการตีความใหม่ ไทยมีคลังวรรณกรรม นิทานพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เรื่องเล่าผี ความเชื่อเกี่ยวกับป่า แม่น้ำ ทะเล และเมืองโบราณจำนวนมาก ทรัพยากรเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องถูกสร้างเป็นมหากาพย์ทุนสูงทุกครั้ง แต่ควรได้รับการพัฒนาโดยเข้าใจแก่นเดิม พร้อมหาภาษาภาพยนตร์ที่คนรุ่นปัจจุบันรู้สึกเชื่อมโยง
ตัวอย่างใกล้ตัวคือเรื่องจากรามเกียรติ์ พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน หรือผีพื้นบ้านที่ผู้ชมรู้จักตอนสำคัญอยู่แล้ว การที่คนดูรู้โครงเรื่องไม่ใช่อุปสรรค หากผู้สร้างมีการตีความเฉพาะตัวและสามารถสร้างเหตุผลให้ผู้ชมอยากสัมผัสผลงานในโรง จุดแข็งอาจอยู่ที่งานศิลป์ ดนตรี การแสดง ภาษา หรือการออกแบบโลก ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่เทคนิคพิเศษราคาแพง
ขณะเดียวกัน ความสำเร็จของ ‘Odyssey’ เตือนว่าการลงทุนด้านการผลิตต้องสัมพันธ์กับระบบฉายและการตลาด หากภาพยนตร์วางตัวเป็นประสบการณ์จอใหญ่ ผู้สร้าง ผู้จัดจำหน่าย และโรงภาพยนตร์ต้องสื่อสารไปในทิศทางเดียวกัน ตั้งแต่ตัวอย่างหนัง คุณภาพไฟล์ฉาย ระบบเสียง จำนวนรอบ ไปจนถึงการดูแลผู้ชมในวันที่มีความต้องการสูง ความผิดหวังเพียงจุดเดียวอาจทำลายคำสัญญาว่าโรงภาพยนตร์ให้สิ่งที่บ้านให้ไม่ได้
ภาพยนตร์ไทยยังสามารถศึกษาแนวคิดเรื่อง ‘ผู้ชมข้ามรุ่น’ จากกรณีนี้ เด็กที่รู้จักตำนานผ่านหนังสือหรือการ์ตูนในวันนี้อาจกลายเป็นผู้ซื้อตั๋วหลักในอีกสิบหรือยี่สิบปีข้างหน้า การสร้างระบบนิเวศเรื่องเล่าจึงไม่ควรรอจนมีภาพยนตร์ออกฉาย แต่เริ่มได้จากหนังสือ ภาพประกอบ แอนิเมชัน เกม นิทรรศการ และการศึกษา เมื่อทรัพย์สินทางวัฒนธรรมมีชีวิตในหลายสื่อ ภาพยนตร์ย่อมไม่ต้องเริ่มสร้างการรับรู้จากศูนย์
ชัยชนะของโรงภาพยนตร์ หรือข้อยกเว้นของหนังระดับอีเวนต์
การที่หนังเรื่องหนึ่งทะลุ 10 ล้านคนไม่ได้แปลว่าธุรกิจโรงภาพยนตร์พ้นจากแรงกดดันของสตรีมมิง ค่าครองชีพ และพฤติกรรมรับชมที่เปลี่ยนไป ตรงกันข้าม ความสำเร็จของ ‘Odyssey’ อาจชี้ให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างหนังที่ผู้ชมยอมรอดูที่บ้านกับหนังที่ต้องรีบไปดูในโรงกำลังชัดขึ้น ภาพยนตร์ระดับกลางซึ่งไม่มีจุดขายด้านประสบการณ์อาจเผชิญการแข่งขันหนักกว่าเดิม ขณะที่หนังขนาดใหญ่ถูกผลักให้เป็นงานอีเวนต์เต็มรูปแบบ
คำถามต่อจากนี้คือสูตรดังกล่าวจะใช้ได้กับผู้กำกับและภาพยนตร์กี่ประเภท โนแลนมีฐานแฟนทั่วโลก มีนักแสดงอย่างแมตต์ เดมอน, แอนน์ แฮททาเวย์, ทอม ฮอลแลนด์, ชาร์ลิซ เธอรอน, โรเบิร์ต แพตทินสัน และเซนเดยา รวมถึงมีมหากาพย์ที่เป็นที่รู้จักในระดับสากล เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดมารวมกัน ความเสี่ยงย่อมต่างจากหนังต้นฉบับที่ไม่มีชื่อผู้กำกับหรือดาราช่วยเปิดประตู
ในอีกด้านหนึ่ง ความสำเร็จนี้พิสูจน์ว่าความยาวและความซับซ้อนไม่ใช่ศัตรูของตลาดโดยอัตโนมัติ ผู้ชมพร้อมทุ่มเวลา หากมองว่าเนื้อหาและรูปแบบคุ้มค่า ปัจจัยชี้ขาดจึงไม่ใช่คำถามว่าคนยุคนี้มีสมาธิสั้นลงหรือไม่ แต่เป็นคำถามว่าผลงานสามารถทำให้เวลาสามชั่วโมงมีความหมายเพียงใด ข้อสรุปนี้สำคัญต่อทั้งผู้สร้างเกาหลี ไทย และตลาดอื่นในเอเชีย ซึ่งมักถูกกดดันให้ลดความเสี่ยงด้วยสูตรเรื่องที่คุ้นเคยและความยาวที่จัดรอบฉายง่าย
สิ่งที่ต้องจับตาหลังตัวเลขสิบล้าน
ประเด็นแรกที่ต้องติดตามคือแรงส่งหลังผ่านหลักสิบล้านจะยืนระยะได้อีกนานเพียงใด การครองอันดับหนึ่งติดต่อกันทุกวันเป็นสัญญาณแข็งแรง แต่การแข่งขันจากภาพยนตร์ใหม่ จำนวนรอบในโรงพิเศษ และกระแสปากต่อปากหลังกลุ่มแฟนหลักเข้าชมแล้ว จะเป็นตัวกำหนดเพดานสุดท้ายของยอดผู้ชม
ประเด็นที่สองคือพฤติกรรมดูซ้ำและสัดส่วนรายได้จากโรงพรีเมียม หากผู้ชมยังยอมซื้อตั๋วราคาสูงเพื่อชมในระบบที่แตกต่างกัน ความสำเร็จนี้อาจเร่งให้สตูดิโอและโรงภาพยนตร์ลงทุนกับหนังที่ออกแบบเพื่อจอใหญ่เพิ่มขึ้น แต่หากปรากฏการณ์จำกัดอยู่เฉพาะผลงานของผู้กำกับไม่กี่ราย ธุรกิจต้องระวังไม่ตีความข้อยกเว้นเป็นสูตรสากล
ประเด็นสุดท้ายคือการกลับมาของวรรณกรรมคลาสสิกในอุตสาหกรรมบันเทิงร่วมสมัย ‘Odyssey’ แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าอายุ 3,000 ปีสามารถกลับมาอยู่กลางวัฒนธรรมป๊อปได้ หากการดัดแปลงเชื่อมความรู้เดิมของผู้ชมเข้ากับเทคโนโลยีและภาษาภาพใหม่ สำหรับไทย นี่ไม่ใช่คำเชิญให้เดินตามฮอลลีวูด แต่เป็นโอกาสทบทวนว่าเรื่องใดในคลังวัฒนธรรมของเรายังมีคำถามร่วมสมัยซ่อนอยู่ และจะเล่าอย่างไรโดยไม่ลดทอนความซับซ้อนของต้นฉบับ
ท้ายที่สุด ตัวเลขสิบล้านในเกาหลีใต้ไม่ใช่เพียงชัยชนะของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง หากเป็นภาพสะท้อนของความสัมพันธ์ระหว่างความทรงจำ เทคโนโลยี ชื่อเสียงของผู้สร้าง และวัฒนธรรมการออกไปชมหนัง ผู้ชมไม่ได้ปฏิเสธเรื่องเก่า ไม่ได้ปฏิเสธหนังยาว และไม่ได้ละทิ้งโรงภาพยนตร์โดยสิ้นเชิง สิ่งที่พวกเขาปฏิเสธมากขึ้นคือประสบการณ์ที่ไม่มีความแตกต่าง เมื่อมหากาพย์จากโลกโบราณได้รับการนำเสนอในรูปแบบที่ทำให้คนรู้สึกว่าต้องออกจากบ้านไปเห็นด้วยตาตนเอง เรื่องเล่าอายุหลายพันปีก็ยังสามารถกลายเป็นข่าวใหญ่ของวันนี้ และอาจส่งแรงสะเทือนมาถึงวิธีคิดของตลาดภาพยนตร์ไทยในวันข้างหน้า
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น