ตลาด DeFi เกาหลีจับตากระแสค่าธรรมเนียมบล็อกเชน อีเธอเรียม-โซลานายังนำ ขณะที่เกมมิฟายและโครงการใหม่ดึงความสนใจ

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
ค่าธรรมเนียม DeFi รายสัปดาห์สะท้อนการแข่งขันรอบใหม่ในโลกบล็อกเชน
ตลาดการเงินแบบกระจายศูนย์ หรือ DeFi (Decentralized Finance) กำลังเข้าสู่ช่วงที่ผู้ใช้งานไม่ได้มองเพียงราคาสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงบนเครือข่ายมากขึ้น หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญคือค่าธรรมเนียมที่โครงการต่าง ๆ สามารถสร้างได้ ซึ่งสะท้อนปริมาณการใช้งานของแพลตฟอร์มในช่วงเวลาหนึ่ง
ข้อมูลจาก DeFiLlama ระบุว่า ในรอบ 7 วันที่ผ่านมา Tether ผู้ออกเหรียญ Stablecoin อย่าง USDT ยังคงเป็นโครงการที่มีค่าธรรมเนียมสูงสุด โดยทำได้ 117.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4% จากสัปดาห์ก่อน ขณะที่ Circle ผู้ออก USDC อยู่ในอันดับสองด้วยค่าธรรมเนียม 41 ล้านดอลลาร์ แม้ลดลง 11%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวมีความแตกต่างจากโครงการ DeFi ทั่วไป เนื่องจากผู้ให้บริการ Stablecoin รายใหญ่มีโครงสร้างรายได้บางส่วนที่อยู่นอกเครือข่ายบล็อกเชนโดยตรง ทำให้การเปรียบเทียบกับแพลตฟอร์มซื้อขายหรือแอปพลิเคชัน DeFi ต้องพิจารณาบริบทเพิ่มเติม
Ethereum และ Solana ยังคงเป็นศูนย์กลางกิจกรรม DeFi
เมื่อพิจารณาเฉพาะค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นบนเครือข่ายบล็อกเชน Ethereum และ Solana ยังคงเป็นสองระบบนิเวศหลักที่มีการใช้งานสูง โดย Ethereum มีค่าธรรมเนียมในช่วง 24 ชั่วโมงประมาณ 15 ล้านดอลลาร์ และ Solana อยู่ในระดับเดียวกัน
ในช่วง 30 วัน Solana มีค่าธรรมเนียมสะสมประมาณ 446 ล้านดอลลาร์ สูงกว่า Ethereum ที่อยู่ที่ประมาณ 343.5 ล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นว่ากิจกรรมบน Solana ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากแอปพลิเคชันใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล เกมบล็อกเชน และแพลตฟอร์มเปิดตัวโทเคน
สำหรับผู้ใช้งานไทยที่ติดตามตลาดคริปโต ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าการจัดอันดับ เพราะค่าธรรมเนียมสะท้อนว่าผู้คนกำลังใช้งานระบบจริงหรือไม่ คล้ายกับการดูจำนวนผู้โดยสารของรถไฟฟ้าหรือจำนวนผู้ใช้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล มากกว่าดูเพียงมูลค่าบริษัทจากกระแสตลาด
HASHCATS และ LaunchLab จุดกระแสเกมมิฟายกับโครงการเปิดตัวโทเคน
หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจจากตลาดคือการเติบโตของโครงการหน้าใหม่ โดยเฉพาะ HASHCATS บน Robinhood Chain ซึ่งเป็นโครงการประเภท Gamified Mining หรือการทำเหมืองแบบผสมผสานกับระบบเกม โดยค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นจาก 0 ดอลลาร์เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ภายในช่วง 7 วัน
แนวคิด Gamified Mining เป็นการนำกลไกจากเกม เช่น ภารกิจ คะแนนสะสม หรือการแข่งขัน มาผสมกับกิจกรรมด้านบล็อกเชน เพื่อทำให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงระบบได้ง่ายขึ้น แนวโน้มนี้คล้ายกับช่วงที่แอปพลิเคชันสะสมแต้มและเกมมือถือได้รับความนิยมในเอเชีย เพราะพยายามเปลี่ยนกิจกรรมทางการเงินให้มีประสบการณ์แบบเกมมากขึ้น
อีกโครงการที่เติบโตโดดเด่นคือ LaunchLab บน Solana ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสำหรับเปิดตัวโทเคนใหม่ ค่าธรรมเนียมเพิ่มจาก 887,000 ดอลลาร์เป็น 1.8 ล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 98% ในหนึ่งสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลมักเตือนว่า การเพิ่มขึ้นของค่าธรรมเนียมในช่วงสั้นไม่ได้หมายความว่าโครงการนั้นจะมีความมั่นคงในระยะยาว โดยเฉพาะโครงการเกิดใหม่ที่อาจมีความผันผวนสูง
ตลาดไทยกับกระแส DeFi เกาหลี: โอกาสของนักพัฒนาและผู้ใช้งานในประเทศ
สำหรับประเทศไทย ความเคลื่อนไหวของตลาด DeFi ในเกาหลีใต้เป็นอีกภาพสะท้อนของการแข่งขันด้านเทคโนโลยีการเงินดิจิทัลในเอเชีย เกาหลีใต้มีฐานผู้ใช้งานคริปโตที่มีความสนใจสูง และบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากยังคงพัฒนาบริการเกี่ยวกับบล็อกเชน เกมดิจิทัล และสินทรัพย์เสมือน
ตลาดไทยเองมีผู้ใช้งานคริปโตและนักพัฒนาบล็อกเชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มการเงินดิจิทัล ระบบชำระเงิน และแอปพลิเคชันที่เชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล การเติบโตของโครงการอย่าง HASHCATS หรือ LaunchLab แสดงให้เห็นว่าตลาดไม่ได้แข่งขันกันเฉพาะเรื่องเหรียญ แต่แข่งขันกันเรื่องประสบการณ์ผู้ใช้และรูปแบบบริการใหม่
ในมุมความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี ภาคเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศมีความเชื่อมโยงผ่านการลงทุน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และชุมชนนักพัฒนาดิจิทัล แม้ข้อมูลค่าธรรมเนียม DeFi ชุดนี้ไม่ได้ระบุถึงบริษัทไทยโดยตรง แต่แนวโน้มของแพลตฟอร์มการเงินแบบกระจายศูนย์อาจเป็นกรณีศึกษาสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการพัฒนาบริการ Web3
เมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย แนวคิดการนำเกมมาเชื่อมกับบริการทางการเงินอาจเป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะประเทศไทยมีฐานอุตสาหกรรมเกมและคอมมูนิตี้ออนไลน์ขนาดใหญ่ การผสมผสานระหว่างเกม เศรษฐกิจดิจิทัล และบล็อกเชนอาจเป็นพื้นที่ที่นักพัฒนาไทยสามารถศึกษาแนวทางจากตลาดเกาหลีและภูมิภาคอื่น ๆ
ตัวเลขค่าธรรมเนียมไม่ได้หมายถึงความปลอดภัย นักลงทุนต้องดูหลายปัจจัย
ข้อมูล DeFiLlama ยังแสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างค่าธรรมเนียมและรายได้จริงของโปรโตคอล ตัวอย่างเช่น Pons V2 บน Robinhood Chain มีค่าธรรมเนียม 32.6 ล้านดอลลาร์ แต่รายได้ที่ตกเป็นของโปรโตคอลและผู้ถือโทเคนอยู่ที่ 5.2 ล้านดอลลาร์เท่านั้น
ความแตกต่างนี้เกิดจากโครงสร้างการแบ่งรายได้ของแต่ละแพลตฟอร์ม นักลงทุนจึงไม่ควรมองเพียงตัวเลขค่าธรรมเนียมสูงสุด แต่ควรพิจารณาปัจจัยอื่น เช่น จำนวนผู้ใช้งานจริง ความปลอดภัยของระบบ ทีมพัฒนา และรูปแบบเศรษฐกิจของโทเคน
ในกลุ่ม Decentralized Exchange หรือ DEX อย่าง Uniswap V4 ค่าธรรมเนียมลดลง 45% เหลือ 25.7 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ PumpSwap บน Solana ลดลง 13% เหลือ 19.3 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมในตลาด DeFi สามารถเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามกระแสผู้ใช้งาน
ทิศทางต่อไปของ DeFi เอเชีย: จากการเก็งกำไรสู่ระบบนิเวศบริการดิจิทัล
แนวโน้มล่าสุดสะท้อนว่าตลาด DeFi กำลังขยายจากยุคแรกที่เน้นการซื้อขายและการเก็งกำไร ไปสู่บริการที่หลากหลายมากขึ้น ตั้งแต่เกมบนบล็อกเชน แพลตฟอร์มเปิดตัวโทเคน การให้กู้ยืม ไปจนถึงตลาดคาดการณ์
Polymarket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มตลาดคาดการณ์ มีค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น 21% ในช่วง 7 วัน อยู่ที่ 11.8 ล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าบริการรูปแบบใหม่ยังสามารถดึงดูดผู้ใช้งานได้ แม้ตลาดจะมีการแข่งขันสูง
สำหรับผู้ติดตามเทคโนโลยีในไทย บทเรียนสำคัญจากข้อมูลชุดนี้คือ การเติบโตของบล็อกเชนไม่ได้วัดจากราคาสินทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูการใช้งานจริงของระบบนิเวศด้วย โครงการที่สามารถสร้างประสบการณ์ใหม่และดึงผู้ใช้เข้ามาอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขค่าธรรมเนียมเป็นเพียงข้อมูลเชิงสถิติ ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน และการเติบโตในระยะสั้นไม่ได้รับประกันความสำเร็จในอนาคต นักลงทุนและผู้พัฒนาควรประเมินข้อมูลหลายด้านควบคู่กันก่อนตัดสินใจ
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น