อีจุนและภารกิจกรุงเฮก: เมื่อจักรวรรดิเกาหลีพยายามส่งเสียงท่ามกลางระเบียบโลกที่ไม่เท่าเทียม

อีจุนและภารกิจกรุงเฮก: เมื่อจักรวรรดิเกาหลีพยายามส่งเสียงท่ามกลางระเบียบโลกที่ไม่เท่าเทียม

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

ชื่อของอีจุนในความทรงจำทางประวัติศาสตร์เกาหลี

สำหรับผู้ติดตามวัฒนธรรมเกาหลีในประเทศไทย ชื่อของบุคคลสำคัญจากอดีตมักปรากฏผ่านซีรีส์ย้อนยุค ภาพยนตร์ พิพิธภัณฑ์ หรือบทสนทนาเรื่องอัตลักษณ์ของชาติ แต่เรื่องราวของ อีจุน หรือ 李儁 ซึ่งมีชีวิตระหว่างปี 1859 ถึง 1907 แตกต่างจากภาพวีรบุรุษในละครพีเรียดที่คนไทยคุ้นเคย เขาไม่ได้ถูกจดจำจากการเป็นกษัตริย์ แม่ทัพ หรือนักปราชญ์ผู้สร้างสิ่งประดิษฐ์ หากได้รับการยกย่องจากบทบาททางการทูตในช่วงเวลาที่จักรวรรดิเกาหลีกำลังสูญเสียอำนาจอธิปไตยอย่างรวดเร็ว

อีจุนเป็นที่รู้จักมากที่สุดในฐานะหนึ่งในคณะทูตลับที่จักรพรรดิโกจงส่งไปยังกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อปี 1907 เพื่อพยายามชี้แจงต่อประชาคมระหว่างประเทศว่า สนธิสัญญาอึลซาปี 1905 ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นควบคุมกิจการต่างประเทศของเกาหลีนั้นไม่ชอบธรรม ภารกิจดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนดุลอำนาจในเวลานั้นได้ แต่อีจุนและคณะได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความพยายามรักษาสิทธิของรัฐด้วยเครื่องมือทางการทูต ในยุคที่กฎหมายระหว่างประเทศถูกกล่าวถึงมากขึ้น แต่การเมืองระหว่างมหาอำนาจยังเป็นตัวกำหนดว่าเสียงของประเทศใดจะได้รับการรับฟัง

การทำความเข้าใจอีจุนจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่คำอธิบายสั้น ๆ ว่าเขาเป็นวีรบุรุษผู้เดินทางไปกรุงเฮก สิ่งสำคัญกว่าคือการพิจารณาว่า เหตุใดจักรวรรดิเกาหลีจึงต้องส่งผู้แทนอย่างลับ ๆ เหตุใดเวทีนานาชาติจึงไม่เปิดพื้นที่ให้คณะทูตอย่างเต็มที่ และเหตุใดความพยายามที่ไม่บรรลุเป้าหมายในเชิงนโยบายจึงยังมีพลังในความทรงจำของสังคมเกาหลีมากกว่าหนึ่งศตวรรษต่อมา

จากราชวงศ์โชซอนสู่จักรวรรดิเกาหลี

บริบทพื้นฐานที่ผู้อ่านไทยควรรู้คือ จักรวรรดิเกาหลี หรือ แทฮันเจกุก ไม่ใช่ชื่อเรียกเกาหลีตลอดช่วงราชวงศ์โชซอน แต่เป็นรัฐที่ประกาศขึ้นในปี 1897 ภายใต้จักรพรรดิโกจง หลังเอเชียตะวันออกเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากการขยายตัวของจักรวรรดินิยม การแข่งขันระหว่างญี่ปุ่น จีน และรัสเซีย ตลอดจนแรงกดดันจากชาติตะวันตก การเปลี่ยนสถานะจากราชอาณาจักรโชซอนมาเป็นจักรวรรดิเป็นความพยายามประกาศว่าเกาหลีเป็นรัฐเอกราชและมีฐานะเท่าเทียมกับจักรวรรดิอื่น มิใช่รัฐที่อยู่ใต้ระเบียบแบบเดิมของภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม การประกาศสถานะไม่ได้หมายความว่าเกาหลีจะมีอำนาจต่อรองเพียงพอโดยอัตโนมัติ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 คาบสมุทรเกาหลีกลายเป็นพื้นที่แข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ ญี่ปุ่นซึ่งเร่งสร้างรัฐสมัยใหม่หลังการปฏิรูปเมจิ ขยายบทบาททางทหารและการเมืองในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง หลังชัยชนะในสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น อิทธิพลของญี่ปุ่นเหนือเกาหลียิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่พื้นที่สำหรับการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นอิสระของรัฐบาลเกาหลีลดลงอย่างรวดเร็ว

หากเปรียบเทียบกับภาพที่คนไทยคุ้นเคยจากประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งไทยและเกาหลีต่างต้องรับมือกับระเบียบโลกที่มหาอำนาจตะวันตกและจักรวรรดิที่กำลังเติบโตเป็นผู้กำหนดกติกา แต่ผลลัพธ์ของทั้งสองประเทศแตกต่างกันอย่างมาก สยามใช้การทูต การปรับปรุงระบบราชการ การเจรจา และการยอมเสียผลประโยชน์บางส่วนเพื่อประคองเอกราชไว้ ขณะที่เกาหลีอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจหลายฝ่ายและถูกญี่ปุ่นลดทอนอำนาจอธิปไตย ก่อนถูกผนวกอย่างเป็นทางการในปี 1910 การเปรียบเทียบนี้ไม่ควรนำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ว่าประเทศหนึ่งเก่งกว่าอีกประเทศหนึ่ง เพราะเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ โครงสร้างอำนาจ และแรงกดดันที่แต่ละรัฐเผชิญไม่เหมือนกัน

สนธิสัญญาอึลซาและการสูญเสียเสียงทางการทูต

หัวใจของเรื่องอยู่ที่สนธิสัญญาอึลซา ซึ่งมีชื่อเรียกในภาษาเกาหลีว่า อึลซานึกยัก คำว่า อึลซา มาจากระบบเรียกปีแบบดั้งเดิมและหมายถึงปี 1905 ส่วนคำว่า นึกยัก สื่อถึงข้อตกลงที่ถูกบีบบังคับ จึงสะท้อนจุดยืนของสังคมเกาหลีว่าเอกสารนี้ไม่ใช่สนธิสัญญาที่เกิดจากความยินยอมอย่างเสรี หลังการลงนาม ญี่ปุ่นเข้าควบคุมกิจการต่างประเทศของจักรวรรดิเกาหลี และจัดตั้งระบบผู้สำเร็จราชการหรือสำนักงานตัวแทนญี่ปุ่นที่มีอำนาจแทรกแซงกิจการของเกาหลีอย่างกว้างขวาง

ผลกระทบสำคัญคือ เกาหลีแทบไม่สามารถสื่อสารกับโลกภายนอกในนามของตนเองได้อย่างอิสระ เมื่อสิทธิในการดำเนินนโยบายต่างประเทศถูกจำกัด รัฐก็สูญเสียช่องทางสำคัญในการสร้างพันธมิตร ประท้วงการแทรกแซง หรือขอการรับรองจากประเทศอื่น จักรพรรดิโกจงไม่ยอมรับความชอบธรรมของข้อตกลงดังกล่าว และพยายามใช้ช่องทางต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่าเกาหลีถูกบังคับ ภารกิจกรุงเฮกจึงเป็นความพยายามฝ่ากำแพงทางการทูตที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้น

สำหรับคนรุ่นปัจจุบัน อาจดูแปลกที่การส่งจดหมายหรือผู้แทนไปประชุมระหว่างประเทศจะกลายเป็นเรื่องอันตราย แต่ในเวลานั้น การยอมรับว่าใครมีสิทธิเป็นตัวแทนของรัฐเป็นประเด็นทางอำนาจโดยตรง หากคณะของอีจุนได้รับสถานะผู้แทนอย่างเป็นทางการ ก็เท่ากับประชาคมระหว่างประเทศยอมรับว่าเกาหลียังมีความสามารถดำเนินการทางการทูตด้วยตนเอง ตรงกันข้าม หากคณะถูกปฏิเสธ ญี่ปุ่นก็สามารถอ้างได้ว่าเรื่องของเกาหลีอยู่ภายใต้โครงสร้างที่ตนควบคุมแล้ว การต่อสู้จึงไม่ได้อยู่เพียงในสนามรบ แต่อยู่ที่โต๊ะประชุม หนังสือรับรอง รายชื่อผู้แทน และสิทธิในการกล่าวถ้อยแถลงด้วย

ภารกิจที่กรุงเฮกและข้อจำกัดของเวทีระหว่างประเทศ

ในปี 1907 จักรพรรดิโกจงส่งผู้แทนสามคน ได้แก่ อีซังซอล อีจุน และอีวีจง ไปยังการประชุมสันติภาพที่กรุงเฮก การประชุมดังกล่าวเป็นเวทีที่นานาประเทศหารือเรื่องกติกาสงคราม การระงับข้อพิพาท และหลักปฏิบัติระหว่างรัฐ ในทางสัญลักษณ์ นี่จึงดูเป็นสถานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเกาหลีที่จะร้องขอความเป็นธรรม คณะผู้แทนต้องการเปิดเผยว่าการจำกัดอำนาจของเกาหลีเกิดจากการบังคับ และต้องการนำเสียงของจักรวรรดิเกาหลีกลับเข้าสู่พื้นที่การทูตระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม คณะทูตไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมในฐานะผู้แทนอย่างเป็นทางการได้ สถานการณ์นี้สะท้อนช่องว่างระหว่างอุดมคติของการประชุมสันติภาพกับความเป็นจริงทางการเมือง แม้เวทีระหว่างประเทศจะพูดถึงกฎหมายและกระบวนการแก้ไขข้อพิพาท แต่การยอมรับสถานะผู้แทนยังขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ของรัฐมหาอำนาจและความสัมพันธ์ที่มีต่อญี่ปุ่น ประเทศต่าง ๆ ในเวลานั้นไม่ได้พร้อมเผชิญหน้ากับญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนเกาหลี

คณะผู้แทนพยายามสื่อสารกับผู้เข้าร่วมและสื่อมวลชนนอกห้องประชุม อีวีจงซึ่งมีทักษะด้านภาษาต่างประเทศมีบทบาทในการอธิบายจุดยืนของเกาหลี ส่วนอีจุนกลายเป็นบุคคลที่ได้รับการจดจำมากที่สุดคนหนึ่งจากภารกิจนี้ เพราะเขาเสียชีวิตที่กรุงเฮกในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ การเสียชีวิตของเขาถูกเล่าขานในสังคมเกาหลีหลายรูปแบบ บางเรื่องเล่ายกระดับให้เป็นภาพการสละชีวิตเพื่อชาติ ขณะที่นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยให้ความสำคัญกับหลักฐานและเตือนว่ารายละเอียดบางส่วนในความทรงจำสาธารณะอาจไม่ตรงกัน สิ่งที่ยืนยันได้คือ เขาเสียชีวิตในปี 1907 ระหว่างภารกิจ และการจากไปนั้นทำให้ชื่อของเขาผูกติดกับชะตากรรมของประเทศอย่างถาวร

ญี่ปุ่นใช้เหตุการณ์ส่งทูตเป็นเหตุผลกดดันจักรพรรดิโกจงให้สละราชสมบัติในเวลาต่อมา ภารกิจที่กรุงเฮกจึงไม่ได้เพียงล้มเหลวในการทำให้การประชุมรับรองข้อเรียกร้อง แต่ยังตามมาด้วยแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศที่รุนแรงขึ้น เหตุการณ์นี้เตือนว่า การทูตของประเทศเล็กหรือประเทศที่กำลังสูญเสียอำนาจอธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นในพื้นที่เป็นกลาง ทุกการเคลื่อนไหวอาจมีต้นทุน และหลักการระหว่างประเทศจะมีผลได้เพียงใดขึ้นอยู่กับว่าใครมีอำนาจสนับสนุนหลักการนั้น

เหตุใดอีจุนจึงสำคัญ แม้ภารกิจไม่บรรลุผล

หากวัดความสำเร็จจากผลลัพธ์ทันที ภารกิจของอีจุนไม่อาจทำให้สนธิสัญญาอึลซาถูกยกเลิก ไม่สามารถหยุดการแทรกแซงของญี่ปุ่น และไม่อาจขัดขวางการผนวกเกาหลีในอีกสามปีต่อมา แต่ประวัติศาสตร์ไม่ได้จดจำเฉพาะผู้ที่ชนะเท่านั้น การกระทำของอีจุนมีความหมายเพราะแสดงให้เห็นว่า รัฐเกาหลีไม่ได้ยอมรับการสูญเสียอำนาจอธิปไตยโดยไม่มีการคัดค้าน และมีผู้พยายามใช้ภาษาของกฎหมาย การทูต และความชอบธรรมต่อสู้กับโครงสร้างอำนาจที่เหนือกว่า

ความทรงจำเกี่ยวกับอีจุนจึงทำหน้าที่อย่างน้อยสองระดับ ระดับแรกคือการยืนยันข้อเท็จจริงทางการเมืองว่า จักรพรรดิโกจงและผู้แทนเกาหลีพยายามแจ้งต่อโลกว่าข้อตกลงปี 1905 ไม่ได้เกิดจากความสมัครใจ ระดับที่สองคือการสร้างแบบอย่างทางศีลธรรม อีจุนถูกมองว่าเป็นผู้ทำหน้าที่เพื่อประเทศแม้รู้ว่าโอกาสสำเร็จมีจำกัด แนวคิดเช่นนี้สอดคล้องกับวัฒนธรรมการรำลึกบุคคลผู้เสียสละเพื่อเอกราช ซึ่งมีพื้นที่สำคัญในพิพิธภัณฑ์ หนังสือเรียน และพิธีรำลึกของเกาหลีใต้

สำหรับผู้ชมชาวไทยที่รู้จักประวัติศาสตร์เกาหลีผ่านซีรีส์ ควรแยกประเภทของเรื่องเล่าออกจากกัน ซีรีส์ย้อนยุคจำนวนมากอยู่ในยุคโชซอนตอนต้นหรือช่วงกลาง เน้นความขัดแย้งในวัง ระบบขุนนาง และการแย่งชิงอำนาจ ขณะที่เรื่องของอีจุนเกิดขึ้นในช่วงปลายของระเบียบเดิม เมื่อรถไฟ โทรเลข หนังสือพิมพ์ การเดินเรือระหว่างทวีป และการประชุมระหว่างประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองแล้ว ตัวละครในยุคนี้ไม่ได้เผชิญเพียงคู่แข่งในราชสำนัก แต่ต้องรับมือกับรัฐชาติสมัยใหม่ กองทัพอุตสาหกรรม และเครือข่ายการทูตระดับโลก

จากวีรบุรุษในตำรา สู่คำถามเรื่องการเล่าประวัติศาสตร์

กระแสฮันรยูทำให้เรื่องเล่าเกาหลีเดินทางข้ามพรมแดนได้รวดเร็วกว่ายุคของอีจุนอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่ความนิยมของซีรีส์ เพลง และศิลปินอาจทำให้ผู้ชมต่างชาติมองเกาหลีผ่านภาพร่วมสมัยเพียงด้านเดียว เช่น ประเทศเทคโนโลยีก้าวหน้า เมืองทันสมัย หรืออุตสาหกรรมบันเทิงที่มีระบบจัดการแข็งแรง ประวัติศาสตร์ของอีจุนเปิดให้เห็นอีกด้านว่า เกาหลีเคยเป็นรัฐที่ไม่มีอำนาจแม้แต่จะเข้าห้องประชุมเพื่ออธิบายชะตากรรมของตนเอง

จุดนี้ช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใดประเด็นอธิปไตย การยึดครองของญี่ปุ่น และขบวนการเอกราชจึงยังมีน้ำหนักในวัฒนธรรมสาธารณะของเกาหลีใต้ ภาพยนตร์และละครเกาหลีที่กล่าวถึงยุคอาณานิคมมักไม่ได้เล่าเพียงความขัดแย้งระหว่างตัวละคร แต่แตะเรื่องภาษา การศึกษา ชื่อบุคคล ทรัพย์สิน และสิทธิในการนิยามตัวเอง ความทรงจำเหล่านี้ส่งผลต่อวิธีที่สังคมเกาหลีถกเถียงเรื่องประวัติศาสตร์และความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน การยกย่องบุคคลทางประวัติศาสตร์จำเป็นต้องเดินคู่กับการตรวจสอบหลักฐาน เรื่องเล่าที่ทรงพลังอาจถูกเติมรายละเอียดเพื่อสร้างอารมณ์รักชาติ เมื่อข้อมูลจากเอกสารไม่ตรงกับความเชื่อที่สืบต่อกันมา หน้าที่ของนักประวัติศาสตร์และสื่อไม่ใช่ทำลายคุณค่าของบุคคลนั้น แต่คือแยกสิ่งที่ตรวจสอบได้ออกจากตำนาน การยอมรับความซับซ้อนไม่ได้ทำให้อีจุนมีความสำคัญน้อยลง ตรงกันข้าม กลับทำให้เห็นชัดว่าแก่นของภารกิจอยู่ที่ความพยายามส่งเสียงของรัฐซึ่งกำลังถูกปิดกั้น ไม่ใช่รายละเอียดเชิงละครเพียงฉากเดียว

ความหมายต่อประเทศไทย ตลาดไทย และผู้ชมฮันรยู

สำหรับประเทศไทย เรื่องของอีจุนมีความหมายมากกว่าการเพิ่มรายชื่อบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์เกาหลี ตลาดคอนเทนต์เกาหลีในไทยเติบโตบนความสนใจที่หลากหลาย ตั้งแต่เคป๊อป ซีรีส์ อาหาร เครื่องสำอาง ภาษา ไปจนถึงการท่องเที่ยว เมื่อฐานผู้ชมมีความรู้มากขึ้น ความต้องการเนื้อหาที่อธิบายภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ก็เพิ่มความสำคัญตามไปด้วย เพราะผู้ชมไม่เพียงต้องการรู้ว่าใครเป็นพระเอกหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น แต่ต้องการเข้าใจว่าเหตุใดสังคมเกาหลีจึงเล่าเรื่องชาติ เอกราช และการเสียสละในแบบที่เห็นบนจอ

ผู้จัดจำหน่าย แพลตฟอร์มสตรีมมิง สำนักพิมพ์ ผู้ผลิตรายการ และบริษัทอีเวนต์ในไทยจึงมีโอกาสพัฒนาการนำเสนอที่ลึกกว่าเนื้อหาเชิงแฟนด้อม เช่น บทความประกอบซีรีส์ เสวนากับนักวิชาการ นิทรรศการขนาดย่อม พอดแคสต์ประวัติศาสตร์ หรือคำอธิบายในสื่อประชาสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม การนำบุคคลอย่างอีจุนมาใช้ต้องระมัดระวัง ไม่ควรลดทอนประวัติศาสตร์การสูญเสียอธิปไตยให้เป็นเพียงภาพโรแมนติก หรือใช้คำว่าเรื่องจริงโดยไม่ตรวจสอบว่าองค์ประกอบใดเป็นหลักฐานและองค์ประกอบใดเป็นการแต่งเพื่อความบันเทิง

ในมุมของแฟนคลับไทย ความเข้าใจประวัติศาสตร์ช่วยให้การติดตามผลงานเกาหลีมีมิติมากขึ้น เพลง การแสดงบนเวที มิวสิกวิดีโอ และซีรีส์หลายเรื่องอาจใช้เสื้อผ้า สัญลักษณ์ หรือถ้อยคำที่เชื่อมโยงกับยุคจักรวรรดิเกาหลีและยุคอาณานิคม หากผู้ชมรู้ความหมายเบื้องหลัง ก็จะอ่านงานเหล่านั้นได้ไกลกว่าความสวยงามของฉาก ขณะเดียวกัน แฟนคลับควรหลีกเลี่ยงการนำข้อขัดแย้งในประวัติศาสตร์ไปสร้างความเกลียดชังต่อประชาชนร่วมสมัย เพราะการศึกษาประวัติศาสตร์มีเป้าหมายเพื่อเข้าใจโครงสร้างและบทเรียน ไม่ใช่ผลิตอคติชุดใหม่

ความสัมพันธ์ไทย–เกาหลีใต้ในปัจจุบันครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และวัฒนธรรม ความนิยมของเกาหลีในไทยทำหน้าที่เป็นทุนทางสังคมที่ช่วยให้ประชาชนสองประเทศสนใจซึ่งกันและกัน แต่ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนไม่ควรตั้งอยู่บนกระแสความบันเทิงเพียงอย่างเดียว การเรียนรู้ช่วงเวลาที่ยากลำบากของอีกฝ่ายเป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจระหว่างประชาชน เช่นเดียวกับที่คนไทยต้องการให้ชาวต่างชาติเข้าใจประวัติศาสตร์ไทยมากกว่าภาพวัด อาหาร และการท่องเที่ยว คนเกาหลีก็มีประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ลึกกว่าภาพไอดอลและย่านช้อปปิงในกรุงโซล

ด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ เรื่องนี้ยังเป็นบทเรียนสำหรับผู้ผลิตไทยว่า เนื้อหาประวัติศาสตร์สามารถสร้างความสนใจร่วมสมัยได้ หากมีการค้นคว้าและออกแบบการเล่าเรื่องที่ดี เกาหลีประสบความสำเร็จในการนำประวัติศาสตร์หลายยุคมาพัฒนาเป็นละคร ภาพยนตร์ สารคดี เว็บตูน และนิทรรศการ โดยเชื่อมอารมณ์ของตัวละครเข้ากับคำถามระดับสังคม อุตสาหกรรมไทยมีคลังเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่หลากหลายไม่แพ้กัน ทั้งการทูต การปรับตัวของรัฐ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และชีวิตของประชาชน แต่ความท้าทายคือการลงทุนด้านข้อมูล บท และการสื่อสารให้เข้าถึงผู้ชมรุ่นใหม่ โดยไม่ทำให้ประวัติศาสตร์กลายเป็นเพียงฉากหลังของความรักหรือการต่อสู้

บทเรียนร่วมของประเทศขนาดกลางในโลกมหาอำนาจ

เรื่องของอีจุนยังสะท้อนคำถามที่ประเทศไทยเข้าใจได้ดี คือประเทศที่ไม่ได้เป็นมหาอำนาจจะรักษาพื้นที่ของตนในเวทีโลกอย่างไร ประวัติศาสตร์สยามมักเน้นความสามารถในการทูตและการรักษาเอกราช ส่วนประวัติศาสตร์เกาหลีเน้นประสบการณ์การถูกลดทอนอธิปไตยและการต่อสู้เพื่อฟื้นคืนชาติ ทั้งสองเรื่องมีบริบทต่างกัน แต่ต่างชี้ว่า การดำรงอยู่ของรัฐไม่ได้ขึ้นกับเจตจำนงภายในเพียงอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องกับภูมิศาสตร์ ความเข้มแข็งของสถาบัน เศรษฐกิจ กองทัพ เครือข่ายพันธมิตร และความสามารถในการสื่อสารจุดยืนต่อภายนอก

ภารกิจกรุงเฮกยังทำให้เห็นความสำคัญของการมีที่นั่งในเวทีระหว่างประเทศ การเข้าร่วมประชุม การยื่นเอกสาร และการได้รับการรับรองอาจดูเป็นพิธีการ แต่ขั้นตอนเหล่านี้กำหนดว่าเสียงใดถูกนับเป็นเสียงของรัฐ ในโลกปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มีองค์การระหว่างประเทศและช่องทางสื่อสารมากกว่าสมัยอีจุน ทว่าความเหลื่อมล้ำทางอำนาจยังคงอยู่ ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจึงต้องทำงานร่วมกับพันธมิตร ใช้กฎหมายระหว่างประเทศ สร้างความน่าเชื่อถือ และรักษาความสามารถในการกำหนดนโยบายของตน

สำหรับไทย การมองประวัติศาสตร์เกาหลีผ่านกรอบนี้ช่วยหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบแบบตัดสินง่าย ๆ ว่าเหตุใดเกาหลีจึงตกเป็นอาณานิคม แต่ไทยไม่เป็น คำถามที่สร้างสรรค์กว่าคือ ปัจจัยใดทำให้ทางเลือกของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ประเทศต่าง ๆ มองญี่ปุ่นและมหาอำนาจตะวันตกอย่างไร และระบบระหว่างประเทศเปิดหรือปิดโอกาสให้รัฐเหล่านั้นเพียงใด การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเช่นนี้ทำให้ทั้งประวัติศาสตร์ไทยและเกาหลีมีชีวิต ไม่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบความภาคภูมิใจของชาติฝ่ายเดียว

สิ่งที่ควรจับตาในการนำเรื่องอีจุนกลับมาเล่าใหม่

ในยุคที่แพลตฟอร์มดิจิทัลแข่งขันกันหาเนื้อหาจากทรัพย์สินทางวัฒนธรรม เรื่องของอีจุนและคณะทูตกรุงเฮกมีองค์ประกอบที่เหมาะกับการสร้างสรรค์หลายรูปแบบ ทั้งการเดินทางข้ามทวีป ภารกิจลับ การแข่งขันทางการทูต สื่อมวลชนระหว่างประเทศ และชะตากรรมส่วนบุคคลท่ามกลางวิกฤตของชาติ หากมีการพัฒนาเป็นละคร ภาพยนตร์ หรือสารคดีสำหรับตลาดต่างประเทศ ผู้ชมไทยควรจับตาว่างานนั้นนำเสนอสมาชิกคณะทูตครบถ้วนเพียงใด อธิบายเงื่อนไขของสนธิสัญญาอึลซาอย่างไร และแยกข้อเท็จจริงออกจากตำนานหรือไม่

อีกประเด็นที่ควรจับตาคือการเปลี่ยนจากเรื่องเล่าแบบวีรบุรุษเดี่ยวไปสู่ภาพที่ซับซ้อนกว่าเดิม ภารกิจนี้ไม่ได้เกิดจากอีจุนคนเดียว แต่เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิโกจง ผู้แทนร่วมอีกสองคน เครือข่ายผู้สนับสนุน ตลอดจนผู้สื่อข่าวและนักเคลื่อนไหวที่ช่วยเผยแพร่ข้อเรียกร้อง การเล่าแบบหลายตัวละครจะช่วยให้เห็นว่า การปกป้องอธิปไตยเป็นงานของเครือข่าย ไม่ใช่การกระทำของบุคคลผู้กล้าเพียงคนเดียว

สื่อไทยเองควรเพิ่มความแม่นยำเมื่อนำเสนอชื่อบุคคลเกาหลี เพราะชื่อ อีจุน สามารถหมายถึงบุคคลหลายคนในประวัติศาสตร์ และยังตรงกับชื่อของบุคคลร่วมสมัยในวงการบันเทิงได้ การระบุอักษรจีน ปีเกิดปีเสียชีวิต หรือบริบทว่าเป็นทูตแห่งจักรวรรดิเกาหลี จะช่วยลดความสับสน นี่เป็นรายละเอียดเล็กน้อยแต่สำคัญในตลาดข่าวที่หัวข้อสั้นและระบบค้นหามักนำข้อมูลต่างยุคมาปะปนกัน

เสียงที่เข้าไม่ถึงห้องประชุม แต่เดินทางข้ามเวลา

อีจุนไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์ทางการเมืองในปี 1907 และไม่ได้ทำให้มหาอำนาจหันมาปกป้องจักรวรรดิเกาหลี แต่ความหมายของเขาอยู่ที่การยืนยันว่า ก่อนประเทศจะสูญเสียอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ มีความพยายามคัดค้านและสื่อสารต่อโลกเกิดขึ้นจริง ภารกิจกรุงเฮกจึงเป็นหลักฐานของทั้งความกล้าหาญและข้อจำกัด เป็นเรื่องของบุคคลผู้รับผิดชอบหน้าที่ และเป็นเรื่องของระบบระหว่างประเทศที่ไม่ยอมเปิดประตูให้เสียงซึ่งไม่มีอำนาจหนุนหลัง

สำหรับผู้อ่านไทย การรู้จักอีจุนช่วยขยายความเข้าใจเกาหลีจากประเทศผู้ส่งออกวัฒนธรรมร่วมสมัย ไปสู่สังคมที่ความทรงจำเรื่องการสูญเสียชาติยังมีบทบาทต่ออัตลักษณ์ เมื่อเราเห็นศิลปิน ซีรีส์ หรือพิพิธภัณฑ์เกาหลีนำประเด็นเอกราชกลับมาเล่า จึงไม่ควรมองว่าเป็นเพียงฉากประวัติศาสตร์ หากเป็นส่วนหนึ่งของการถามซ้ำว่า ใครมีสิทธิพูดแทนประเทศ ใครกำหนดความชอบธรรม และประชาคมโลกพร้อมรับฟังผู้ที่อ่อนแอกว่าจริงหรือไม่

มากกว่าหนึ่งศตวรรษหลังการเดินทางไปกรุงเฮก ชื่อของอีจุนยังคงอยู่ เพราะเสียงที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ดังในห้องประชุมวันนั้นกลับถูกส่งต่อผ่านตำรา อนุสรณ์ งานวัฒนธรรม และการสนทนาระหว่างประเทศ เรื่องของเขาจึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์หนึ่งในอดีตของเกาหลี แต่เป็นบทเรียนร่วมสมัยเกี่ยวกับอธิปไตย การทูต ความทรงจำ และหน้าที่ของสังคมในการรับฟังเสียงที่อำนาจพยายามกันออกจากเวที

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น