ซงแฮ ผู้ทำให้คนธรรมดาเป็นดาวบนเวที: มรดกโทรทัศน์เกาหลีที่ชวนวงการบันเทิงไทยมองไกลกว่าเคป๊อป

ซงแฮ ผู้ทำให้คนธรรมดาเป็นดาวบนเวที: มรดกโทรทัศน์เกาหลีที่ชวนวงการบันเทิงไทยมองไกลกว่าเคป๊อป

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

มองเกาหลีผ่านไมโครโฟนของพิธีกรวัย 95 ปี

สำหรับผู้ชมชาวไทย ภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีอาจเริ่มต้นจากวงไอดอล ซีรีส์ยอดนิยม และคอนเสิร์ตที่แฟนคลับเฝ้ารอ แต่ประวัติศาสตร์ความบันเทิงของประเทศนี้ยังมีอีกเวทีหนึ่งที่ไม่ได้ให้พระเอกหรือศิลปินชื่อดังเป็นศูนย์กลาง หากเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทั่วไปขึ้นมาร้องเพลง เล่าเรื่องชีวิต และเรียกเสียงหัวเราะต่อหน้าคนในชุมชน ชายผู้ยืนเคียงข้างผู้เข้าแข่งขันบนเวทีเช่นนี้มานานหลายทศวรรษคือ ซงแฮ พิธีกรคู่รายการ จอนกุกโนแรจารัง หรือรายการประกวดร้องเพลงทั่วประเทศของสถานีโทรทัศน์ KBS

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2565 กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดส์ รับรองซงแฮในฐานะพิธีกรรายการประกวดดนตรีทางโทรทัศน์ที่มีอายุมากที่สุดในโลก ขณะมีอายุเต็ม 95 ปี เพียงไม่นานหลังจากนั้น เขาเสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนปีเดียวกัน เรื่องราวนี้จึงไม่ใช่ข่าวการสร้างสถิติครั้งใหม่ในปัจจุบัน แต่เป็นการมองย้อนถึงบุคคลที่ช่วยอธิบายว่า เหตุใดโทรทัศน์เกาหลีจึงผูกพันกับผู้ชมได้ลึกกว่าความนิยมของผลงานบันเทิงแต่ละช่วงเวลา

สำหรับประเทศไทย คุณค่าของเรื่องนี้อยู่ไกลกว่าการรู้จักคนดังเกาหลีเพิ่มอีกหนึ่งคน เส้นทางของซงแฮชวนให้พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างเพลงท้องถิ่น รายการประกวดร้องเพลง พิธีกรอาวุโส และผู้ชมต่างวัย ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบที่คนไทยคุ้นเคยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ชีวิตของเขายังเชื่อมสงคราม การพลัดพราก การเปลี่ยนระบบสื่อ และความสูญเสียส่วนตัวเข้ากับเวทีที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ทำให้ประวัติของพิธีกรคนหนึ่งกลายเป็นหน้าต่างบานสำคัญในการทำความเข้าใจสังคมเกาหลี

ชื่อที่เกิดกลางทะเล และชีวิตที่สงครามเปลี่ยนทิศ

ซงแฮเกิดเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2470 ที่อำเภอแชรย็อง จังหวัดฮวังแฮ พื้นที่ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเกาหลีเหนือ มีชื่อเดิมว่า ซงบกฮี จุดเริ่มต้นทางศิลปะของเขาไม่ใช่งานพิธีกรหรือการแสดงตลก แต่เป็นการเข้าเรียนด้านขับร้องที่โรงเรียนศิลปะเฉพาะทางแฮจูในปี 2492 และเริ่มขึ้นแสดงในช่วงเวลานั้น หากไม่มีสงคราม เส้นทางชีวิตของนักเรียนร้องเพลงคนนี้อาจดำเนินไปในอีกทิศทางหนึ่ง

สงครามเกาหลีที่เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2493 ทำให้เขาต้องหลบหนีการเกณฑ์ทหารของกองทัพเกาหลีเหนือ โดยเข้าไปซ่อนตัวในภูเขา หลังการหลบหนีครั้งที่สาม เขาไม่ได้กลับบ้านอีก แต่ขึ้นเรืออพยพของกองทัพสหรัฐฯ ที่มุ่งหน้าไปทางใต้ คำเตือนของแม่ที่ให้ระมัดระวังตัวในครั้งนั้นกลายเป็นคำพูดครั้งสุดท้ายระหว่างแม่กับลูก โดยที่ทั้งสองไม่ได้มีโอกาสเตรียมใจสำหรับการจากลาตลอดชีวิต

ทะเลที่เขามองเห็นจากเรือเป็นที่มาของชื่อในวงการว่า ซงแฮ โดยคำว่า แฮ สื่อถึงทะเล และสัมพันธ์กับความตั้งใจที่จะโอบรับโลกกว้าง ชื่อนี้จึงไม่ใช่เพียงชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำง่ายบนเวที แต่บรรจุความทรงจำเรื่องการเดินทางที่ไม่มีทางย้อนกลับ สำหรับผู้อ่านไทยที่พบชื่อเกาหลีผ่านโปสเตอร์คอนเสิร์ตเป็นหลัก เบื้องหลังชื่อนี้สะท้อนว่าชื่อของศิลปินบางคนผูกอยู่กับประวัติศาสตร์การแบ่งแยกประเทศอย่างแยกไม่ออก

หลังเดินทางถึงปูซาน ซงแฮเข้ารับราชการในกองทัพเกาหลีใต้ในฐานะทหารสื่อสาร เมื่อมีการลงนามข้อตกลงสงบศึกวันที่ 27 กรกฎาคม 2496 หน้าที่ของเขาคือส่งข้อความเกี่ยวกับข้อตกลงด้วยรหัสมอร์ส ประเด็นสำคัญคือข้อตกลงดังกล่าวเป็นการสงบศึก ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพที่ยุติสงครามอย่างสมบูรณ์ ความหวังที่จะกลับบ้านของผู้พลัดถิ่นอย่างเขาจึงต้องเผชิญกับความเป็นจริงของคาบสมุทรที่ยังแบ่งออกจากกัน

จากนักร้องคณะละครสู่คนคุ้นเคยของผู้ชม

หลังปลดประจำการ ซงแฮเลือกทำงานกับคณะละครเพลงชังกง และเปิดตัวเป็นนักร้องอย่างเป็นทางการในปี 2498 ก่อนจะมีบทเล็กในภาพยนตร์ในปี 2506 จากนั้นช่วงปลายทศวรรษ 1960 งานตลกและงานดำเนินรายการจึงค่อย ๆ กลายเป็นแกนหลักของอาชีพ ลำดับเส้นทางนี้ช่วยให้เห็นว่า ความคล่องตัวบนเวทีของเขาไม่ได้เกิดจากการเป็นพิธีกรเพียงด้านเดียว แต่สั่งสมจากทั้งการร้องเพลง การแสดง และการรับส่งอารมณ์กับผู้ชม

ในช่วงทศวรรษ 1970 และ 1980 เขาทำงานร่วมกับนักแสดงตลกเกาหลีหลายคน รวมถึงคูบงซอ แพซัมรยง อีจูอิล และนัมซองนัม สำหรับคนไทย อาจนึกเทียบถึงศิลปินรุ่นก่อนที่เดินทางระหว่างเวทีดนตรี ละคร ตลก และโทรทัศน์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ การเปรียบเทียบนี้ช่วยอธิบายลักษณะของทักษะที่ต้องมีหลายด้าน แต่ไม่ได้หมายความว่าระบบคณะการแสดงหรือประวัติอุตสาหกรรมของสองประเทศเหมือนกันทั้งหมด

เส้นทางของซงแฮยังสะท้อนแรงกระทบจากนโยบายสื่อ เมื่อ TBC ซึ่งเป็นสถานีที่เขาเคยทำงานถูกบังคับให้ยุติกิจการภายใต้มาตรการควบรวมสื่อในปี 2523 งานของเขาจึงย้ายไปสู่ KBS 2TV ส่วนรายการวิทยุข้อมูลจราจรยามเช้าที่เขาเริ่มดำเนินรายการตั้งแต่ปี 2518 ได้สืบต่อจาก TBC ไปยัง KBS Radio Seoul และมีเขาเป็นผู้ดำเนินรายการจนถึงปี 2532 ความต่อเนื่องของเสียงที่ผู้ฟังคุ้นเคยจึงดำรงอยู่ท่ามกลางโครงสร้างสื่อที่เปลี่ยนไป

แม้ประสบความสำเร็จในงานพูด ซงแฮไม่เคยทิ้งการร้องเพลง เขาขึ้นร้องเพลงเกาหลีรุ่นเก่าในรายการ กาโยมูแด และยังจัดคอนเสิร์ตเดี่ยวหลังอายุเกิน 80 ปี ต่อมาในปี 2558 เขานำเรื่องการพลัดพรากจากแม่มาใส่ในบทเพลง และออกอัลบั้มเต็มอีกครั้งในปี 2561 ภาพพิธีกรสูงวัยที่ยังร้องเพลงและทำงานบันทึกเสียงจึงไม่ใช่เพียงสัญลักษณ์ของความอาวุโส แต่เป็นศิลปินที่ยังคงสร้างผลงานด้วยตนเอง

เวทีประกวดร้องเพลงที่เริ่มต้นท่ามกลางความสูญเสีย

ก่อนที่จอนกุกโนแรจารังจะกลายเป็นเวทีประจำชีวิต ซงแฮเผชิญเหตุการณ์รุนแรงในครอบครัว เมื่อเดือนมีนาคม 2530 ลูกชายเพียงคนเดียวของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชนแล้วหนีขณะอายุ 23 ปี ความสูญเสียทำให้เขาจมอยู่กับความเศร้าและความรู้สึกโทษตัวเอง ในช่วงนั้น อันอินกี โปรดิวเซอร์ของรายการ ได้ชักชวนให้เขาออกเดินทางทำงานตามพื้นที่ต่าง ๆ ร่วมกัน แทนการอยู่กับความทุกข์เพียงลำพัง

ซงแฮรับหน้าที่ดำเนินรายการเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2531 การพบผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมทั่วประเทศจึงมีความหมายมากกว่าการรับงานโทรทัศน์รายการใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปแทนเขาว่างานบันเทิงลบเลือนความเศร้าได้ทั้งหมด สิ่งที่ประวัติชีวิตบอกได้คือ เขากลับไปทำงานบนเวทีหลังเผชิญความสูญเสีย และเวทีนั้นกลายเป็นพื้นที่สำคัญที่เชื่อมเขาเข้ากับผู้คนอีกครั้ง

ชื่อรายการ จอนกุกโนแรจารัง อธิบายอย่างง่ายได้ว่าเป็นเวทีให้คนทั่วประเทศมาอวดความสามารถด้านการร้องเพลง หากเทียบกับสิ่งที่ผู้ชมไทยคุ้นตา บรรยากาศบางส่วนชวนให้นึกถึงการประกวดร้องเพลงตามงานประจำจังหวัดหรืองานชุมชนที่ถูกนำมาถ่ายทอดทางโทรทัศน์ จุดร่วมคือคนดูไม่ได้สนใจเฉพาะเสียงร้อง แต่ยังสนใจบุคลิก อาชีพ เรื่องเล่า และความเป็นคนบ้านเดียวกันของผู้ขึ้นเวทีด้วย

ความผูกพันกับซงแฮปรากฏชัดในปี 2537 เมื่อรายการเปลี่ยนผู้ดำเนินรายการเป็นผู้ประกาศข่าวคิมซอนดงในช่วงปรับผังฤดูใบไม้ผลิ หลังจากนั้นเกิดเสียงคัดค้านจากผู้ชมและเรตติ้งลดลง ก่อนที่ซงแฮจะกลับมาในเดือนตุลาคม หรือราวหกเดือนต่อมา เหตุการณ์นี้ไม่ได้พิสูจน์ว่ารายการไม่อาจเปลี่ยนพิธีกรได้ตลอดไป แต่แสดงให้เห็นว่า ในเวลานั้นตัวผู้ดำเนินรายการเป็นส่วนสำคัญของความไว้วางใจและความคุ้นเคยที่ผู้ชมมีต่อรายการ

เหตุใดคนธรรมดาจึงเป็นหัวใจของรายการ

สิ่งที่แยกรายการลักษณะนี้ออกจากเวทีค้นหาไอดอลคือ คุณค่าของผู้เข้าร่วมไม่ได้จำกัดอยู่ที่โอกาสเข้าสู่ธุรกิจเพลง ความสนุกอาจเกิดจากบทสนทนา ท่าทางเขินอาย หรือความกล้าที่จะร้องต่อหน้าชุมชน บทบาทของพิธีกรจึงไม่ใช่เพียงอ่านกติกาและประกาศผล แต่ต้องทำให้คนที่ไม่ได้มีประสบการณ์ในวงการรู้สึกว่าสามารถอยู่บนเวทีได้ โดยไม่ถูกกลบด้วยความโดดเด่นของผู้ดำเนินรายการเอง

คำไว้อาลัยของออมยองซู ผู้ดำเนินพิธีอำลาซงแฮและประธานสมาคมนักแสดงตลกทางวิทยุโทรทัศน์ สะท้อนคุณสมบัตินี้อย่างชัดเจน เขากล่าวถึงความสามารถของซงแฮในการเปลี่ยนพื้นที่ให้กลายเป็นบรรยากาศของตลาดและไร่ผัก เปิดโอกาสให้ทุกคนร้องรำอย่างสนุกสนาน และทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกเป็นหนุ่มสาวอีกครั้ง ภาพดังกล่าวชี้ว่าผลงานของพิธีกรไม่ได้อยู่ที่คำพูดของตนเท่านั้น แต่อยู่ที่ความมีชีวิตชีวาที่ช่วยดึงออกมาจากผู้ร่วมรายการ

หากอ่านในฐานะบทเรียนของสื่อ ความสำเร็จเช่นนี้เกี่ยวข้องกับการเป็นตัวแทนของผู้ชม คนดูไม่จำเป็นต้องเห็นเพียงผู้ที่มีรูปลักษณ์สมบูรณ์แบบหรือผ่านการฝึกอย่างเข้มข้น แต่สามารถเห็นคนที่คล้ายเพื่อนบ้าน ญาติผู้ใหญ่ หรือเจ้าของร้านที่รู้จัก การได้รับพื้นที่บนจอโทรทัศน์ทำให้ชีวิตประจำวันที่ดูธรรมดามีคุณค่าในสายตาสาธารณะ นี่เป็นมิติที่ตัวเลขอายุของพิธีกรหรือจำนวนปีที่ออกอากาศอธิบายได้ไม่ครบ

จากชุมชนในเกาหลีสู่เวทีต่างประเทศ

รายการไม่ได้จำกัดการบันทึกเทปไว้ภายในเกาหลีใต้เท่านั้น แต่เดินทางไปยังลอสแอนเจลิส โตเกียว ปักกิ่ง นิวยอร์ก และลอนดอน รวมถึงปารากวัย ซึ่งข้อมูลประวัติระบุว่าต้องใช้เวลาเดินทางทางอากาศจากเกาหลีใต้ประมาณ 27 ชั่วโมง รายชื่อเมืองและประเทศเหล่านี้ทำให้เห็นว่า รายการร้องเพลงที่มีฐานจากชีวิตชุมชนสามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคอนเสิร์ตไอดอล

ในเชิงวัฒนธรรม เวทีนอกประเทศเปิดประเด็นเรื่องบทบาทของเพลงและภาษาในการเชื่อมโยงผู้คนกับถิ่นกำเนิด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีไม่ได้แจกแจงองค์ประกอบผู้ชม จำนวนผู้เข้าร่วม หรือผลประกอบการของแต่ละการแสดง จึงยังไม่อาจใช้ตารางการเดินทางเหล่านี้สรุปขนาดความนิยมในตลาดต่างประเทศ หรือกล่าวว่ารายการประสบความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในระดับเดียวกับสินค้าบันเทิงเกาหลีประเภทอื่น

สิ่งที่เห็นได้ชัดกว่าคือ ความบันเทิงเกาหลีมีเส้นทางข้ามชาติหลายรูปแบบ บางรูปแบบดึงดูดผู้ชมใหม่ผ่านศิลปินร่วมสมัย ขณะที่อีกแบบอาศัยภาษา เพลงเก่า และความทรงจำร่วมเป็นศูนย์กลาง การมองประวัติของซงแฮควบคู่กับกระแสฮันรยูจึงช่วยขยายภาพให้กว้างขึ้น แต่ไม่ควรนำชื่อเสียงภายในเกาหลีของเขาไปเท่ากับการเป็นดาราฮันรยูที่ได้รับความนิยมในทุกประเทศโดยไม่มีหลักฐานรองรับ

เปียงยาง: เมื่อเพลงพาเข้าใกล้บ้าน แต่พากลับไปไม่ได้

เวทีที่มีความหมายต่างจากการเดินทางต่างประเทศทั่วไปคือรายการประกวดร้องเพลงที่เปียงยางในปี 2546 ซงแฮประสบปัญหาในขั้นตอนอนุญาตให้พำนัก เนื่องจากฝ่ายเกาหลีเหนือหยิบยกประวัติการอพยพลงใต้ของเขาขึ้นมาเป็นประเด็น ในที่สุดเขาได้ร่วมดำเนินรายการกับจอนซองฮี ผู้ประกาศจากสถานีโทรทัศน์กลางเกาหลีของเกาหลีเหนือ และหลั่งน้ำตาเมื่อถึงการขับร้องประสานเสียงเพลงที่มีความหมายว่า กลับมาพบกันอีกครั้ง ในช่วงสุดท้าย

สำหรับผู้ชมไทย คำว่าครอบครัวพลัดพรากบนคาบสมุทรเกาหลีอาจดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่กรณีของซงแฮทำให้เห็นผลที่เกิดกับชีวิตคนอย่างเป็นรูปธรรม เขาไม่ได้เพียงคิดถึงบ้านในความหมายของการจากต่างจังหวัดมาทำงานในเมือง หากไม่สามารถกลับไปพบแม่ได้ตามความต้องการ การเดินทางและการติดต่อเกี่ยวข้องกับเส้นแบ่งทางการเมืองซึ่งบุคคลทั่วไปไม่อาจตัดสินใจข้ามด้วยตนเอง

หลังการแสดง ในงานเลี้ยงที่เขาพูดถึงบ้านเกิดแชรย็อง เจ้าหน้าที่เกาหลีเหนือบอกเป็นนัยว่าเวลาผ่านไปนานและคนที่เขาตามหาไม่อยู่ที่นั่นแล้ว ซงแฮเล่าในภายหลังว่าคำตอบนั้นทำให้ตระหนักว่าจะไม่ได้พบแม่อีก เขาแสดงความต้องการหลายครั้งที่จะนำจอนกุกโนแรจารังไปจัดที่บ้านเกิด แต่ความตั้งใจไม่เกิดขึ้นจริง เรื่องนี้จึงเตือนให้แยกความสามารถของวัฒนธรรมในการเปิดพื้นที่พบปะออกจากข้อจำกัดทางการเมืองที่วัฒนธรรมเพียงอย่างเดียวไม่อาจขจัดได้

บ้านอีกแห่งที่ดัลซอง และความผูกพันนอกจอโทรทัศน์

หากบ้านเกิดทางเหนือเป็นสถานที่ที่กลับไปไม่ได้ ดัลซองในพื้นที่แทกูคือบ้านอีกแห่งที่เชื่อมกับครอบครัวของซงแฮ เขาพบซอกอกี ซึ่งเป็นน้องสาวของผู้บังคับบัญชารุ่นพี่ ระหว่างรับราชการทหารในแทกู และต่อมาทั้งคู่แต่งงานกัน ดัลซองเป็นบ้านเกิดของภรรยาและกลายเป็นพื้นที่ที่เขาผูกพันอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงจุดหนึ่งในเส้นทางบันทึกเทปรายการ

ระหว่างการจัดรายการที่ดัลซองในปี 2553 ซงแฮบอกคิมมุนโอ ผู้บริหารท้องถิ่น ว่าเขามักกลับมาเพราะนึกถึงภรรยา ต่อมาท้องถิ่นแต่งตั้งเขาเป็นพลเมืองกิตติมศักดิ์ในปี 2554 และทูตประชาสัมพันธ์ในปี 2555 เขายังทำหน้าที่พิธีกรงานเทศกาลดอกชัมกตที่ภูเขาพีซึลเป็นประจำทุกปีจนสุขภาพไม่เอื้ออำนวย ความสัมพันธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นบทบาทของบุคคลในวงการบันเทิงที่เชื่อมกับชีวิตชุมชนได้มากกว่างานปรากฏตัวเป็นครั้งคราว

ซอกอกีเสียชีวิตในเดือนมกราคม 2561 และเมื่อซงแฮเสียชีวิตในอีกสี่ปีต่อมา เขาได้รับการฝังเคียงข้างภรรยาที่หมู่บ้านคีเซรี ตำบลอกโพ อำเภอดัลซอง ตามความประสงค์ที่ทิ้งไว้ แม้มีสิทธิได้รับการฝังในสุสานแห่งชาติ การเลือกสถานที่พักสุดท้ายนี้ทำให้เรื่องชีวิตของเขากลับมาสู่ความผูกพันส่วนตัว หลังจากทำงานอยู่ท่ามกลางผู้ชมทั่วประเทศมาอย่างยาวนาน

สถิติโลกในช่วงปลายชีวิต และขีดจำกัดของเวทีกลางแจ้ง

ซงแฮยังร่วมบันทึกเทปกลางแจ้งในช่วงทศวรรษ 2010 แม้อายุเกิน 90 ปีแล้ว ต่อมาเมื่อการระบาดของโควิด-19 ทำให้การถ่ายทำภาคสนามหยุดลงในปี 2563 รายการจึงเดินหน้าผ่านตอนพิเศษในสตูดิโอ ความเปลี่ยนแปลงนี้มีนัยสำคัญต่อรายการที่อาศัยการพบผู้คนจริง เพราะองค์ประกอบสำคัญไม่ได้มีเพียงเพลงหรือฉาก แต่รวมถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นระหว่างพิธีกร ผู้เข้าแข่งขัน และผู้ชมในพื้นที่เดียวกัน

การปรากฏตัวทางโทรทัศน์ครั้งสุดท้ายของเขาอยู่ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2565 ส่วนการรับรองสถิติโลกเกิดขึ้นวันที่ 23 พฤษภาคม ในเดือนเดียวกันเขาแจ้งทีมงานว่าสุขภาพที่แย่ลงทำให้ดำเนินรายการต่อได้ยาก ก่อนเสียชีวิตที่บ้านย่านโทกกดง เขตคังนัม กรุงโซล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ลำดับเวลาดังกล่าวทำให้เห็นว่าสถิติสูงสุดในอาชีพมาถึงใกล้กับช่วงที่ร่างกายไม่สามารถทำงานในรูปแบบเดิมได้แล้ว

การยกย่องความทุ่มเทของซงแฮจึงควรเดินคู่กับการตระหนักถึงสุขภาพของคนทำงาน ไม่ใช่นำอายุ 95 ปีมาเป็นมาตรฐานว่าศิลปินทุกคนควรทำงานจนถึงวาระสุดท้าย สำหรับอุตสาหกรรมสื่อ ประเด็นที่ควรคิดต่อคือจะรักษาความรู้และประสบการณ์ของบุคลากรอาวุโสอย่างไร พร้อมกับจัดรูปแบบงานที่เหมาะสมและเตรียมการส่งต่อหน้าที่ โดยไม่ลดคุณค่าของพวกเขาเหลือเพียงภาพการฝืนสังขารเพื่อความประทับใจของผู้ชม

ความหมายต่อไทย: เรียนรู้ตลาดผู้ชมที่กว้างกว่าแฟนไอดอล

ในมุมของตลาดไทย เรื่องซงแฮชวนให้บริษัทสื่อ ผู้ผลิตรายการ และผู้จัดกิจกรรมมองความสนใจต่อเกาหลีอย่างละเอียดขึ้น ผู้ชมที่ติดตามซีรีส์ แฟนคลับวงไอดอล ผู้ชอบรายการวาไรตี้ และผู้สนใจประวัติศาสตร์วัฒนธรรม อาจมีความต้องการไม่เหมือนกัน การมีผู้ติดตามสินค้าบันเทิงเกาหลีประเภทหนึ่งจึงไม่ใช่หลักฐานอัตโนมัติว่ารายการเพลงเก่าหรือประวัติพิธีกรอาวุโสจะมีตลาดขนาดเดียวกันในไทย

ข้อมูลประวัติที่มีไม่ได้ระบุว่าซงแฮเคยมาจัดรายการในประเทศไทย มีบริษัทไทยร่วมผลิตงาน หรือมีฐานแฟนคลับในไทยจำนวนเท่าใด จึงไม่ควรอ้างว่าความสำเร็จของเขาส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจไทยโดยตรง สิ่งที่สามารถนำมาเป็นประเด็นวิเคราะห์ได้อย่างมีน้ำหนักกว่าคือ รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรายการกับชุมชน และวิธีที่ผู้ดำเนินรายการสร้างความคุ้นเคยข้ามรุ่น ซึ่งเป็นโจทย์ที่ผู้ผลิตไทยสามารถพิจารณาได้โดยไม่ต้องสมมุติตัวเลขตลาด

ประเทศไทยมีวัฒนธรรมการประกวดร้องเพลงและการแสดงในงานชุมชนที่ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจรายการของซงแฮได้ไม่ยาก ภาพเวทีลูกทุ่ง งานวัด หรืองานประจำจังหวัดทำให้เห็นบทบาทของเสียงเพลงในการรวมคนต่างวัย อย่างไรก็ตาม เพลงเกาหลีรุ่นเก่าไม่ใช่เพลงลูกทุ่งไทย และอารมณ์ขันหรือมารยาทระหว่างวัยก็มีบริบทต่างกัน การหยิบแนวคิดมาใช้จึงควรแยกระหว่างหลักการเปิดพื้นที่ให้คนธรรมดากับรายละเอียดที่ต้องออกแบบให้เหมาะกับสังคมไทย

สำหรับบริษัทไทยที่สนใจร่วมงานกับผู้ผลิตเกาหลี บทเรียนจากรายการนี้ไม่จำเป็นต้องเริ่มที่การซื้อลิขสิทธิ์รูปแบบรายการ แต่อาจเริ่มจากคำถามว่ามีผู้ชมกลุ่มใดที่ยังไม่ได้รับพื้นที่ และรายการจะนำเสนอผู้สูงอายุหรือคนต่างจังหวัดโดยเคารพศักดิ์ศรีได้อย่างไร หากพัฒนาโครงการร่วมกันจริง ความเข้าใจภาษา วิธีพูดหยอกล้อ และบริบทของผู้เข้าแข่งขันย่อมสำคัญไม่น้อยกว่าการออกแบบเวที ทั้งหมดนี้เป็นข้อพิจารณาสำหรับอนาคต ไม่ใช่การรายงานว่ามีข้อตกลงทางธุรกิจเกิดขึ้นแล้ว

ด้านแฟนคลับและผู้ชมไทย การรู้จักซงแฮช่วยเพิ่มบริบทให้การติดตามเกาหลีร่วมสมัย โดยเฉพาะบทบาทของคนต่างรุ่นและความทรงจำจากสงครามที่ยังปรากฏในเรื่องเล่าทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีในระดับผู้คนจึงสามารถเติบโตผ่านความเข้าใจชีวิตประจำวันและประวัติศาสตร์ควบคู่กับความชื่นชอบศิลปิน ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ที่การซื้อสินค้า การชมคอนเสิร์ต หรือยอดติดตามบนแพลตฟอร์มเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่วงการโทรทัศน์ไทยควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

ประเด็นแรกคือการให้คุณค่ากับทักษะพิธีกรที่ไม่ปรากฏเป็นฉากหวือหวา การฟัง การเว้นจังหวะ การช่วยผู้เข้าแข่งขันที่ประหม่า และการทำให้เรื่องเล่าเล็ก ๆ น่าสนใจ ล้วนเป็นงานที่ต้องอาศัยประสบการณ์ กรณีของซงแฮชวนให้มองพิธีกรในฐานะผู้ประคองความสัมพันธ์ระหว่างรายการกับผู้คน มากกว่าจะตัดสินจากจำนวนมุกหรือความสามารถในการสร้างช่วงเวลาที่ถูกตัดไปเผยแพร่ต่อได้เท่านั้น

ประเด็นต่อมาคือความสมดุลระหว่างความต่อเนื่องกับการสืบทอด เหตุการณ์เปลี่ยนพิธีกรแล้วนำซงแฮกลับมาในปี 2537 แสดงพลังของความคุ้นเคย แต่ในอีกด้านหนึ่ง รายการที่ผูกกับบุคคลมากย่อมต้องคิดเรื่องการส่งต่ออย่างระมัดระวัง สำหรับผู้ผลิตไทย นี่เป็นคำถามเชิงโครงสร้างที่สำคัญกว่าการค้นหาว่าใครมีบุคลิกเหมือนซงแฮ เพราะความไว้วางใจที่สะสมหลายสิบปีไม่สามารถสร้างใหม่ได้ทันทีด้วยการเลือกคนที่มีลีลาคล้ายกัน

ส่วนเรื่องที่ควรจับตาในอนาคตคือ รายการเพลงและวาไรตี้จะรักษาพื้นที่ให้คนหลากหลายวัยได้เพียงใด เมื่อวิธีรับชมแตกต่างกันมากขึ้น การเผยแพร่คลิปสั้นอาจช่วยให้ผู้ชมใหม่พบรายการ แต่ไม่อาจรับประกันว่าจะรักษาความผูกพันแบบการติดตามต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง กรณีซงแฮจึงไม่ได้มอบสูตรสำเร็จด้านแพลตฟอร์มหรือรายได้ หากเสนอคำถามพื้นฐานว่า หลังเสียงเพลงจบลง ผู้ชมรู้สึกผูกพันกับใคร และเพราะเหตุใดจึงอยากกลับมาดูอีก

มรดกที่ไม่ได้วัดด้วยจำนวนปีเพียงอย่างเดียว

ผลงานของซงแฮได้รับการยกย่องผ่านเครื่องอิสริยาภรณ์ด้านวัฒนธรรมหลายระดับในปี 2544, 2546 และ 2557 ก่อนที่ประธานาธิบดียุนซอกยอลจะมอบเครื่องอิสริยาภรณ์วัฒนธรรมชั้นกึมกวัน ซึ่งเป็นชั้นสูงสุด ให้แก่เขาหลังเสียชีวิตในวันที่ 8 มิถุนายน 2565 เขายังได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากเวทีแพ็กซัง รางวัลผู้ดำเนินรายการจากเวทีผู้ผลิตรายการเกาหลี และรางวัลด้านการออกอากาศ สะท้อนการยอมรับทั้งในฐานะศิลปินและคนทำงานสื่อ

ภายหลังการเสียชีวิต ในปี 2566 ชื่อของเขายังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในบุคคล 50 คนที่สร้างความโดดเด่นให้ KBS และได้รับรางวัลเชิดชูผลงานจากเวทีรางวัลการกระจายเสียงของคณะกรรมการการสื่อสารเกาหลี ขณะที่พิธีอำลามีคนบันเทิงหลายรุ่นเข้าร่วม รวมถึงยูแจซอกและคังโฮดงที่ร่วมทำหน้าที่หามโลง การปรากฏตัวของคนรุ่นหลังช่วยให้ผู้ชมไทยเห็นสายสัมพันธ์ระหว่างวงการวาไรตี้ที่คุ้นเคยในปัจจุบันกับคนทำงานรุ่นก่อนหน้า

อย่างไรก็ตาม คำอธิบายที่จับใจที่สุดอาจไม่ใช่รายชื่อรางวัล แต่เป็นคำไว้อาลัยของเพื่อนร่วมอาชีพที่จดจำว่าเขาทำให้ผู้เข้าแข่งขันกลายเป็นดาว และทำให้ผู้สูงอายุได้กลับมาสนุกเหมือนวัยหนุ่มสาวอีกครั้ง ภาพนั้นสรุปบทบาทของซงแฮได้ชัดกว่าการเรียกเขาว่าพิธีกรผู้มีอายุยืนที่สุด เพราะสถิติระบุว่าเขายืนอยู่บนเวทีได้นานเพียงใด ขณะที่ความทรงจำของผู้คนบอกว่าเขาทำอะไรให้เกิดขึ้นระหว่างที่อยู่ตรงนั้น

สำหรับไทยซึ่งรู้จักเกาหลีผ่านความสำเร็จของอุตสาหกรรมบันเทิงสมัยใหม่เป็นอย่างดี เรื่องซงแฮจึงเป็นโอกาสมองอีกด้านของประเทศเดียวกัน ด้านที่คนธรรมดา เพลงที่คุ้นหู และพิธีกรที่ฟังอย่างตั้งใจมีความสำคัญไม่แพ้แสงสี เวทีของเขาไม่ได้เสนอว่าทุกคนต้องเป็นดาราอาชีพ แต่แสดงให้เห็นว่าคนทั่วไปสามารถได้รับการมองเห็นและมีช่วงเวลาที่ภาคภูมิใจได้ นั่นคือมรดกที่สื่อเกาหลีและสื่อไทยต่างสามารถนำกลับมาทบทวนได้ แม้บริบทของสองประเทศจะไม่เหมือนกัน

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น