โตรอนโตเตรียมต้อนรับ BTS ระดับเมือง สภานครไฟเขียวแนวคิด ‘BTS Boulevard’ สะท้อนพลังฮันรยูที่ก้าวพ้นเวทีคอนเสิร์ต

โตรอนโตเตรียมต้อนรับ BTS ระดับเมือง สภานครไฟเขียวแนวคิด ‘BTS Boulevard’ สะท้อนพลังฮันรยูที่ก้าวพ้นเวทีคอนเสิร์ต

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

จากคอนเสิร์ตสู่ภาษาทางการของเมือง

กระแสฮันรยูหรือคลื่นวัฒนธรรมเกาหลีใต้ยังคงขยายอิทธิพลในระดับที่เกินกว่าพื้นที่บันเทิงอย่างชัดเจน ล่าสุดนครโตรอนโตของแคนาดากำลังกลายเป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อสภานครมีมติเห็นชอบแนวคิดตั้งชื่อถนนบางช่วงในเมืองว่า “BTS Boulevard” เพื่อรับการมาเยือนของวง BTS ในช่วงทัวร์คอนเสิร์ตใหม่ “ARIRANG” ที่กำลังเดินสายแสดงในอเมริกาเหนือ ข่าวนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องสีสันของวงการเพลง แต่กำลังสะท้อนภาพใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างศิลปินระดับโลกกับเมืองใหญ่ที่ต้องการแสดงจุดยืนต้อนรับอย่างเป็นทางการ

หากมองในสายตาผู้อ่านไทย เรื่องนี้อาจเทียบได้กับการที่เมืองเจ้าภาพงานสำคัญไม่ได้หยุดแค่ติดป้ายต้อนรับหรือจัดซุ้มถ่ายภาพหน้าอิมแพ็ค เมืองทองธานี แต่ยกระดับไปถึงการนำชื่อศิลปินเข้าสู่ระบบสัญลักษณ์ของเมืองชั่วคราวอย่างเป็นทางการ นั่นหมายความว่า พลังของ BTS ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานแฟนคลับที่พร้อมซื้อบัตรคอนเสิร์ต หรือสร้างแฮชแท็กถล่มโซเชียลมีเดีย แต่ขยับไปสู่การเป็นเครื่องหมายทางวัฒนธรรมที่องค์กรปกครองท้องถิ่นมองเห็นคุณค่าและพร้อมใช้เป็นภาษาสาธารณะ

ตามข้อมูลที่มีอยู่ในเวลานี้ สภานครโตรอนโตได้พิจารณาและลงมติเห็นชอบแนวคิดให้มีการใช้ชื่อ “BTS Boulevard” กับถนนบางช่วง ตั้งแต่วันที่ 21 ของเดือนนี้ไปจนถึงวันที่ 23 ของเดือนหน้า ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดเชื่อมโยงสำคัญคือคอนเสิร์ตของ BTS ที่มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22-23 ที่ Rogers Stadium การดำเนินการดังกล่าวจึงมีน้ำหนักมากกว่าเพียงการสร้างบรรยากาศก่อนคอนเสิร์ต เพราะเป็นการดึงชื่อของศิลปินเข้าสู่พื้นที่ทางกายภาพของเมืองในแบบที่ผู้คนทั่วไปก็รับรู้ได้ ไม่ใช่เฉพาะผู้ถือบัตรเข้าชมเท่านั้น

ในโลกของวัฒนธรรมร่วมสมัย การที่ชื่อศิลปินถูกพูดถึงบนเวทีประกาศของหน่วยงานรัฐหรือสภาท้องถิ่น ย่อมมีนัยสำคัญอย่างมาก มันคือภาพสะท้อนว่า K-pop โดยเฉพาะ BTS ได้ก้าวจากสถานะ “คอนเทนต์บันเทิงต่างชาติ” มาเป็นหนึ่งในแรงขับทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และภาพลักษณ์เมืองอย่างแท้จริง เมืองไม่ได้เพียงต้อนรับนักร้องดัง แต่กำลังต้อนรับปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมที่นำคนเดินทางเข้ามา สร้างการจับจ่ายในธุรกิจท้องถิ่น และเพิ่มความคึกคักให้พื้นที่สาธารณะในช่วงเวลาหนึ่งอย่างมีนัยสำคัญ

“ARIRANG” ไม่ใช่แค่ชื่อทัวร์ แต่คือรหัสทางวัฒนธรรมเกาหลี

อีกประเด็นที่น่าสนใจสำหรับผู้อ่านไทยคือชื่อทัวร์ “ARIRANG” ซึ่งฟังดูเรียบง่าย แต่มีความหมายทางวัฒนธรรมลึกซึ้ง “อารีรัง” เป็นชื่อเพลงพื้นบ้านเกาหลีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะสัญลักษณ์ร่วมของอัตลักษณ์เกาหลี คล้ายกับเวลาที่สังคมไทยพูดถึงเพลงพื้นบ้านหรือท่วงทำนองที่เชื่อมโยงกับความทรงจำร่วมของชาติ แม้คนต่างรุ่นต่างวัยจะตีความไม่เหมือนกัน แต่เพียงเอ่ยชื่อก็พอจะรับรู้ได้ถึงมิติของความเป็นรากเหง้า ความผูกพัน และความรู้สึกร่วม

เมื่อ BTS เลือกใช้ “ARIRANG” เป็นชื่อทัวร์ในอเมริกาเหนือ ชื่อดังกล่าวจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่เป็นแบรนด์คอนเสิร์ต หากยังเป็นการส่งสัญญาณถึงการพาองค์ประกอบทางวัฒนธรรมเกาหลีออกสู่พื้นที่โลกอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ในรูปแบบดั้งเดิมล้วนๆ แต่เป็นการแปลงรหัสวัฒนธรรมให้ร่วมสมัย ผ่านศิลปิน K-pop ที่มีฐานแฟนกระจายอยู่ทั่วโลก ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพแบบง่ายสำหรับคนไทย นี่คล้ายกับการนำสิ่งที่มีความเป็น “ราก” มาหลอมรวมกับ “ป๊อป” จนกลายเป็นภาษากลางที่คนจากหลายประเทศเข้าถึงได้

นั่นทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในโตรอนโตมีความหมายมากขึ้นไปอีก เพราะเมืองในอเมริกาเหนือไม่ได้เพียงต้อนรับศิลปินชื่อดังจากเกาหลีใต้ แต่กำลังเปิดพื้นที่ให้กับบรรยากาศแบบ “ARIRANG” หรือช่วงเวลาแห่งวัฒนธรรมเกาหลีในความหมายกว้าง เมืองกลายเป็นฉากหลังของประสบการณ์ร่วม ที่แฟนๆ ไม่ได้สัมผัสเฉพาะบนเวทีคอนเสิร์ต แต่รับรู้ได้ตั้งแต่ก้าวลงจากรถไฟ เดินผ่านป้ายถนน หรือพบกิจกรรมรอบพื้นที่จัดงาน

สำหรับไทยเอง เราเห็นแนวโน้มลักษณะนี้มานานแล้วในพื้นที่อย่างสยามสแควร์ ราชประสงค์ หรือห้างใหญ่ที่มักจัดกิจกรรมต้อนรับศิลปินเกาหลี ตั้งแต่บูธถ่ายรูป ป้าย LED จนถึงคาเฟ่ธีมพิเศษ แต่กรณีของโตรอนโตแสดงระดับของการบูรณาการที่ลึกกว่า เพราะไม่ใช่การตลาดโดยเอกชนเพียงอย่างเดียว หากเป็นการเคลื่อนไหวผ่านโครงสร้างทางปกครองของเมืองโดยตรง จึงนับเป็นสัญญาณว่าฮันรยูกำลังถูกแปลความใหม่ในฐานะ “ทรัพยากรทางวัฒนธรรมของเมือง” ไม่ใช่แค่กระแสนิยมชั่วคราว

โตรอนโตมองคอนเสิร์ต BTS เป็นเทศกาลของเมือง

นอกจากแนวคิด “BTS Boulevard” แล้ว สภานครโตรอนโตยังมีความเคลื่อนไหวอีกด้าน คือการขอให้ฝ่ายบริหารเมืองประกาศช่วงวันที่ 22-23 ซึ่งเป็นวันจัดคอนเสิร์ต ให้เป็น “BTS Weekend” อย่างเป็นทางการ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะคำว่า “Weekend” ในบริบทของนโยบายเมือง หมายถึงการขยายคอนเสิร์ตออกจากขอบเขตของกิจกรรมในสนามกีฬา ไปสู่การเป็น “สุดสัปดาห์พิเศษ” ที่ทั้งเมืองร่วมรับรู้

ถ้าจะเทียบกับบริบทไทย ผู้อ่านอาจนึกถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ งานลอยกระทง หรืออีเวนต์ใหญ่บางประเภทที่ทั้งย่านทั้งเมืองถูกทำให้มีอารมณ์ร่วมไปในทิศทางเดียวกัน ร้านค้า โรงแรม ระบบขนส่ง และจุดท่องเที่ยวต่างปรับตัวตามกิจกรรมหลัก การประกาศ “BTS Weekend” จึงมีนัยในลักษณะนั้น คือเป็นความพยายามสร้างช่วงเวลาเฉพาะที่เมืองพร้อมจะเชื่อมตัวเองเข้ากับเหตุการณ์ทางวัฒนธรรมหนึ่งอย่างเต็มรูปแบบ

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจยิ่งขึ้นคือการที่ทั้ง “ถนน” และ “สุดสัปดาห์” ถูกหยิบมาพูดพร้อมกัน หากการตั้งชื่อถนนเป็นการนิยาม “พื้นที่” การประกาศสุดสัปดาห์ก็คือการนิยาม “เวลา” เมืองกำลังสร้างทั้งพิกัดทางกายภาพและพิกัดทางความรู้สึกให้เชื่อมโยงกับ BTS ในช่วงเวลาที่ทัวร์มาถึง นี่คือการต้อนรับที่ออกแบบอย่างมีชั้นเชิง เพราะแฟนๆ จะไม่ได้เพียงเดินทางไปดูโชว์แล้วกลับ แต่จะรู้สึกว่าเมืองทั้งเมืองกำลังร่วมเป็นเจ้าภาพในประสบการณ์นั้นด้วย

ในเชิงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เรื่องนี้ย่อมส่งผลต่อกิจกรรมโดยรอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ร้านอาหาร คาเฟ่ โรงแรม ระบบขนส่งสาธารณะ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยที่ขายของที่ระลึกหรือจัดกิจกรรมแฟนมีตติ้งย่อย ต่างสามารถอาศัยกระแสของ “BTS Weekend” เพื่อดึงผู้คนให้ออกมาใช้จ่ายและท่องเที่ยวมากขึ้น เมืองใหญ่ทั่วโลกในปัจจุบันล้วนแข่งขันกันด้วยประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ด้วยโครงสร้างพื้นฐาน การมีอีเวนต์ที่ทำให้คนอยากมาเยือนและรู้สึกว่าต้องเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลานั้น จึงเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์อย่างมาก

สำหรับแฟนคลับหรือ ARMY การได้รับการยอมรับจากเมืองในระดับนี้ย่อมมีผลทางอารมณ์เช่นกัน เพราะมันตอกย้ำว่าชุมชนแฟนไม่ใช่กลุ่มคนชายขอบที่ถูกมองว่า “คลั่งศิลปิน” แบบผิวเผินอีกต่อไป แต่เป็นกลุ่มผู้บริโภควัฒนธรรมที่มีบทบาทจริงในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเมือง และสามารถผลักดันให้หน่วยงานรัฐหันมามองพลังของคอนเสิร์ตในฐานะกิจกรรมสาธารณะระดับเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม

การต้อนรับอย่างเป็นทางการยังต้องผ่านเรื่องสิทธิในชื่อ BTS

อย่างไรก็ดี แม้สภานครโตรอนโตจะมีมติเห็นชอบในหลักการบางส่วนแล้ว แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตา นั่นคือเรื่องการใช้ทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวข้องกับชื่อ “BTS” เพราะในโลกอุตสาหกรรมบันเทิงระดับโลก ชื่อศิลปินไม่ได้เป็นเพียงคำที่ใครจะนำไปใช้ในพื้นที่สาธารณะได้โดยเสรี หากเป็นทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของต้นสังกัดและผู้ถือสิทธิ

มีการยืนยันจากฝั่งต้นสังกัดว่า ทางโตรอนโตได้ติดต่อเข้ามาเพื่อขออนุมัติการใช้ชื่อ BTS สำหรับการตั้งชื่อถนนและการประกาศ “BTS Weekend” แล้ว และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการหารือ นี่เป็นรายละเอียดที่สำคัญมาก เพราะช่วยให้เห็นว่าเบื้องหลังภาพการต้อนรับอันอบอุ่นนั้น มีขั้นตอนทางกฎหมายและการบริหารแบรนด์ทำงานควบคู่กันอยู่เสมอ

ในมุมหนึ่ง เรื่องนี้สะท้อนความเป็นมืออาชีพของทั้งสองฝ่าย เมืองต้องการแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการ แต่ก็ต้องเคารพสิทธิของเจ้าของแบรนด์ ขณะที่ฝั่งศิลปินและต้นสังกัดก็ต้องพิจารณาว่าการใช้ชื่อในพื้นที่สาธารณะควรมีขอบเขตและรูปแบบอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับภาพลักษณ์ของศิลปินและไม่ก่อให้เกิดความสับสนในอนาคต หากเทียบกับบริบทไทย เรื่องนี้ก็คล้ายกับการใช้ชื่อหรือโลโก้ของศิลปินในงานภาครัฐหรือพื้นที่ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมักต้องมีหนังสืออนุญาตอย่างชัดเจน ไม่ใช่เพียงเห็นว่าเป็นการโปรโมตก็ใช้ได้ทันที

กรณีโตรอนโตจึงเป็นตัวอย่างชัดเจนของจุดตัดระหว่างสามโลกที่มาบรรจบกัน ได้แก่ โลกของแฟนวัฒนธรรมป๊อป โลกของการบริหารเมือง และโลกของการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา เมื่อ K-pop เติบโตถึงระดับที่เมืองใหญ่พร้อมหยิบชื่อศิลปินมาใช้ในภาษาราชการ ปัญหาและขั้นตอนที่ตามมาย่อมซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย และนี่เองที่ทำให้ข่าวนี้มีมิติมากกว่าเรื่อง “เมืองหนึ่งตั้งชื่อถนนตามวงดัง”

สิ่งที่ควรแยกให้ออกอย่างชัดเจนในเวลานี้คือ ส่วนที่ผ่านการพิจารณาแล้ว กับส่วนที่ยังอยู่ในขั้นหารือเกี่ยวกับสิทธิการใช้ชื่อ การรายงานอย่างระมัดระวังจึงมีความจำเป็น เพราะในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวทำนองนี้มักถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็วและอาจถูกตีความเกินข้อเท็จจริงได้ง่าย การติดตามผลลัพธ์สุดท้ายว่าจะออกมาในรูปแบบใด จึงยังเป็นประเด็นที่สื่อและแฟนคลับทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด

จากบัลติมอร์ถึงอาร์ลิงตัน แล้วมาถึงโตรอนโต เมืองต่างๆ กำลังแข่งขันกันต้อนรับ BTS

ทัวร์ “ARIRANG” ของ BTS ในอเมริกาเหนือเริ่มต้นจากนิวยอร์ก ก่อนเดินทางต่อไปยังเมืองสำคัญหลายแห่ง โดยมีการแสดงที่ M&T Bank Stadium ในบัลติมอร์ วันที่ 10-11 ตามเวลาท้องถิ่น ต่อด้วย AT&T Stadium ในอาร์ลิงตัน วันที่ 15-16 และปิดช่วงที่ได้รับความสนใจอย่างมากที่ Rogers Stadium ในโตรอนโต วันที่ 22-23 เส้นทางนี้เผยให้เห็นไม่เพียงขนาดของทัวร์ แต่ยังรวมถึงระดับการตอบรับจากแต่ละเมืองที่ดูจะพยายามสร้าง “ลายเซ็น” การต้อนรับของตัวเองขึ้นมา

ก่อนหน้านี้ สหรัฐมีความเคลื่อนไหวจากระดับผู้ว่าการรัฐที่ส่งสารต้อนรับ BTS อย่างเป็นทางการ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแรงสั่นสะเทือนของคอนเสิร์ตไม่ได้เกิดเฉพาะหน้าเวทีหรือในหมู่แฟนคลับ แต่ถูกยอมรับในระดับการเมืองท้องถิ่นด้วย ภาพเช่นนี้อาจเคยพบในกรณีการแข่งขันกีฬาระดับใหญ่หรือเทศกาลภาพยนตร์สำคัญ แต่การเกิดขึ้นกับวง K-pop สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมบันเทิงโลกอย่างเด่นชัด

น่าสังเกตว่าแต่ละเมืองไม่ได้เพียงตอบรับแบบเดียวกันทั้งหมด บางแห่งเลือกใช้ข้อความต้อนรับ บางแห่งอาศัยกิจกรรมรอบสนามกีฬา บางแห่งผลักดันมาตรการเชิงสัญลักษณ์ผ่านกลไกของเมือง เช่น กรณีโตรอนโต สิ่งนี้ทำให้ทัวร์คอนเสิร์ตไม่ใช่แค่ลิสต์วันเวลาและสถานที่ แต่กลายเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “เมืองที่ BTS ไปเยือน” และ “เมืองนั้นเลือกต้อนรับอย่างไร”

ในยุคที่ประสบการณ์ผู้ชมมีความสำคัญไม่แพ้ตัวโชว์บนเวที รายละเอียดลักษณะนี้ย่อมมีผลต่อภาพจำของแฟนๆ มาก แฟนจากหลายประเทศอาจเดินทางมาเพียงไม่กี่วัน แต่ถ้าเมืองสามารถทำให้ช่วงเวลานั้นมีเอกลักษณ์ ก็จะเกิดการบอกต่อผ่านภาพถ่าย คลิปวิดีโอ และโพสต์บนโซเชียลมีเดียอย่างมหาศาล ผลลัพธ์คือเมืองได้รับการประชาสัมพันธ์ในระดับโลกโดยแทบไม่ต้องซื้อโฆษณาในรูปแบบเดิม

สำหรับผู้อ่านไทยที่คุ้นชินกับภาพสนามราชมังคลากีฬาสถานหรืออิมแพ็คอารีน่าถูกย้อมด้วยสีประจำด้อมเวลามีคอนเสิร์ตศิลปินเกาหลี ข่าวจากโตรอนโตอาจเป็นสัญญาณชวนคิดว่าในอนาคต เมืองไทยเองจะยกระดับการต้อนรับอีเวนต์วัฒนธรรมป๊อปสู่ระดับนโยบายเมืองได้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อไทยเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของการทัวร์เอเชียอยู่แล้ว หากการประสานงานระหว่างรัฐ ท้องถิ่น เอกชน และผู้จัดทำได้อย่างลงตัว โอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากอีเวนต์ลักษณะนี้ก็ย่อมมหาศาล

ทำไมชื่อถนนและชื่อสุดสัปดาห์จึงมีความหมายต่อแฟนทั่วโลก

ในเชิงสัญลักษณ์ “BTS Boulevard” และ “BTS Weekend” เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายมาก แม้ผู้เดินทางจะมาจากหลายประเทศและใช้คนละภาษา แต่คำว่า “BTS” เป็นชื่อที่ไม่ต้องแปล ส่วนคำอย่าง “Boulevard” และ “Weekend” ก็เป็นคำพื้นฐานที่ผู้คนจำนวนมากคุ้นเคยอยู่แล้ว นี่คือข้อได้เปรียบของการสร้างประสบการณ์สาธารณะในยุคโลกาภิวัตน์ เพราะไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายยาวเหยียด ทุกคนก็เข้าใจทันทีว่ามีอะไรพิเศษเกิดขึ้น

สำหรับแฟนคลับ นี่ไม่ใช่แค่ฉากหลังสวยๆ สำหรับถ่ายรูปลงโซเชียล แต่เป็นองค์ประกอบที่ขยายความทรงจำของการเดินทางไปดูคอนเสิร์ตออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ช่วงเวลาแห่งการเป็นแฟนไม่ได้เริ่มต้นเมื่อไฟในสนามดับลงและอินโทรเพลงแรกดังขึ้นเท่านั้น หากเริ่มตั้งแต่จองตั๋วเครื่องบิน วางแผนที่พัก นัดพบเพื่อนต่างชาติ เดินสำรวจร้านคาเฟ่ธีมแฟนโปรเจกต์ และตามหาป้ายหรือพื้นที่ที่เมืองจัดเตรียมไว้ให้ การมีชื่อถนนหรือชื่อสุดสัปดาห์เฉพาะกิจ จึงช่วยทำให้ “การไปคอนเสิร์ต” กลายเป็น “การไปใช้ชีวิตในเทศกาลวัฒนธรรม” อย่างสมบูรณ์

ความเรียบง่ายของชื่อยังสอดคล้องกับธรรมชาติของแฟนด้อมระดับโลก ที่ขับเคลื่อนด้วยการแชร์ประสบการณ์แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นภาพบน X, Instagram, TikTok หรือแพลตฟอร์มชุมชนแฟนอื่นๆ เมื่อมีป้ายที่สื่อสารชัดเจนและเป็นสากล ภาพเหล่านั้นก็พร้อมแพร่กระจายอย่างรวดเร็วโดยไม่ติดข้อจำกัดด้านภาษา ก่อให้เกิดการรับรู้ร่วมแบบข้ามพรมแดน ซึ่งนับเป็นคุณสมบัติที่สำคัญมากของวัฒนธรรมป๊อปยุคดิจิทัล

มองในอีกมุมหนึ่ง เรื่องนี้ยังช่วยยืนยันว่าเมืองสมัยใหม่ไม่อาจแยกตัวเองออกจากวัฒนธรรมแฟนได้อีกต่อไป เพราะแฟนด้อมไม่ใช่เพียงผู้บริโภค แต่เป็นผู้ผลิตภาพจำ ผู้เผยแพร่ชื่อเมือง และผู้สร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เมืองที่เข้าใจพลวัตนี้เร็วจึงมีแนวโน้มจะได้เปรียบในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ

BTS ในฐานะพลังละมุนของเกาหลีใต้ และบทเรียนที่ไทยควรมอง

สิ่งที่เกิดขึ้นในโตรอนโตยังตอกย้ำบทบาทของ BTS ในฐานะ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของเกาหลีใต้อย่างเด่นชัด หลายปีที่ผ่านมา โลกได้เห็นแล้วว่า K-drama, K-beauty, อาหารเกาหลี และ K-pop ทำงานประสานกันในการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ แต่ BTS เป็นกรณีศึกษาพิเศษ เพราะวงสามารถพาตัวเองจากการเป็นศิลปินไอดอลสู่การเป็นสัญลักษณ์ระดับโลกที่หน่วยงานรัฐต่างประเทศพร้อมตอบรับในเชิงสถาบัน

สำหรับไทย คำว่า “ซอฟต์พาวเวอร์” ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงหลายปีหลัง ทั้งในเรื่องอาหาร แฟชั่น มวยไทย ภาพยนตร์ และเทศกาลพื้นถิ่น แต่ข่าวนี้ชวนให้มองอีกด้านหนึ่งว่า ซอฟต์พาวเวอร์จะมีพลังมากขึ้นเมื่อมันเชื่อมกับระบบเมืองและประสบการณ์ของผู้คนอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการโฆษณาว่าเรามีวัฒนธรรมดีงาม หากต้องแปลงวัฒนธรรมให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ผู้มาเยือนได้สัมผัสจริง เหมือนที่โตรอนโตกำลังพยายามทำกับกระแสของ BTS

นี่จึงเป็นบทเรียนที่น่าสนใจว่า เมืองใดก็ตามที่ต้องการใช้วัฒนธรรมเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ จำเป็นต้องคิดให้ไกลกว่าเวทีจัดงาน ต้องคิดถึงเส้นทางการเดินทางของผู้คน พื้นที่ถ่ายภาพ สัญลักษณ์สาธารณะ ระบบขนส่ง ความร่วมมือกับธุรกิจท้องถิ่น และการสื่อสารที่เชื่อมโยงกันอย่างมีเอกภาพ เมืองไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงาน แต่ต้องทำตัวเองให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานด้วย

ในกรณีของ BTS ความสำเร็จของวงทำให้หลายเมืองพร้อมออกแบบภาษาต้อนรับใหม่ๆ และการที่ชื่อวงถูกอภิปรายในที่ประชุมสภานครก็เป็นภาพที่ชัดเจนที่สุดว่า K-pop ได้เดินทางไกลเกินกว่าความหมายเดิมไปแล้ว จาก “กระแสบันเทิงของวัยรุ่น” สู่ “เครื่องมือเชื่อมโยงเมืองกับโลก” และในวันที่การแข่งขันด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้มข้นขึ้นทุกขณะ เมืองที่อ่านเกมนี้ออกก่อนย่อมมีโอกาสเปลี่ยนคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งให้กลายเป็นเรื่องเล่าระดับโลกได้

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

ในระยะสั้น สิ่งที่น่าติดตามคือผลการหารือเรื่องสิทธิการใช้ชื่อ BTS ว่าจะสิ้นสุดลงในรูปแบบใด และ “BTS Boulevard” กับ “BTS Weekend” จะถูกนำไปใช้จริงในพื้นที่อย่างไร หากทุกอย่างเดินหน้าอย่างราบรื่น โตรอนโตอาจกลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญของโลกดนตรีร่วมสมัย ว่าเมืองสามารถร่วมออกแบบประสบการณ์ทัวร์คอนเสิร์ตกับศิลปินระดับโลกได้ถึงระดับไหน

ในระยะยาว ข่าวนี้อาจเป็นหมุดหมายอีกจุดหนึ่งของฮันรยูในอเมริกาเหนือ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าการต้อนรับ K-pop ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภาคธุรกิจบันเทิงหรือแฟนคลับอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ระดับนโยบายท้องถิ่น การสื่อสารเชิงสถาบัน และการใช้พื้นที่เมืองเป็นสื่อกลาง เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน พลังของคอนเสิร์ตก็ยิ่งขยายจากไม่กี่ชั่วโมงในสนาม ไปสู่การเป็นประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ครอบคลุมทั้งเมือง

สำหรับผู้อ่านไทยที่ติดตาม BTS และกระแสเกาหลีมาโดยตลอด เรื่องราวจากโตรอนโตอาจไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเสียทีเดียว เพราะเรารู้กันดีอยู่แล้วว่าอิทธิพลของวงนี้กว้างไกลเพียงใด แต่สิ่งที่ทำให้ข่าวนี้มีความหมาย คือมันพิสูจน์ด้วยกลไกทางการของเมืองว่าแรงสนับสนุนดังกล่าวไม่ได้มีอยู่แค่บนหน้าฟีดหรือในสนามคอนเสิร์ต หากมีตัวตนในโครงสร้างสาธารณะอย่างแท้จริง

และนั่นอาจเป็นนิยามใหม่ของฮันรยูในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เพียงกระแสความนิยมที่พัดผ่าน แต่เป็นพลังทางวัฒนธรรมที่ทำให้เมืองต่างๆ ทั่วโลกยอมปรับภาษา สัญลักษณ์ และจังหวะเวลาของตนเอง เพื่อร่วมอยู่ในเรื่องเล่าเดียวกันกับศิลปินเกาหลีที่คนทั้งโลกจับตามองอยู่ในเวลานี้

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โอ เยจิน กับบททดสอบหลังเหรียญทอง: ดาวยิงสาวเกาหลีใต้ลุยเอเชียนเกมส์ ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักไม่แพ้ปืนในมือ

‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล