จากที่ดินรอพัฒนาไปสู่โจทย์เมืองรอบสถานีรถไฟ: ทำไมกรณี ‘กอมอัม’ ในเกาหลีใต้จึงสะท้อนบทเรียนสำคัญถึงไทย

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ
สัญญาณใหม่จากเกาหลีใต้: ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ ‘มีที่ดิน’ แต่ต้องใช้ที่ดินให้ตรงความต้องการเมือง
ประเด็นที่ถูกหยิบขึ้นมาอย่างมีนัยสำคัญในการประชุมชี้แจงนโยบาย “เร่งจัดหาที่อยู่อาศัย” ของกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงคำถามว่ารัฐจะหาที่ดินเพิ่มได้มากแค่ไหน หากแต่เป็นคำถามที่ลึกกว่านั้น นั่นคือ เมื่อมีที่ดินอยู่ในมือแล้ว จะทำอย่างไรให้ที่ดินผืนนั้นถูกพัฒนาได้จริงและตอบโจทย์ตลาดในเวลาที่เมืองต้องการ กรณีพื้นที่รอบสถานีคอมอัม หรือ “กอมอัมย็อกเซกวอน” ในเมืองอินชอน จึงกลายเป็นภาพสะท้อนชัดเจนของปัญหาที่หลายประเทศในเอเชีย—including ไทย—คุ้นเคยดี นั่นคือ อุปสรรคสุดท้ายของการพัฒนา ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเวนคืน การชดเชย หรือการจัดสรรที่ดิน แต่ไปติดอยู่ที่ “การกำหนดประเภทการใช้ประโยชน์” และกฎเกณฑ์ที่ตามมา
ในเวทีดังกล่าว ผู้ประกอบการรายหนึ่งที่เดินหน้าโครงการผ่านระบบ “แดโทโบซัง” หรือการชดเชยเป็นที่ดิน แทนการรับเงินสด ได้เสนอให้รัฐเร่งพิจารณาเปลี่ยนที่ดินประเภท “สิ่งอำนวยความสะดวกสนับสนุนเมือง” ไปเป็นที่ดินประเภท “อาคารชุดผสมพาณิชยกรรมและที่อยู่อาศัย” หรือที่เกาหลีเรียกว่าแนวทางพัฒนาแบบจูซังคบฮับ จุดนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนว่ารัฐอาจส่งสัญญาณด้านนโยบายเพื่อเร่งอุปทานบ้านได้แล้ว แต่ถ้าโครงสร้างการใช้ที่ดินไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง โครงการก็ยังไม่สามารถขยับไปสู่การก่อสร้างและการส่งมอบได้
นี่ไม่ใช่เพียงข้อถกเถียงทางเทคนิคเรื่องผังเมือง หากเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับความน่าเชื่อถือของนโยบายรัฐโดยตรง เพราะผู้ประกอบการจำนวนมากตัดสินใจจากสัญญาณของรัฐบาล หากรัฐประกาศจะเร่งซัพพลายที่อยู่อาศัย แต่ที่ดินที่ได้รับกลับไม่สามารถแปลงเป็นโครงการที่ตลาดต้องการได้ในเวลาอันสมควร คำถามที่จะตามมาคือ นโยบายเร่งอุปทานจะมีผลในทางปฏิบัติได้เพียงใด
ในมุมของข่าวเศรษฐกิจเมือง กรณีนี้จึงมีน้ำหนักมากกว่าข่าวการยื่นข้อเสนอของเอกชนรายหนึ่ง เพราะมันชี้ให้เห็นว่า ยุคของการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยด้วยสูตร “เพิ่มพื้นที่-เพิ่มตัวเลข” อาจไม่เพียงพออีกต่อไป เมืองสมัยใหม่ โดยเฉพาะเมืองที่มีโครงข่ายรถไฟฟ้าหรือรถไฟชานเมืองเป็นแกนหลัก จำเป็นต้องคิดพร้อมกันทั้งการเดินทาง การอยู่อาศัย พาณิชยกรรม โรงเรียน สาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิต ถ้าขาดสมดุลเพียงจุดเดียว การพัฒนาก็อาจชะงักเหมือนรถที่ติดไฟแดงอยู่ตลอด แม้ถนนข้างหน้าจะดูเหมือนเปิดโล่งก็ตาม
กรณี ‘กอมอัม’ บอกอะไร: ย่านรอบสถานีไม่ได้ต้องการแค่ที่ดินว่าง แต่ต้องการฟังก์ชันที่เหมาะสม
หัวใจของข้อเสนอจากภาคเอกชนในพื้นที่กอมอัมอยู่ที่การขอเปลี่ยนประเภทที่ดินจากพื้นที่สำหรับสนับสนุนกิจกรรมเมือง ไปสู่รูปแบบโครงการมิกซ์ยูสที่รวมที่อยู่อาศัยกับกิจกรรมเชิงพาณิชย์เข้าไว้ด้วยกัน ประเด็นนี้ฟังดูอาจเป็นเรื่องเฉพาะทาง แต่แท้จริงแล้วคือโจทย์พื้นฐานของการออกแบบเมืองรอบสถานีรถไฟ ย่านใกล้สถานีมักมีศักยภาพสูง ทั้งในแง่การเข้าถึง การจับจ่ายใช้สอย และความต้องการอยู่อาศัยแบบไม่ต้องพึ่งรถยนต์มากนัก ดังนั้น หากโครงสร้างผังเดิมล็อกให้พื้นที่จำนวนมากทำหน้าที่เฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยไม่เปิดทางให้เกิดการผสมผสานของการใช้ประโยชน์ เมืองก็อาจเสียโอกาสสำคัญไป
คำว่า “ย็อกเซกวอน” ในบริบทเกาหลี หมายถึงพื้นที่อิทธิพลรอบสถานีขนส่งทางราง ซึ่งคล้ายกับที่คนไทยนึกภาพย่านรอบสถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ MRT ว่าเป็นจุดที่เหมาะกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบหนาแน่นและใช้งานได้หลายรูปแบบ หากจะอธิบายให้เห็นภาพง่ายขึ้น มันไม่ต่างจากการถกเถียงว่า พื้นที่รอบสถานีกลางหรือจุดเปลี่ยนถ่ายสำคัญในกรุงเทพฯ ควรถูกใช้เป็นสำนักงานอย่างเดียว เป็นศูนย์การค้าอย่างเดียว หรือควรมีทั้งคอนโดมิเนียม ร้านค้า บริการชุมชน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นระบบ
ในกรณีของกอมอัม สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นคือการตัดสินใจว่าจะอนุญาตให้เปลี่ยนประเภทที่ดินหรือไม่ และเมื่อใด นั่นหมายความว่า ข่าวนี้ยังไม่ใช่ข่าว “รัฐไฟเขียว” แต่เป็นข่าวที่ชี้ว่าแรงกดดันจากภาคสนามเริ่มดังขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และเสียงเรียกร้องนั้นชี้ไปในทิศทางเดียวกัน คือ ถ้าต้องการเร่งการสร้างที่อยู่อาศัยจริง ต้องมองให้พ้นขั้นตอนการจัดหาที่ดิน ไปสู่ขั้นตอนการปรับกติกาให้สอดคล้องกับความต้องการของย่าน
ในเชิงนโยบายเมือง เรื่องนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะการเปลี่ยนประเภทที่ดินรอบสถานีไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนห้องพักอาศัย แต่ยังกระทบต่อจำนวนคนที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ ปริมาณการเดินทาง ความสามารถในการรองรับของโรงเรียน ท่อระบายน้ำ พื้นที่สีเขียว และบริการสาธารณะอื่นๆ ด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลเกาหลีต้องชั่งน้ำหนักระหว่าง “ความเร็ว” กับ “ความพร้อม” และทำไมผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยมองว่าการเร่งอุปทานที่แท้จริง ไม่ได้แปลว่าอนุมัติทุกอย่างให้เร็วที่สุด แต่ต้องเร่งในสิ่งที่พร้อมและจัดวางอย่างสมเหตุสมผล
ออฟฟิศเทลกับกฎเกณฑ์ที่ตึงตัว: ภาษาทางผังเมืองที่มีผลต่อชีวิตคนเมือง
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในเวทีเดียวกันคือเรื่อง “ออฟฟิศเทล” ซึ่งเป็นคำที่หลายคนในไทยอาจคุ้นหูจากซีรีส์เกาหลีหรือข่าวอสังหาริมทรัพย์เกาหลี แต่อาจยังไม่เข้าใจทั้งหมด ออฟฟิศเทลในเกาหลีเป็นอสังหาริมทรัพย์ลูกผสมระหว่างสำนักงานกับที่พักอาศัย เดิมถูกออกแบบให้รองรับการใช้เป็นสำนักงานขนาดเล็ก แต่ในทางปฏิบัติถูกใช้เป็นที่อยู่อาศัยอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในหมู่คนโสด คนทำงานรุ่นใหม่ หรือครัวเรือนขนาดเล็ก เพราะอยู่ในทำเลเมือง เดินทางสะดวก และตอบโจทย์วิถีชีวิตที่ต้องการความคล่องตัว
ผู้ประกอบการในพื้นที่กอมอัมระบุว่า เขากำลังพิจารณาพัฒนาออฟฟิศเทลเพื่อการอยู่อาศัยบนที่ดินเชิงพาณิชย์ในเขตบ้านจัดสรรสาธารณะ แต่ติดข้อจำกัดจากแนวทางกำกับดูแลของรัฐ จึงเสนอให้มีการผ่อนคลายกฎในกรณีที่พื้นที่นั้นมีโครงสร้างพื้นฐานและเงื่อนไขด้านการศึกษารองรับเพียงพอ จุดนี้น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นว่าเอกชนไม่ได้เรียกร้องการผ่อนคลายแบบครอบจักรวาล หากพยายามโยงข้อเสนอเข้ากับเงื่อนไขของความพร้อมจริงในพื้นที่
เมื่อแปลเป็นภาษานโยบาย ข้อถกเถียงนี้คือการถามว่า รัฐจะสามารถออกกติกาที่ยืดหยุ่นตามบริบทพื้นที่ได้หรือไม่ แทนที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกแปลง ทุกย่าน ทุกเมือง หากย่านหนึ่งมีโรงเรียน มีระบบขนส่ง มีถนน มีพื้นที่สาธารณะ และมีความต้องการอยู่อาศัยชัดเจน การอนุญาตให้พัฒนาออฟฟิศเทลเพื่อการอยู่อาศัยอาจเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มซัพพลายที่รวดเร็วกว่าโครงการขนาดใหญ่บางประเภท แต่ถ้าย่านยังไม่มีความพร้อม กฎผ่อนปรนเช่นเดียวกันก็อาจสร้างปัญหาตามมาทั้งด้านการจราจร คุณภาพชีวิต และภาระต่อบริการสาธารณะ
บทเรียนสำคัญของเกาหลีจึงไม่ได้อยู่ที่คำตอบว่า “ควรผ่อนคลายหรือไม่” แต่อยู่ที่วิธีคิดเรื่องการกำกับดูแลแบบมีเงื่อนไข นี่เป็นแนวทางที่หลายประเทศกำลังหันมาให้ความสนใจ เพราะตลาดที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่เปลี่ยนเร็ว ครัวเรือนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น รูปแบบการทำงานก็เปลี่ยนไปหลังยุคโรคระบาด พื้นที่ที่แต่เดิมถูกออกแบบเพื่อหน้าที่เดียว อาจต้องถูกตีความใหม่เพื่อให้สอดรับกับชีวิตจริงของคนเมืองมากขึ้น
สำหรับผู้อ่านไทย อาจเปรียบเทียบได้กับการถกเถียงเรื่องอาคารแบบมิกซ์ยูส คอนโดใกล้รถไฟฟ้า หรืออาคารที่มีการใช้งานข้ามประเภทในกรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ซึ่งมักมีคำถามคล้ายกันเสมอว่า พื้นที่เชิงพาณิชย์จะกลายเป็นที่อยู่อาศัยได้หรือไม่ จะกระทบชุมชนเดิมเพียงใด และระบบสาธารณูปโภครองรับได้มากน้อยแค่ไหน ข่าวจากเกาหลีจึงมีความสำคัญในฐานะกรณีศึกษาว่า ประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านระบบรางและการพัฒนาเมืองเข้มข้น ก็ยังต้องเผชิญโจทย์เดียวกับเราในระดับหนึ่ง
นโยบายรัฐเกาหลีเดินมาถึงจุดตัดใหม่: ความสำเร็จไม่ได้วัดจากประกาศ แต่จากการปลดล็อกหน้างาน
หากมองให้ไกลกว่าพื้นที่กอมอัม ข่าวนี้กำลังสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวาระสาธารณะในเกาหลีใต้ จากเดิมที่เน้น “รัฐจะเพิ่มซัพพลายอย่างไร” ไปสู่คำถามว่า “จะทำให้ซัพพลายเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร” การประชุมครั้งนี้จัดโดยองค์กรในภาคที่อยู่อาศัยและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งร่วมกัน และมีเป้าหมายเพื่ออธิบายมาตรการเร่งจัดหาที่อยู่อาศัยของรัฐ นั่นหมายความว่าหลังจากประกาศนโยบายแล้ว สิ่งที่ภาคธุรกิจกำลังจับตาคือขั้นตอนปฏิบัติ รายละเอียด และความยืดหยุ่นในการแปลนโยบายสู่หน้างาน
กรณีเช่นนี้มักเกิดขึ้นบ่อยในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ไม่เฉพาะเกาหลีใต้ เพราะการประกาศเป้าหมายเรื่องจำนวนยูนิตหรือปริมาณพื้นที่พัฒนาเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การทำให้โครงการเดินหน้าได้จริงขึ้นอยู่กับกลไกย่อยจำนวนมาก ตั้งแต่ประเภทที่ดิน การประเมินผลกระทบ การอนุญาตก่อสร้าง เงื่อนไขสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับโรงเรียนและระบบขนส่ง หากหนึ่งในห่วงโซ่นี้ติดขัด ซัพพลายที่ประกาศไว้ก็อาจเป็นเพียงตัวเลขบนกระดาษ
สำหรับรัฐบาลเกาหลีใต้ ความท้าทายจึงไม่ใช่แค่การตอบเสียงเรียกร้องของภาคเอกชน แต่คือการรักษาสมดุลระหว่างความเชื่อมั่นทางนโยบายกับผลประโยชน์สาธารณะ รัฐไม่อาจปล่อยให้ทุกพื้นที่เปลี่ยนการใช้ประโยชน์ได้ตามแรงกดดันของตลาดเพียงอย่างเดียว ขณะเดียวกัน หากกฎเกณฑ์แข็งตัวเกินไปจนไม่สะท้อนสภาพจริงของแต่ละย่าน ก็อาจทำให้มาตรการเร่งอุปทานหมดความหมาย
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือ เกาหลีใต้จะพัฒนากลไก “คัดกรองตามเงื่อนไขพื้นที่” ได้มากน้อยเพียงใด กล่าวคือ พื้นที่ใดมีระบบรองรับเพียงพอ พื้นที่ใดควรปรับการใช้ประโยชน์บางส่วน พื้นที่ใดควรคงบทบาทเชิงพาณิชย์หรือบริการเมืองเอาไว้เพื่อไม่ให้เสียสมดุล หากทำได้ดี นี่อาจกลายเป็นแบบอย่างของการบริหารที่ยืดหยุ่นแต่ไม่ไร้ทิศทาง หากทำได้ไม่ดี ก็มีความเสี่ยงที่นโยบายเร่งอุปทานจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นเพียงการสร้างความคาดหวังโดยไม่สามารถแก้ปัญหาคอขวดได้จริง
ในความหมายนี้ กอมอัมจึงเป็นมากกว่าพื้นที่โครงการหนึ่งแห่ง แต่เป็นสนามทดสอบว่าเกาหลีใต้พร้อมแค่ไหนกับการก้าวจาก “รัฐที่ประกาศนโยบาย” ไปสู่ “รัฐที่บริหารรายละเอียด” ซึ่งมักเป็นจุดชี้ชะตาความสำเร็จของโครงการเมืองขนาดใหญ่ทุกแห่ง
ผลสะเทือนต่อไทย: นักลงทุน แฟนคลับเกาหลี ธุรกิจไทย และบทเรียนเรื่องเมืองรอบสถานี
แม้ข่าวนี้จะเป็นข่าวอสังหาริมทรัพย์เชิงนโยบายของเกาหลีใต้ แต่สำหรับไทยไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-เกาหลีไม่ได้มีเพียงมิติของเคป็อป ซีรีส์ อาหาร หรือความงามเท่านั้น หากยังรวมถึงการลงทุน การท่องเที่ยว การพัฒนาเมือง และความสนใจร่วมกันในโมเดลเศรษฐกิจเมืองสมัยใหม่ด้วย สำหรับผู้อ่านไทยที่ติดตามกระแสฮันรยู อาจเคยเห็นภาพเกาหลีในฐานะประเทศที่วางระบบขนส่งสาธารณะดี เมืองกระชับ เดินสะดวก และมีโครงการมิกซ์ยูสเชื่อมชีวิตประจำวันกับสถานีรถไฟอย่างลงตัว แต่ข่าวจากกอมอัมกำลังบอกเราว่า แม้แต่เกาหลีใต้เองก็ยังต้องแก้โจทย์เรื่องกติกาการใช้ที่ดินและความสมดุลของเมืองอยู่ตลอดเวลา
ในเชิงตลาด เรื่องนี้มีความหมายต่อไทยอย่างน้อยสามมิติ มิติแรกคือบทเรียนเชิงนโยบายสำหรับเมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และหัวเมืองที่กำลังขยายเครือข่ายรถไฟฟ้า เมื่อรัฐหรือเอกชนพูดถึงการพัฒนารอบสถานี เรามักมองไปที่ศักยภาพเชิงมูลค่าที่ดินหรือจำนวนยูนิตที่ขายได้ แต่กรณีเกาหลีชี้ชัดว่า การเร่งซัพพลายโดยไม่ทบทวนว่าประเภทการใช้ที่ดินตรงกับความต้องการจริงหรือไม่ อาจทำให้เกิดที่ดินค้างพัฒนา หรือเกิดโครงการที่ไม่ตอบโจทย์คนอยู่อาศัยจริง
มิติที่สองคือความหมายต่อภาคธุรกิจไทย บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยจำนวนไม่น้อยเฝ้าติดตามโมเดลการพัฒนาแบบเกาหลี ทั้งในแง่การออกแบบมิกซ์ยูส การจัดการพื้นที่พาณิชย์ชั้นล่าง และการเชื่อมกับขนส่งสาธารณะ กรณีนี้จึงน่าสนใจในฐานะตัวอย่างว่า แม้โมเดลจะดูน่าสนใจเพียงใด แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและความสามารถของรัฐในการปรับเครื่องมือให้ทันตลาดด้วย ไม่ใช่แค่การลอกแบบสถาปัตยกรรมหรือรูปแบบธุรกิจมาใช้
มิติที่สามคือความหมายต่อความรับรู้ของสังคมไทยเกี่ยวกับเกาหลีใต้ ในหมู่แฟนคลับหรือผู้บริโภควัฒนธรรมเกาหลี ไทยมักมองเกาหลีผ่านภาพของความทันสมัย ความรวดเร็ว และการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ข่าวลักษณะนี้ช่วยเติมภาพอีกด้านว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเมืองเกาหลี ก็ยังมีการต่อรอง การตั้งคำถาม และข้อขัดแย้งระหว่างนโยบายกับภาคปฏิบัติอยู่เสมอ ซึ่งไม่ต่างจากสังคมไทยนัก เพียงแต่เกาหลีอาจมีระบบเวทีสาธารณะและกรอบการถกเถียงที่เข้มข้นในรายละเอียดมากกว่า
ถ้ามองให้ใกล้ตัวขึ้นอีก สิ่งที่ไทยควรจับตาคือแนวคิดเรื่องการประเมิน “ความพร้อมของพื้นที่” ก่อนผ่อนคลายกฎ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาคารผสมผสาน การอยู่อาศัยบนที่ดินบางประเภท หรือการเพิ่มความหนาแน่นรอบสถานี หลักคิดนี้สำคัญมากสำหรับเมืองไทย เพราะหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเผชิญปัญหาคล้ายกัน คือมีโครงข่ายรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่บริการสาธารณะ พื้นที่สีเขียว โรงเรียน และถนนซอยกลับไม่ได้ขยายตัวในอัตราเดียวกัน หากเร่งแต่จำนวนโครงการโดยละเลยคุณภาพชีวิต ปัญหาที่ตามมาอาจไม่ต่างจากคำเตือนที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีใต้
ในมิติความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี ข่าวประเภทนี้ยังช่วยให้เห็นว่า ความร่วมมือระหว่างสองประเทศอาจมีพื้นที่มากกว่าอุตสาหกรรมบันเทิงและการบริโภควัฒนธรรม ตัวอย่างเช่น การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาเมืองรอบระบบราง การจัดการที่ดินในย่านเศรษฐกิจ และการกำกับดูแลอาคารแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการไทยสามารถเรียนรู้จากเกาหลีได้โดยตรง โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเองกำลังพูดถึงเมืองอัจฉริยะ เมืองน่าอยู่ และการเติบโตที่เชื่อมกับระบบขนส่งมากขึ้น
จากฮันรยูสู่ฮันรยูเชิงโครงสร้าง: ทำไมข่าวอสังหาฯ เกาหลียังน่าติดตามสำหรับคนไทย
เมื่อพูดถึงกระแสเกาหลีในไทย หลายคนอาจนึกถึงคอนเสิร์ต ศิลปิน ร้านอาหาร เครื่องสำอาง หรือซีรีส์ที่สะท้อนชีวิตคนเมืองในอพาร์ตเมนต์เล็กแต่จัดวางสวยงาม ทว่าในอีกด้านหนึ่ง ฮันรยูยังมีอิทธิพลในเชิงโครงสร้างด้วย นั่นคือการทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มสนใจวิธีที่เกาหลีออกแบบเมือง จัดการขนส่งสาธารณะ และสร้างสภาพแวดล้อมการใช้ชีวิตแบบหนาแน่นแต่เดินได้สะดวก ข่าวอย่างกรณีกอมอัมจึงไม่ใช่แค่ข่าววงในของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ หากเป็นชิ้นส่วนหนึ่งของเรื่องใหญ่กว่า ว่าเกาหลีใต้กำลังพยายามรักษาสมดุลระหว่างความเติบโต ความเร็ว และคุณภาพชีวิตอย่างไร
หากเทียบกับอุตสาหกรรมไทย จะเห็นว่าทั้งสองประเทศกำลังเผชิญโจทย์บางอย่างร่วมกัน นั่นคือการรับมือกับเมืองที่แพงขึ้น ความต้องการที่อยู่อาศัยใกล้ระบบขนส่งที่เพิ่มขึ้น และข้อจำกัดของกฎระเบียบเดิมที่อาจไม่ทันสภาพตลาดใหม่ ความต่างอยู่ตรงที่เกาหลีมีวัฒนธรรมการอยู่อาศัยแบบอพาร์ตเมนต์และการพัฒนารอบสถานีเข้มข้นกว่า ขณะที่ไทยยังมีความหลากหลายของรูปแบบที่อยู่อาศัยและความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างพื้นฐานสูงกว่า ทำให้การถอดบทเรียนต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่ยกโมเดลมาใช้ทั้งชุด
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้ทันทีคือการเปลี่ยนมุมมองจากการวัดความสำเร็จด้วยปริมาณ ไปสู่การวัดด้วย “ความพร้อมในการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นชีวิตเมือง” เพราะท้ายที่สุด เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่มีโครงการจำนวนมากที่สุด แต่เป็นเมืองที่ผู้คนใช้ชีวิตได้จริง เดินทางได้สะดวก ส่งลูกเรียนได้ มีบริการสาธารณะรองรับ และมีพื้นที่เศรษฐกิจที่ไม่ขัดแย้งกับการอยู่อาศัยมากเกินไป
ในโลกที่การพัฒนาเมืองกับวัฒนธรรมป๊อปเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภาพที่ผู้คนมีต่อเกาหลีจากซีรีส์เรื่องหนึ่งหรือมิวสิกวิดีโอหนึ่งเพลง ย่อมสัมพันธ์กับระบบเมืองที่ทำให้วิถีชีวิตแบบนั้นดำรงอยู่ได้ ข่าวอสังหาริมทรัพย์จึงไม่ใช่ข่าวแห้งแล้งอย่างที่หลายคนคิด แต่มันคือคำอธิบายเบื้องหลังว่า เพราะเหตุใดเมืองหนึ่งจึงน่าอยู่หรือไม่น่าอยู่ เพราะเหตุใดคนรุ่นใหม่จึงอยากอยู่ใกล้สถานีรถไฟ และเพราะเหตุใดการเปลี่ยนประเภทที่ดินแปลงหนึ่งจึงส่งผลต่อทั้งย่านได้
กรณีกอมอัมในอินชอนจึงควรถูกมองในฐานะสัญญาณของยุคใหม่ในการพัฒนาเมืองเกาหลี ยุคที่โจทย์ไม่ใช่เพียง “สร้างเพิ่ม” แต่คือ “สร้างให้ตรง” และ “สร้างอย่างสมดุล” นั่นเอง สำหรับไทย นี่คือกระจกสะท้อนชัดเจนว่า การพัฒนาเมืองรอบระบบรางจะไปได้ไกลเพียงใด ไม่ได้ขึ้นกับการลงทุนอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการประสานผังเมือง ความต้องการตลาด สาธารณูปโภค และคุณภาพชีวิตให้เดินไปด้วยกัน หากเกาหลีใต้กำลังทดสอบคำตอบผ่านกอมอัม ไทยก็คงต้องถามตัวเองเช่นกันว่า เราพร้อมแค่ไหนกับการเปลี่ยนที่ดินให้กลายเป็นเมืองที่คนอยากใช้ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงเมืองที่ดูดีบนแผนแม่บท
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น