เมื่อคอนเทนต์เกาหลีไปไกลถึงบราซิล: สัญญาณใหม่ของฮันรยูที่ไทยต้องจับตา

เมื่อคอนเทนต์เกาหลีไปไกลถึงบราซิล: สัญญาณใหม่ของฮันรยูที่ไทยต้องจับตา

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

จากเอเชียสู่ลาตินอเมริกา ทำไมข่าวนี้จึงสำคัญกว่าตัวเลขความนิยม

ในอุตสาหกรรมบันเทิงโลก ข่าวที่ผู้บริหารของดิสนีย์ออกมาพูดถึง “ความนิยมของคอนเทนต์เกาหลีในบราซิล” อาจดูเป็นเพียงอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของกระแสฮันรยู แต่หากมองให้ลึก ข่าวนี้มีนัยสำคัญมากกว่าการบอกว่า ซีรีส์หรือผลงานจากเกาหลีใต้ยังไปได้สวยในต่างประเทศ ประเด็นสำคัญอยู่ที่การยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้แต่แพลตฟอร์มระดับโลกเองก็ “คาดไม่ถึง” ว่าคอนเทนต์เกาหลีจะไปได้ไกลและแรงถึงตลาดที่อยู่ห่างไกลทั้งภาษา ภูมิศาสตร์ และรหัสทางวัฒนธรรมอย่างบราซิล จนต้องกลับมาศึกษาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

คำกล่าวของเอริก ชไรเออร์ ผู้บริหารวอลต์ดิสนีย์ด้านบริการสตรีมมิงและคอนเทนต์นานาชาติ ที่ระบุว่าบริษัทกำลังวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังความนิยมนี้ สะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของอุตสาหกรรมบันเทิงโลกอย่างชัดเจน เพราะในอดีต การส่งออกวัฒนธรรมมักถูกอธิบายด้วยสูตรค่อนข้างตรงไปตรงมา เช่น ภาษาใกล้กัน วัฒนธรรมคล้ายกัน หรือมีตลาดเดิมรองรับอยู่แล้ว แต่กรณีคอนเทนต์เกาหลีในบราซิลกำลังบอกเราว่า สูตรเดิมเหล่านั้นอาจอธิบายโลกสตรีมมิงยุคใหม่ได้ไม่ครบอีกต่อไป

สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะไทยเองอยู่ท่ามกลางกระแสเกาหลีมานาน ตั้งแต่ยุคซีรีส์โทรทัศน์ที่ฉายผ่านฟรีทีวี ยุคเพลงเคป็อปที่ตีตลาดวัยรุ่น จนถึงยุคแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่ทำให้ผู้ชมเลือกดูผลงานจากเกาหลีได้แทบพร้อมกับผู้ชมทั่วโลก หากวันนี้ดิสนีย์เริ่มถามอย่างจริงจังว่า “ทำไมคอนเทนต์เกาหลีจึงข้ามพรมแดนไปได้ไกลขนาดนี้” คำถามเดียวกันนี้ก็ควรเป็นคำถามของผู้ประกอบการไทย ผู้ผลิตไทย และผู้ชมไทยด้วยเช่นกัน ว่าโลกกำลังให้คุณค่ากับอะไรในคอนเทนต์ร่วมสมัย และใครกำลังอ่านเกมนี้ได้เร็วกว่าใคร

สิ่งที่น่าสนใจคือ ข่าวนี้ไม่ได้มาพร้อมตัวเลขยอดชมอย่างหวือหวา ไม่ได้ประกาศโครงการลงทุนใหม่ และไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงว่าผลงานเรื่องใดเป็นพระเอกของปรากฏการณ์ แต่การที่บริษัทระดับดิสนีย์หยิบยก “กรณีเกาหลีในบราซิล” ขึ้นมาเป็นประเด็นในเวทีว่าด้วยกลยุทธ์คอนเทนต์นานาชาติ ก็เพียงพอแล้วที่จะชี้ให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่กระแสฉาบฉวย หากเป็นสัญญาณเชิงโครงสร้างของตลาดโลกที่กำลังขยับ

ความเป็นท้องถิ่นที่ไม่ต้องลดทอน กลายเป็นพลังระดับโลก

หนึ่งในประเด็นที่สำคัญที่สุดจากคำอธิบายของดิสนีย์คือ แนวคิด “เล่าเรื่องท้องถิ่นเพื่อผู้ชมท้องถิ่น” ยังคงเป็นจุดตั้งต้นของกลยุทธ์บริษัท กล่าวคือ ในฝรั่งเศสก็ทำเรื่องแบบฝรั่งเศส ในสเปนก็ทำเรื่องที่มีอารมณ์และบริบทแบบสเปน หลักคิดนี้ตรงกันข้ามกับแนวทางยุคเก่าที่พยายามทำคอนเทนต์ให้เป็นสากลด้วยการลดทอนความเฉพาะตัวทางวัฒนธรรมให้น้อยที่สุด เพื่อให้เข้าถึงคนจำนวนมากได้ง่ายที่สุด

แต่กรณีคอนเทนต์เกาหลีกลับเผยให้เห็นความย้อนแย้งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง นั่นคือ ยิ่งเรื่องเล่ามีความเป็นเกาหลีชัดเจนมากเท่าไร ก็อาจยิ่งมีแรงดึงดูดในสายตาผู้ชมต่างวัฒนธรรมมากขึ้นเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ในครอบครัว ลำดับชั้นทางสังคม ภาษากาย การสื่อสารทางอารมณ์ หรือภูมิทัศน์เมืองแบบเกาหลี องค์ประกอบเหล่านี้ไม่ได้ถูกลบให้กลางๆ เพื่อเอาใจผู้ชมทั่วโลก แต่กลับกลายเป็นจุดขายที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าได้พบกับโลกอีกใบที่มีรายละเอียดจริง มีชีวิตจริง และมีอารมณ์จริง

ในแง่นี้ ความสำเร็จของคอนเทนต์เกาหลีจึงไม่ใช่เพียงชัยชนะของ “เนื้อหาที่ทำได้ดี” เท่านั้น แต่ยังเป็นชัยชนะของ “ความจริงใจทางวัฒนธรรม” ด้วย ผู้ชมจำนวนมากในยุคปัจจุบันไม่ได้ต้องการคอนเทนต์ที่ทำให้ทุกประเทศดูเหมือนกันไปหมด ตรงกันข้าม พวกเขาต้องการเห็นเรื่องเล่าที่ฝังรากในสังคมหนึ่งอย่างชัดเจน แล้วปล่อยให้ความเป็นมนุษย์สากลของตัวละครเป็นตัวเชื่อมอารมณ์ข้ามพรมแดนเอง

ภาพนี้ไม่ต่างจากสิ่งที่ผู้ชมไทยคุ้นเคยกับอาหารเกาหลี วัฒนธรรมคาเฟ่เกาหลี หรือรายการวาไรตี้เกาหลี หลายครั้งสิ่งที่ทำให้คนไทยสนใจ ไม่ใช่เพราะเกาหลีทำตัวให้คล้ายไทย แต่เป็นเพราะเกาหลียังคงความเป็นเกาหลีไว้อย่างชัดเจนจนชวนให้คนดูอยากเข้าไปทำความรู้จักมากกว่าเดิม คอนเทนต์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเรื่องเล่ามีเอกลักษณ์พอ มันไม่ได้ผลักคนดูออกไปเสมอไป แต่อาจดึงคนดูเข้ามาด้วยความอยากรู้อยากเห็นแทน

ประเด็นนี้สำคัญมากต่อการทำความเข้าใจตลาดโลกในวันนี้ เพราะมันกำลังบอกว่า “ความสากล” ไม่ได้แปลว่า “ไร้กลิ่นอายท้องถิ่น” อีกแล้ว หากแต่อาจหมายถึง “ท้องถิ่นที่เล่าได้ลึกพอจนคนต่างชาติรับรู้อารมณ์ร่วมได้” ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการทำเนื้อหาให้เรียบ ปลอดภัย และเหมือนกันทุกประเทศ

เหตุใดบราซิลจึงกลายเป็นโจทย์ที่แม้แต่ดิสนีย์ก็ต้องกลับไปวิเคราะห์

สิ่งที่ทำให้บราซิลกลายเป็นกรณีศึกษาน่าสนใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นตลาดใหญ่ในลาตินอเมริกา แต่เพราะบราซิลอยู่ไกลจากเกาหลีใต้ในแทบทุกมิติ ทั้งภาษา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และความใกล้ชิดทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม หากใช้กรอบคิดเก่า หลายคนอาจคาดว่าคอนเทนต์เกาหลีจะไปได้ดีกว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือในภูมิภาคที่มีความคุ้นเคยกับกระแสเอเชียอยู่แล้ว มากกว่าจะทะลุไปสร้างแรงตอบรับในประเทศที่มีพื้นเพทางวัฒนธรรมต่างออกไปมาก

ดังนั้น เมื่อผู้บริหารดิสนีย์ยอมรับว่าไม่ทันคาดการณ์กระแสนี้ แปลว่าอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความจริงข้อใหม่ นั่นคือ การเดินทางของคอนเทนต์ในยุคสตรีมมิงไม่ได้เป็นเส้นตรงอีกต่อไป ผู้ชมในบราซิลอาจไม่ได้เลือกดูผลงานเกาหลีเพราะมีความใกล้เคียงทางวัฒนธรรม แต่เพราะแพลตฟอร์มเปิดทางให้พบเจอเนื้อหาได้ง่ายขึ้น อัลกอริทึมแนะนำคอนเทนต์ได้แม่นขึ้น หรือผู้ชมรุ่นใหม่คุ้นชินกับการรับชมเรื่องเล่าจากนอกโลกตะวันตกมากขึ้นแล้ว

ที่สำคัญ ข่าวนี้ทำให้เราเห็นว่าแพลตฟอร์มระดับโลกเองก็ไม่ได้มีสูตรสำเร็จครบทุกข้อ แม้จะมีข้อมูลมหาศาล มีทีมวิเคราะห์ตลาด และมีเครื่องมือวัดพฤติกรรมผู้ชมละเอียดเพียงใด แต่ก็ยังมีพื้นที่ของ “ความไม่คาดคิด” อยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อคอนเทนต์หนึ่งเรื่องเดินทางผ่านสภาพแวดล้อมแบบดิจิทัล ที่คำบอกต่อบนโซเชียลมีเดีย ชุมชนแฟนคลับ และวัฒนธรรมการรับชมแบบข้ามภาษา สามารถเร่งการเติบโตของกระแสได้เร็วกว่าที่บริษัทใหญ่จะตั้งสมมติฐานทัน

อีกด้านหนึ่ง การที่ดิสนีย์ยังไม่รีบสรุปเหตุผลตายตัวว่าเพราะอะไร ก็ถือเป็นท่าทีที่น่าจับตา เพราะมันสะท้อนความระมัดระวังของอุตสาหกรรมในการอ่านปรากฏการณ์นี้อย่างมีวินัย ไม่เหมารวมว่าความสำเร็จเกิดจากสูตรเดียว เช่น ดาราดัง บทเข้มข้น หรือคุณภาพโปรดักชันเพียงอย่างเดียว แต่ยอมรับว่าความสำเร็จข้ามพรมแดนอาจเกิดจากการผสมกันของหลายปัจจัย ตั้งแต่คุณภาพงาน ความสดใหม่ทางอารมณ์ จังหวะเวลาทางตลาด ไปจนถึงโครงสร้างการกระจายคอนเทนต์บนแพลตฟอร์ม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข่าวนี้จึงมีน้ำหนักในเชิงแนวโน้มมากกว่าการรายงานอันดับความนิยมรายสัปดาห์ เพราะสิ่งที่โลกบันเทิงกำลังพยายามทำความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ว่า “อะไรดัง” แต่คือ “ทำไมมันดังในที่ที่ไม่ควรดังตามสูตรเดิม” และคำตอบของคำถามนี้อาจกำหนดทิศทางการลงทุนและการผลิตคอนเทนต์ทั่วโลกในระยะต่อไป

เมื่อแพลตฟอร์มเริ่มถามว่า “ทำไมต้องเกาหลี” ความได้เปรียบจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

คำถามที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการวิเคราะห์ของดิสนีย์คือ เหตุใดคอนเทนต์จากเกาหลีใต้จึงกลายเป็นตัวอย่างเด่นของการเติบโตแบบคาดเดายากในตลาดโลก ประเด็นนี้ไม่ควรถูกอธิบายอย่างโรแมนติกว่าเป็นเพียงพลังแฟนคลับหรือโชคของกระแสฮันรยู เพราะหากมองในระดับอุตสาหกรรม ความสำเร็จนี้เกิดจากการสั่งสมหลายชั้นมานานพอสมควร

เกาหลีใต้ใช้เวลาหลายปีในการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมบันเทิงที่มีทั้งผู้ผลิตมืออาชีพ ระบบนักแสดงและไอดอลที่แข็งแรง วินัยการพัฒนาบท การออกแบบโปรดักชันที่รู้จักมาตรฐานสากล ตลอดจนความสามารถในการทำตลาดระหว่างประเทศ ภาพของคอนเทนต์เกาหลีในสายตาผู้ชมโลกจึงไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานเรื่องเดียว แต่เกิดจากการสะสมความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ “K-content” อย่างต่อเนื่อง

ในอีกมุมหนึ่ง ความได้เปรียบของเกาหลีอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างความร่วมสมัยกับความเฉพาะตัวได้ค่อนข้างดี ผลงานจำนวนมากมีโครงสร้างการเล่าที่ผู้ชมต่างชาติเข้าถึงได้ไม่ยาก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังแฝงรายละเอียดชีวิตแบบเกาหลีอย่างชัดเจน ผู้ชมจึงรู้สึกทั้ง “เข้าใจ” และ “ค้นพบ” ไปพร้อมกัน ความรู้สึกสองอย่างนี้เป็นพลังสำคัญของการรับชมข้ามวัฒนธรรม

อีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้คือ แพลตฟอร์มสตรีมมิงทำให้คอนเทนต์เกาหลีไม่ต้องผ่านด่านคัดเลือกแบบเดิมที่เคยจำกัดการเดินทางของผลงานต่างประเทศ เมื่อก่อนผู้ชมในหลายประเทศอาจต้องรอให้สถานีโทรทัศน์ซื้อสิทธิ์มาฉายก่อน แต่วันนี้ผู้ชมสามารถเจอคอนเทนต์ใหม่ได้จากหน้าแนะนำของแพลตฟอร์มเดียวกันทั่วโลก จึงเปิดโอกาสให้เรื่องเล่าจากประเทศที่เคยเป็น “ผู้เล่นรอง” สามารถขึ้นมาแข่งขันในพื้นที่เดียวกับฮอลลีวูดได้จริงมากขึ้น

เพราะฉะนั้น เมื่อดิสนีย์เริ่มตั้งคำถามเชิงลึกกับความนิยมของคอนเทนต์เกาหลี สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นไม่ใช่การชมเชยประเทศหนึ่งเป็นพิเศษเท่านั้น แต่เป็นการยอมรับว่าเกาหลีใต้ได้กลายเป็นกรณีศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ของโลกสตรีมมิงไปแล้ว ใครก็ตามที่อยากเข้าใจอนาคตของคอนเทนต์นานาชาติ คงหลีกเลี่ยงการศึกษาสูตรการเติบโตของเกาหลีได้ยากขึ้นเรื่อยๆ

มุมไทย: ตลาดไทย แฟนคลับไทย และธุรกิจไทยควรอ่านสัญญาณนี้อย่างไร

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้มีความหมายชัดเจนในอย่างน้อยสามระดับ ระดับแรกคือฝั่งผู้ชม ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมเกาหลีมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นละคร เพลง แฟชั่น เครื่องสำอาง อาหาร หรือการท่องเที่ยว กระแสฮันรยูในไทยไม่ได้เป็นเพียงแฟชั่นชั่วคราว แต่ฝังอยู่ในพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง การที่คอนเทนต์เกาหลีสามารถขยายไปสู่บราซิลได้ หมายความว่าความนิยมในไทยไม่ใช่กรณีพิเศษโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์โลกที่กำลังกว้างขึ้นอีกขั้น

ระดับที่สองคือฝั่งธุรกิจ แพลตฟอร์มสตรีมมิง ผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์ บริษัทสื่อ เอเจนซีการตลาด และผู้จัดอีเวนต์ในไทย ล้วนมีส่วนได้ส่วนเสียกับความแข็งแรงของคอนเทนต์เกาหลี เมื่อกระแสไม่ได้หยุดอยู่ที่เอเชีย แต่ขยายสู่ตลาดใหม่อย่างลาตินอเมริกา แปลว่ามูลค่าของทรัพย์สินทางวัฒนธรรมจากเกาหลีมีแนวโน้มยืนระยะในระยะกลางถึงยาวมากขึ้น สิ่งนี้ส่งผลต่อการวางแผนของบริษัทไทยที่ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์เกาหลี ทั้งในด้านลิขสิทธิ์ โฆษณา สปอนเซอร์ การจัดแฟนมีตติ้ง ตลอดจนการต่อยอดสินค้าผู้บริโภคที่อิงกับศิลปินและซีรีส์เกาหลี

ระดับที่สามคือฝั่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยเอง ข่าวนี้ชวนให้ไทยกลับมาถามอย่างจริงจังว่า หากโลกกำลังเปิดรับ “เรื่องท้องถิ่นที่เล่าดี” มากขึ้น ไทยพร้อมแค่ไหนที่จะส่งเรื่องเล่าของตัวเองออกไปในลักษณะเดียวกัน เรามีวัตถุดิบทางวัฒนธรรมมากมายที่ต่างชาติจดจำได้ ตั้งแต่เมืองเก่า อาหาร สายสัมพันธ์ครอบครัว ชุมชนต่างจังหวัด ความเชื่อ ความเหลื่อมล้ำในเมือง ไปจนถึงอารมณ์ขันแบบไทย แต่โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่มีวัตถุดิบ หากอยู่ที่เราสามารถแปลงวัตถุดิบเหล่านั้นให้กลายเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพระดับแข่งขันได้หรือไม่

ในอดีต วงการบันเทิงไทยมักเผชิญคำถามคล้ายกันว่า ถ้าจะไปสากลต้องลดความเป็นไทยลงหรือไม่ ข่าวจากดิสนีย์กำลังส่งสัญญาณในทางกลับกันว่า บางทีสิ่งที่โลกอยากเห็น อาจไม่ใช่คอนเทนต์ที่พยายามทำตัวเป็นใครอีกคน แต่คือคอนเทนต์ที่รู้ว่าตัวเองเป็นใครอย่างชัดเจน แล้วเล่าเรื่องนั้นด้วยมาตรฐานที่ดีพอ ผู้ผลิตไทยจึงอาจต้องคิดใหม่จากฐานคิด “ทำให้เป็นสากล” ไปสู่ “ทำให้ลึก ทำให้จริง และทำให้ถึง” มากกว่า

สำหรับแฟนคลับไทย ข่าวนี้ยังมีความหมายในเชิงวัฒนธรรมด้วย เพราะสะท้อนว่าอิทธิพลของฮันรยูไม่ได้หยุดอยู่ที่การบริโภคความบันเทิงอีกแล้ว แต่กำลังกำหนดทิศทางการตัดสินใจของบริษัทสื่อระดับโลก ในทางหนึ่ง ผู้ชมไทยซึ่งติดตามคอนเทนต์เกาหลีมานานอาจมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเราเห็นพลังของเกาหลีมาหลายปีแล้ว แต่ความใหม่อยู่ตรงที่ตอนนี้ “ตลาดโลก” เริ่มมองสิ่งที่แฟนชาวไทยรู้สึกมานานในฐานะข้อมูลเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่รสนิยมของกลุ่มแฟนคลับ

หากเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมไทย ภาพที่เห็นชัดคือ ไทยมีศักยภาพด้านนักแสดง เรื่องเล่า และเสน่ห์ทางวัฒนธรรมไม่น้อย แต่ยังต้องเร่งสร้างความต่อเนื่องของระบบ ตั้งแต่การพัฒนาบท การลงทุนระยะยาว การผลักดันลิขสิทธิ์ไปต่างประเทศ ไปจนถึงการสร้างแบรนด์คอนเทนต์ไทยให้คนดูต่างชาติจำได้ในระดับประเทศเหมือนที่คำว่า K-content ทำได้แล้ว ข่าวนี้จึงเป็นทั้งคำชื่นชมเกาหลีและเป็นกระจกสะท้อนโจทย์ของไทยในเวลาเดียวกัน

บทเรียนสำหรับอุตสาหกรรมไทย: โลกไม่ได้ต้องการความเหมือน แต่อยากได้เรื่องเล่าที่เฉพาะและจริง

หากจะสรุปบทเรียนจากกรณีนี้ในมุมของไทย สิ่งแรกที่ควรทำความเข้าใจคือ ตลาดโลกในยุคแพลตฟอร์มอาจเปิดกว้างกว่าที่เราเคยคิด แต่ประตูนั้นไม่ได้เปิดให้ทุกคนโดยอัตโนมัติ ผู้ที่จะผ่านเข้าไปได้ต้องมีทั้งเรื่องเล่าที่ชัดเจน คุณภาพการผลิตที่ได้มาตรฐาน และกลยุทธ์การวางตำแหน่งที่แม่นยำ เกาหลีใต้กำลังได้เปรียบตรงที่สามารถทำทั้งสามอย่างนี้ให้เดินไปด้วยกันได้

ไทยเองมีตัวอย่างของคอนเทนต์ที่ไปต่างประเทศได้ในบางช่วงบางประเภท ทั้งซีรีส์บางแนว ภาพยนตร์สยองขวัญ หรือกระแสวายที่มีแฟนต่างชาติ แต่ความท้าทายคือการเปลี่ยนความสำเร็จแบบเป็นรายเรื่องหรือรายกระแส ให้กลายเป็นความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมในภาพรวม เหมือนที่ผู้ชมจำนวนมากทั่วโลกเริ่มเปิดดูผลงานเกาหลีด้วยความรู้สึกว่า อย่างน้อยก็มีมาตรฐานบางอย่างที่คาดหวังได้

บทเรียนข้อถัดมาคือ การทำคอนเทนต์เพื่อผู้ชมในประเทศไม่จำเป็นต้องขัดกับการไปตลาดโลก ตรงกันข้าม กรณีเกาหลีกำลังย้ำชัดว่าเรื่องเล่าที่เริ่มต้นจากคนดูในบ้านตัวเอง หากทำได้ดีพอ ก็มีสิทธิ์ออกเดินทางไกลกว่าที่คาด การพยายามประดิษฐ์เนื้อหาให้เอาใจทุกประเทศตั้งแต่ต้น อาจทำให้ผลงานสูญเสียแก่นและความจริงใจ จนท้ายที่สุดไม่โดนใจใครอย่างแท้จริงเลยก็ได้

ในบริบทไทย นี่อาจหมายถึงการกลับมาให้คุณค่ากับรายละเอียดชีวิตไทยที่เคยถูกมองว่าเฉพาะเกินไป ไม่ว่าจะเป็นภาษาเฉพาะถิ่น ความสัมพันธ์ในครอบครัวขยาย วัฒนธรรมการทำงานของคนเมือง ความเชื่อพื้นบ้าน หรือบรรยากาศสังคมที่เปลี่ยนผ่านระหว่างรุ่น สิ่งเหล่านี้หากถูกนำเสนออย่างมีชั้นเชิงและร่วมสมัย อาจกลายเป็นจุดเชื่อมใหม่กับผู้ชมต่างชาติได้เช่นเดียวกับที่ความเป็นเกาหลีกลายเป็นจุดแข็งของคอนเทนต์จากโซล

ท้ายที่สุด อุตสาหกรรมไทยอาจต้องมองกระแสเกาหลีไม่ใช่แค่คู่แข่งที่แย่งเวลาผู้ชม แต่เป็นกรณีศึกษาเรื่องการสร้างระบบนิเวศสร้างสรรค์ ตั้งแต่รัฐ เอกชน แพลตฟอร์ม โรงเรียนสอนการแสดง ผู้เขียนบท โปรดิวเซอร์ ไปจนถึงธุรกิจแฟนคลับและอีเวนต์ หากไทยอยากผลักดัน soft power ของตัวเองให้ไปได้ไกลกว่ากระแสชั่วคราว การมองทั้งระบบสำคัญพอๆ กับการมองความสำเร็จของผลงานเดี่ยว

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่ว่าเรื่องไหนดัง แต่แพลตฟอร์มจะตีความกระแสนี้อย่างไร

ในระยะสั้น สิ่งที่น่าติดตามที่สุดอาจไม่ใช่รายชื่อซีรีส์หรือผลงานเกาหลีเรื่องใหม่เท่านั้น แต่คือผลลัพธ์ของการวิเคราะห์ที่ดิสนีย์กำลังทำอยู่ เพราะหากแพลตฟอร์มสรุปได้ว่าความสำเร็จของคอนเทนต์เกาหลีในตลาดไกลตัวอย่างบราซิลเกิดจากความจริงใจของเรื่องเล่าท้องถิ่นผสานกับคุณภาพการผลิตที่สม่ำเสมอ ก็มีโอกาสที่โมเดลการลงทุนในคอนเทนต์นานาชาติจะยิ่งให้ความสำคัญกับ “ความเฉพาะของท้องถิ่น” มากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง

หากเป็นเช่นนั้น ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่เกาหลีใต้ แต่จะขยายไปยังประเทศผู้ผลิตคอนเทนต์อื่นๆ รวมถึงไทยด้วย แพลตฟอร์มต่างชาติอาจเริ่มมองหาผลงานที่หยั่งรากในสังคมของแต่ละประเทศอย่างลึกซึ้งมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะคาดหวังมาตรฐานการผลิตและความพร้อมของทีมงานในระดับที่แข่งขันได้จริง นี่คือโอกาสและแรงกดดันที่จะมาพร้อมกัน

สำหรับผู้ชมไทย ข่าวนี้อาจเป็นอีกหลักฐานหนึ่งว่าโลกบันเทิงกำลังเข้าสู่ยุคที่พรมแดนทางวัฒนธรรมไม่ได้หายไป แต่ถูกต่อเชื่อมด้วยเทคโนโลยีและความอยากรู้ของผู้ชมมากขึ้น คนดูไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกบริบทของสังคมเกาหลีหรือบราซิลจึงจะเข้าถึงอารมณ์ของเรื่องได้ ขอเพียงตัวงานมีพลังพอที่จะพาให้คนดูเดินเข้าไปในโลกนั้นด้วยความสมัครใจ

ในภาพใหญ่ ปรากฏการณ์ที่ดิสนีย์กำลังพยายามอธิบายอาจกำลังบอกเราว่า อนาคตของความบันเทิงโลกจะไม่ได้ถูกกำหนดโดยศูนย์กลางเดิมเพียงไม่กี่แห่งอีกต่อไป แต่จะเป็นสนามที่เรื่องเล่าจากหลายประเทศสามารถขึ้นมาเป็นศูนย์กลางชั่วขณะได้ หากมีความสดใหม่ มีคุณภาพ และมีเสน่ห์พอที่จะเชื่อมกับผู้ชมต่างวัฒนธรรม ข่าวคอนเทนต์เกาหลีในบราซิลจึงไม่ใช่แค่ข่าวดีของเกาหลีใต้ หากเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทั้งไทยและประเทศผู้ผลิตคอนเทนต์อื่นๆ ควรอ่านให้ขาด

เพราะในที่สุดแล้ว คำถามที่ดิสนีย์ตั้งว่า “ทำไมคอนเทนต์เกาหลีจึงไปได้ไกลถึงบราซิล” อาจเป็นคำถามเดียวกับที่หลายประเทศรวมถึงไทยควรถามตัวเองต่อว่า แล้วเรื่องเล่าของเราล่ะ จะทำอย่างไรให้ไปถึงคนดูที่เราเองยังคาดไม่ถึงได้บ้าง

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โอ เยจิน กับบททดสอบหลังเหรียญทอง: ดาวยิงสาวเกาหลีใต้ลุยเอเชียนเกมส์ ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักไม่แพ้ปืนในมือ

‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล