กรมสรรพากรเกาหลีช่วยธุรกิจฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ขยายเวลาชำระภาษีนิติบุคคลให้เอสเอ็มอีในคอเจและทงยอง

กรมสรรพากรเกาหลีช่วยธุรกิจฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ขยายเวลาชำระภาษีนิติบุคคลให้เอสเอ็มอีในคอเจและทงยอง

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

เกาหลีเร่งช่วยธุรกิจท้องถิ่น หลังฝนตกหนักสร้างความเสียหายต่อภาคเอกชน

รัฐบาลเกาหลีใต้เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ หลังเกิดฝนตกหนักรุนแรงในช่วงวันหยุดยาววันประกาศอิสรภาพเกาหลี ส่งผลให้พื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ โดยเฉพาะเมืองคอเจและทงยอง ในจังหวัดคย็องซังใต้ ได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจ

กรมสรรพากรเกาหลีใต้ (National Tax Service: NTS) ประกาศเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2026 ว่าจะขยายกำหนดเวลาการชำระภาษีนิติบุคคลสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบ โดยเลื่อนกำหนดออกไปอีก 2 เดือน จากเดิมเป็นวันที่ 2 พฤศจิกายน เพื่อช่วยลดภาระทางการเงินในช่วงที่ผู้ประกอบการกำลังฟื้นฟูกิจการ

มาตรการดังกล่าวครอบคลุมธุรกิจเอสเอ็มอีประมาณ 1,200 แห่งในพื้นที่คอเจและทงยอง ซึ่งอยู่ในกลุ่มบริษัทที่ต้องชำระภาษีนิติบุคคลล่วงหน้า การเลื่อนกำหนดชำระไม่ได้หมายถึงการยกเว้นภาษี แต่เป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทมีเวลาบริหารกระแสเงินสด หลังต้องเผชิญกับต้นทุนซ่อมแซม ความเสียหายของสถานประกอบการ และรายได้ที่อาจลดลงจากการหยุดชะงักทางธุรกิจ

สำหรับผู้อ่านไทย แนวทางนี้คล้ายกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการหลังเกิดภัยพิบัติที่ภาครัฐอาจใช้ในหลายประเทศ คือไม่ได้ลดภาระทั้งหมด แต่ช่วยจัดลำดับเวลาการชำระหนี้และภาษี เพื่อให้ธุรกิจสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ก่อน

จากการเก็บภาษีสู่บทบาทสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

โดยปกติหน่วยงานจัดเก็บภาษีมีหน้าที่หลักคือบริหารรายได้ของรัฐ แต่กรณีของเกาหลีใต้สะท้อนแนวคิดที่กว้างขึ้น นั่นคือระบบภาษีสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลไกช่วยเหลือเศรษฐกิจในช่วงวิกฤต

สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ ภัยธรรมชาติอาจเป็นปัญหาที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยเงินทุนสำรองหรือระบบประกันภัย แต่สำหรับเอสเอ็มอีซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น ความเสียหายเพียงไม่กี่สัปดาห์อาจส่งผลต่อการจ้างงาน การจ่ายค่าเช่า การชำระหนี้ และการดำเนินงานประจำวัน

คอเจและทงยองเป็นพื้นที่ที่มีทั้งภาคอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจชุมชน เมืองเหล่านี้มีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมต่อเรือ การประมง การท่องเที่ยวชายฝั่ง และธุรกิจบริการที่เชื่อมโยงกับชุมชน เมื่อธุรกิจขนาดเล็กหยุดชะงัก ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะเจ้าของกิจการ แต่ยังส่งต่อไปยังแรงงาน ซัพพลายเออร์ และร้านค้ารอบพื้นที่

การเลื่อนเวลาชำระภาษีจึงเป็นมาตรการที่มุ่งรักษาสภาพคล่องในระยะสั้น เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินไปใช้กับการฟื้นฟู เช่น ซ่อมแซมอุปกรณ์ จ่ายค่าจ้างพนักงาน หรือกลับมาเปิดบริการได้เร็วขึ้น

บทเรียนจากเกาหลีใต้: การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติต้องมองทั้งระบบเศรษฐกิจ

ภัยธรรมชาติในยุคปัจจุบันไม่ได้สร้างผลกระทบเฉพาะด้านกายภาพเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโดยรวม ฝนตกหนักอาจทำให้โรงงานหยุดผลิต ร้านค้าปิดชั่วคราว ระบบขนส่งติดขัด และกำลังซื้อของประชาชนลดลง

เกาหลีใต้ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นหลังเหตุการณ์ฉุกเฉิน โดยใช้หลายกลไกร่วมกัน ทั้งการสนับสนุนทางการเงิน การช่วยเหลือด้านภาษี และการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับภาคธุรกิจ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนประสบการณ์ของประเทศที่มีเศรษฐกิจอุตสาหกรรมสูง แต่ยังต้องรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับหลายประเทศในเอเชียที่เผชิญกับน้ำท่วม พายุ และภัยธรรมชาติที่เกิดถี่ขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือมาตรการครั้งนี้ไม่ได้มองธุรกิจเป็นเพียงผู้เสียภาษี แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของความแข็งแรงทางเศรษฐกิจ หากธุรกิจในพื้นที่สามารถกลับมาเดินหน้าได้เร็ว ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจท้องถิ่นฟื้นตัวตามไปด้วย

ความหมายต่อประเทศไทย: มุมมองต่อการช่วยเหลือเอสเอ็มอีและเศรษฐกิจพื้นที่เสี่ยง

กรณีของเกาหลีใต้มีความเกี่ยวข้องกับประเทศไทยในหลายด้าน โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยเองต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติที่ส่งผลต่อผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจท้องถิ่นเป็นระยะ

ประเทศไทยมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาเอสเอ็มอีจำนวนมาก ตั้งแต่ร้านค้า ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว ไปจนถึงผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นบทเรียนจากเกาหลีใต้คือการให้ความสำคัญกับ “สภาพคล่องหลังวิกฤต” ไม่ใช่เพียงการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว

ในมุมความสัมพันธ์ไทย-เกาหลี มาตรการลักษณะนี้ยังสะท้อนแนวทางบริหารเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นประเทศที่มีบริษัทระดับโลกจำนวนมาก แต่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาความแข็งแรงของธุรกิจระดับภูมิภาค แนวคิดนี้อาจเป็นประเด็นที่ไทยสามารถศึกษาในการออกแบบนโยบายช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีรายได้จากการท่องเที่ยว การเกษตร หรืออุตสาหกรรมเฉพาะทาง

สำหรับบริษัทไทยที่ทำธุรกิจกับเกาหลีใต้ หรืออยู่ในห่วงโซ่อุปทานร่วมกัน การติดตามนโยบายช่วยเหลือธุรกิจของเกาหลีมีความสำคัญ เพราะความสามารถในการฟื้นตัวของผู้ผลิตและคู่ค้าในเกาหลีอาจส่งผลต่อการค้า การนำเข้า และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่มีข้อมูลว่ามาตรการดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อบริษัทไทยหรือการค้าระหว่างไทยกับเกาหลี แต่กรณีนี้เป็นตัวอย่างของแนวโน้มที่หลายประเทศกำลังให้ความสนใจ นั่นคือการสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด

เอสเอ็มอีคือหัวใจของเศรษฐกิจท้องถิ่น ทั้งเกาหลีและไทยต้องรับมือความเสี่ยงใหม่

แม้เกาหลีใต้จะเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศของบริษัทเทคโนโลยีและแบรนด์ระดับโลก แต่เศรษฐกิจภายในประเทศยังพึ่งพาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำนวนมาก เช่นเดียวกับประเทศไทยที่ผู้ประกอบการรายเล็กมีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและรายได้ของชุมชน

ความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นทำให้แนวคิดเรื่องความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ หรือ economic resilience กลายเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้น รัฐบาลหลายประเทศไม่ได้เพียงมองหาวิธีเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่พยายามสร้างระบบที่ช่วยให้ธุรกิจกลับมาเปิดดำเนินการได้เร็วที่สุด

สำหรับประเทศไทย กรณีของเกาหลีใต้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งว่า มาตรการภาษีสามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือด้านนโยบายเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือจัดเก็บรายได้ ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ต้องให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง เช่น การวางแผนเงินสำรอง การทำประกันภัย และการปรับตัวทางธุรกิจ

ในอนาคต เมื่อความผันผวนของสภาพอากาศเพิ่มขึ้น ความสามารถของภาครัฐและเอกชนในการร่วมมือกันรับมือวิกฤตอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดความแข็งแรงของเศรษฐกิจในระดับประเทศ

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

โอ เยจิน กับบททดสอบหลังเหรียญทอง: ดาวยิงสาวเกาหลีใต้ลุยเอเชียนเกมส์ ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักไม่แพ้ปืนในมือ

ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล