ชีวเภสัชเกาหลีใต้โตหลายแกนพร้อมกัน สัญญาณใหม่ที่ไทยต้องจับตา จากโรงงานผลิตยาชีวภาพถึงตลาดความงามและสุขภาพ

ชีวเภสัชเกาหลีใต้โตหลายแกนพร้อมกัน สัญญาณใหม่ที่ไทยต้องจับตา จากโรงงานผลิตยาชีวภาพถึงตลาดความงามและสุขภาพ

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

อุตสาหกรรมชีวเภสัชเกาหลีใต้กำลังเปลี่ยนจาก “โตเป็นรายบริษัท” ไปสู่ “โตเป็นระบบ”

ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทยาและไบโอรายใหญ่ในเกาหลีใต้ครั้งนี้ น่าสนใจไม่ใช่เพียงเพราะตัวเลขรายได้เพิ่มขึ้น หรือเพราะมีบริษัทขนาดใหญ่ทำสถิติสูงสุดใหม่พร้อมกัน แต่เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าอุตสาหกรรมนี้ของเกาหลีใต้กำลังขยับจากการเติบโตแบบอาศัยดาวเด่นไม่กี่ราย ไปสู่การเติบโตที่มีหลายเสาหลักค้ำอยู่พร้อมกัน ทั้งการรับจ้างผลิตยาชีวภาพ การขายไบโอซิมิลาร์ การพัฒนายาใหม่ การส่งออกเทคโนโลยี และการต่อยอดผลิตภัณฑ์เฉพาะทางอย่างโบทูลินัมท็อกซิน

หากอธิบายให้ผู้อ่านไทยเห็นภาพง่ายขึ้น นี่ไม่ต่างจากวงการบันเทิงเกาหลีที่เคยพึ่งพาซีรีส์หรือวงไอดอลบางกลุ่มเป็นหัวหอก ก่อนจะค่อยๆ ขยายเป็นระบบนิเวศที่มีทั้งแพลตฟอร์ม ผู้ผลิตคอนเทนต์ ผู้จัดจำหน่าย สินค้าลิขสิทธิ์ และตลาดแฟนคลับหนุนหลังพร้อมกัน วันนี้อุตสาหกรรมชีวเภสัชของเกาหลีใต้ก็กำลังเดินไปในทิศทางคล้ายกัน คือไม่ได้โตเพราะ “ยาตัวเดียว” หรือ “ดีลเดียว” อีกต่อไป แต่โตจากโครงสร้างธุรกิจที่หลากหลายขึ้น

กรณีของ Samsung Biologics และ Celltrion ที่ทำสถิติรายได้รายไตรมาสสูงสุดพร้อมกัน จึงมีความหมายมากกว่าข่าวดีของสองบริษัท เพราะสองบริษัทนี้มีโมเดลธุรกิจต่างกัน แต่กลับเติบโตบนฐานเดียวกัน คือความสามารถในการแข่งขันในตลาดยาชีวภาพระดับโลก รายหนึ่งเด่นเรื่องการผลิต อีกหนึ่งรายเด่นเรื่องการนำผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มไบโอซิมิลาร์ ออกสู่ตลาดจริง เมื่อทั้งคู่ขยายตัวพร้อมกัน จึงเป็นสัญญาณว่าความแข็งแกร่งของเกาหลีใต้ในภาคไบโอไม่ได้อยู่แค่บนกระดาษหรือในห้องทดลอง แต่เริ่มแปลงเป็นรายได้ที่จับต้องได้ในระดับอุตสาหกรรม

จุดสำคัญอีกข้อคือ การเติบโตครั้งนี้ไม่ได้กระจุกอยู่ในธุรกิจแบบเดียว หากเป็นการเติบโตที่เกิดขึ้นพร้อมกันในหลายชั้น ตั้งแต่ต้นน้ำด้านวิจัย กลางน้ำด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี ไปจนถึงปลายน้ำด้านการขายผลิตภัณฑ์ในตลาดจริง เรื่องนี้ทำให้ภาพของเกาหลีใต้ในฐานะ “ประเทศส่งออกวัฒนธรรม” ขยายไปสู่การเป็น “ประเทศส่งออกเทคโนโลยีสุขภาพ” อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น และนี่คือประเด็นที่ไทยควรมองอย่างจริงจัง เพราะความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลต่อการแข่งขัน การลงทุน และรูปแบบความร่วมมือด้านสุขภาพในภูมิภาคเอเชียด้วย

เทคโนโลยีส่งออกไม่ใช่แค่คำหรู แต่กลายเป็นรายได้จริงของบริษัทเกาหลี

หนึ่งในประเด็นที่โดดเด่นของผลประกอบการรอบนี้ คือบทบาทของรายได้จากการส่งออกเทคโนโลยี หรือที่ในอุตสาหกรรมเรียกว่าเทคโนโลยีไลเซนซิง ซึ่งทำให้บริษัทอย่าง Yuhan และ Hanmi Pharmaceutical มีผลประกอบการแข็งแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความหมายของเรื่องนี้อยู่ตรงที่งานวิจัยและพัฒนา หรือ R&D ที่แต่เดิมมักถูกมองว่าเป็นต้นทุนระยะยาว เริ่มพิสูจน์ตัวเองในฐานะสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่สร้างเงินสดกลับเข้าบริษัทได้จริง

สำหรับผู้อ่านทั่วไป การส่งออกเทคโนโลยีอาจฟังดูไกลตัว แต่หากเทียบกับบริบทไทย จะคล้ายกับการที่ผู้สร้างสรรค์ผลงานไม่ได้มีรายได้แค่จากการขายสินค้าหน้าร้าน แต่ยังมีรายได้จากการขายลิขสิทธิ์ การให้สิทธิใช้สูตร วิธีการ หรือองค์ความรู้แก่พันธมิตรที่มีเครือข่ายใหญ่กว่า ในโลกยาและไบโอ การทำเช่นนี้ช่วยให้บริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิจัยสามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นรายได้โดยไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างเองตั้งแต่ต้นจนจบ

สิ่งที่น่าจับตาคือ เมื่อรายได้จากการส่งออกเทคโนโลยีเริ่มสะท้อนในผลประกอบการจริง ภาพจำของอุตสาหกรรมยาจึงเปลี่ยนไป จากเดิมที่คนจำนวนมากให้ความสำคัญกับยอดขายยาสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว มาเป็นการมองทั้งห่วงโซ่มูลค่า ตั้งแต่การคิดค้นโมเลกุล การพัฒนาแพลตฟอร์มการรักษา ไปจนถึงการเจรจาพันธมิตรกับตลาดต่างประเทศ นี่คือรูปแบบการเติบโตที่มีความซับซ้อนมากขึ้น แต่ก็ยั่งยืนกว่า เพราะไม่ได้ผูกอนาคตไว้กับผลิตภัณฑ์ชิ้นใดชิ้นหนึ่ง

ในมุมเศรษฐกิจ ความสามารถแบบนี้ยังเป็นตัวชี้วัดความสุกงอมของอุตสาหกรรมด้วย เพราะหมายความว่า ประเทศนั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงฐานการผลิตหรือผู้รับจ้างอีกต่อไป แต่เริ่มเป็นเจ้าขององค์ความรู้ที่คนอื่นพร้อมจ่ายเงินเพื่อเข้าถึง ยิ่งในอุตสาหกรรมที่วงจรการพัฒนายาใช้เวลานานและมีความเสี่ยงสูง รายได้จากการส่งออกเทคโนโลยียิ่งมีบทบาทเหมือนสะพานเชื่อมระหว่างห้องวิจัยกับตลาดทุน ช่วยให้บริษัทมีแรงขับเคลื่อนเดินหน้าวิจัยต่อ

เมื่ออ่านผลประกอบการของบริษัทเกาหลีใต้ในภาพรวม จึงเห็นได้ชัดว่าประเทศนี้ไม่ได้พยายามแข่งขันด้วย “ราคาถูกกว่า” เพียงอย่างเดียว แต่กำลังแข่งขันด้วย “ความรู้ที่ขายได้” และ “ระบบพัฒนาที่ต่อยอดได้” ซึ่งเป็นก้าวที่สูงขึ้นไปอีกระดับจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม

จากไบโอซิมิลาร์ถึงโบทูลินัมท็อกซิน ภาพสะท้อนของการเติบโตแบบหลายชั้น

ถ้าการส่งออกเทคโนโลยีคือหลักฐานว่าห้องวิจัยเกาหลีใต้เริ่มสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง การเติบโตของยอดขายยาใหม่ ไบโอซิมิลาร์ และโบทูลินัมท็อกซิน ก็คือหลักฐานว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การวิจัย แต่กำลังเดินหน้าสู่การขายผลิตภัณฑ์ในตลาดจริงอย่างมีพลัง

ในกรณีของ Celltrion การขยายตัวของยอดขายไบโอซิมิลาร์มีนัยสำคัญ เพราะไบโอซิมิลาร์ไม่ใช่ยาสามัญทั่วไป หากเป็นยาชีววัตถุที่พัฒนาขึ้นให้มีความคล้ายคลึงกับยาต้นแบบที่มีอยู่แล้ว การแข่งขันในตลาดนี้ต้องอาศัยทั้งมาตรฐานการผลิต ความน่าเชื่อถือด้านคุณภาพ การขึ้นทะเบียน และเครือข่ายตลาดในหลายประเทศ กล่าวอีกอย่างคือ ใครจะอยู่ในเกมนี้ได้ต้องมีทั้งวิทยาศาสตร์และพลังเชิงพาณิชย์ควบคู่กัน

ด้าน Samsung Biologics ที่ทำสถิติรายได้ไตรมาสสูงสุดเช่นกัน ก็สะท้อนบทบาทของเกาหลีใต้ในฐานะฐานการผลิตยาชีวภาพที่ตอบโจทย์ตลาดโลก การรับจ้างผลิตในอุตสาหกรรมไบโอไม่ใช่เพียงการมีโรงงานขนาดใหญ่ แต่ต้องมีความสามารถด้านมาตรฐาน คุณภาพ การควบคุมกระบวนการ และความพร้อมส่งมอบให้ลูกค้าระดับสากลได้อย่างต่อเนื่อง การเติบโตของบริษัทลักษณะนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่าเกาหลีใต้กำลังก้าวลึกเข้าไปในห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกอย่างมีระบบ

อีกมิติที่น่าสนใจคือกรณีของ Daewoong Pharmaceutical ที่เติบโตจากทั้งยาใหม่ของบริษัทเองและผลิตภัณฑ์โบทูลินัมท็อกซิน รายละเอียดนี้อาจดูเป็นเรื่องเฉพาะทาง แต่ในความเป็นจริงสะท้อนแนวโน้มสำคัญมาก เพราะโบทูลินัมท็อกซินเชื่อมต่อทั้งตลาดการแพทย์และตลาดความงาม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เอเชียรวมถึงไทยมีความคุ้นเคยสูงอยู่แล้ว ตั้งแต่คลินิกผิวหนัง ศัลยกรรมความงาม ไปจนถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการดูแลตัวเอง

การที่บริษัทหนึ่งสามารถเติบโตจากหลายผลิตภัณฑ์พร้อมกัน แปลว่าระบบธุรกิจภายในบริษัทเริ่มแข็งแรงพอจะไม่พึ่งพาความสำเร็จเพียงจุดเดียว นี่เป็นสิ่งที่ตลาดทุนและนักวิเคราะห์มักให้ความสำคัญ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพายาเด่นตัวเดียวหรือรายได้แบบครั้งคราว และเมื่อหลายบริษัทในเกาหลีใต้ต่างมี “แกนรายได้” หลายประเภทพร้อมกัน ภาพรวมของอุตสาหกรรมก็ยิ่งดูมั่นคงขึ้น

ในระยะยาว โครงสร้างเช่นนี้ยังทำให้เกาหลีใต้มีความยืดหยุ่นมากกว่าเดิม หากตลาดหนึ่งชะลอตัว ก็ยังมีอีกตลาดรองรับ หากผลิตภัณฑ์หนึ่งเผชิญการแข่งขันรุนแรง ก็ยังมีรายได้จากการผลิต การส่งออกเทคโนโลยี หรือกลุ่มรักษาอื่นเข้ามาพยุง และนั่นคือเหตุผลที่ผลประกอบการไตรมาสนี้ควรถูกมองเป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง มากกว่าข่าวดีรายบริษัทแบบครั้งคราว

ความหมายต่อประเทศไทย: ตลาดยา ความงาม การแพทย์ และความร่วมมือไทย-เกาหลี

สำหรับประเทศไทย ข่าวนี้มีความหมายมากกว่าการติดตามความสำเร็จของบริษัทเกาหลีใต้ เพราะไทยเป็นทั้งตลาดผู้บริโภคด้านสุขภาพที่สำคัญ เป็นฐานบริการการแพทย์ของภูมิภาค และเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับเกาหลีใต้แนบแน่นอยู่แล้ว เมื่ออุตสาหกรรมชีวเภสัชเกาหลีใต้เติบโตแบบหลายแกน ผลสะเทือนย่อมขยายมาถึงไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในทางตรง ไทยอาจเห็นบทบาทของบริษัทเกาหลีใต้ในตลาดยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพชัดขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มยาชีววัตถุ ไบโอซิมิลาร์ และผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่เชื่อมโยงกับคลินิก โรงพยาบาล และศูนย์ความงาม ตลาดไทยมีความคุ้นเคยกับสินค้าสุขภาพจากเกาหลีใต้อยู่แล้วในระดับผู้บริโภค ตั้งแต่เครื่องสำอาง เวชสำอาง ไปจนถึงแนวคิดการดูแลผิวพรรณแบบเกาหลี เมื่อบริษัทเกาหลีสามารถขยายจากภาพลักษณ์ด้านความงามไปสู่ภาพลักษณ์ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพได้สำเร็จ ความได้เปรียบเชิงแบรนด์ก็อาจต่อยอดสู่การยอมรับในตลาดไทยได้ง่ายขึ้น

ในทางอ้อม สิ่งที่ไทยควรจับตาคือการแข่งขันด้านมาตรฐานและความสามารถเชิงอุตสาหกรรม หากเกาหลีใต้พิสูจน์ว่าประเทศหนึ่งสามารถสร้างรายได้จากทั้งการวิจัย การผลิต และการขายในตลาดโลกพร้อมกันได้ ก็ย่อมกลายเป็นหมุดหมายเปรียบเทียบสำหรับประเทศอื่นในเอเชีย รวมถึงไทยด้วย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยจะนำเข้าผลิตภัณฑ์อะไรจากเกาหลีเพิ่มขึ้น แต่คือไทยจะวางตัวเองไว้ตรงไหนในห่วงโซ่ใหม่ของเศรษฐกิจสุขภาพเอเชีย

ไทยมีจุดแข็งของตัวเองอยู่แล้ว เช่น ระบบบริการทางการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค โรงพยาบาลเอกชนที่มีเครือข่ายผู้ป่วยต่างชาติ และสถานะของประเทศในฐานะจุดหมายด้านสุขภาพและความงาม แต่จุดแข็งเหล่านี้จะทรงพลังกว่าที่เป็นอยู่ หากเชื่อมกับความร่วมมือด้านวิจัย เทคโนโลยี หรือการกระจายผลิตภัณฑ์จากพันธมิตรต่างประเทศได้มากขึ้น เกาหลีใต้จึงอาจเป็นได้ทั้งคู่แข่งและคู่ร่วมมือในเวลาเดียวกัน

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ตลาดความงามและเวชศาสตร์ชะลอวัยของไทยมีความเคลื่อนไหวสูง และมีฐานผู้บริโภคที่เปิดรับเทรนด์เกาหลีอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างจากกระแส K-beauty ที่เคยเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคไทยมาแล้ว การเติบโตของผลิตภัณฑ์อย่างโบทูลินัมท็อกซินจากฝั่งเกาหลี จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับคลินิกความงาม แพทย์ผิวหนัง ผู้จัดจำหน่าย และผู้บริโภคชาวไทยที่กำลังมองหาทางเลือกใหม่ในตลาดนี้

หากมองในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ภาพที่ชัดขึ้นคือ ไทย-เกาหลีอาจไม่ได้เชื่อมกันแค่ผ่านเพลง ซีรีส์ อาหาร หรือเครื่องสำอางอีกต่อไป แต่กำลังมีพื้นที่ใหม่ของความร่วมมือที่ซับซ้อนขึ้น คือเศรษฐกิจสุขภาพและชีวการแพทย์ ซึ่งเป็นสนามที่เกี่ยวข้องทั้งกับการค้า การกำกับดูแล มาตรฐานทางวิชาชีพ และการลงทุนระยะยาว นี่คือมิติของความสัมพันธ์ที่อาจสำคัญต่ออนาคตไม่แพ้ความนิยมทางวัฒนธรรมที่เราเห็นกันทุกวัน

บทเรียนที่อุตสาหกรรมไทยควรอ่านจากเกาหลี: อย่ามองแค่สินค้า ต้องมองทั้งระบบนิเวศ

ถ้าจะสรุปบทเรียนสำคัญจากกรณีเกาหลีใต้สำหรับภาคธุรกิจไทย ก็คือความสำเร็จในอุตสาหกรรมยุคใหม่ไม่ได้เกิดจากการมีสินค้าดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ความรู้ วิจัย การผลิต การตลาด และพันธมิตรทางธุรกิจเดินไปด้วยกันได้

ในอดีต หลายประเทศรวมถึงไทยมักมองอุตสาหกรรมยาและสุขภาพผ่านกรอบค่อนข้างแยกส่วน เช่น งานวิจัยอยู่ในมหาวิทยาลัย การผลิตอยู่ในโรงงาน การขายเป็นเรื่องของผู้นำเข้าและโรงพยาบาล แต่กรณีของเกาหลีใต้ชี้ให้เห็นว่า เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ถูกเชื่อมเข้าหากันอย่างเป็นระบบ จึงจะเกิดพลังทางเศรษฐกิจในระดับที่สะท้อนออกมาเป็นผลประกอบการของหลายบริษัทพร้อมกัน

อีกบทเรียนคือ การลงทุนด้านวิจัยไม่จำเป็นต้องรอจนผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดปลายทางเสมอไปจึงจะสร้างมูลค่าได้ หากสามารถพัฒนาเทคโนโลยีจนมีพันธมิตรต่างชาติเข้ามารับช่วงต่อ รายได้จากการส่งออกเทคโนโลยีก็สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกสร้างผลตอบแทนระหว่างทางได้ นี่เป็นแนวคิดที่สำคัญสำหรับประเทศที่ต้องการขยับจากการเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้สร้างเทคโนโลยี

ในบริบทไทย เรื่องนี้อาจนำไปสู่คำถามใหม่สำหรับทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น จะทำอย่างไรให้ผลงานวิจัยด้านชีวการแพทย์ของไทยมีโอกาสเชื่อมกับภาคธุรกิจมากขึ้น จะสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหนให้บริษัทไทยสามารถร่วมมือกับต่างชาติได้โดยไม่เสียความสามารถในการพัฒนาเอง และจะยกระดับมาตรฐานการผลิตและการกำกับดูแลอย่างไรเพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทาง แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าที่สูงขึ้น

การเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมไทยในจุดนี้จึงมีประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อบอกว่าไทยตามหลังหรือควรเลียนแบบทุกอย่าง แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่าเกาหลีใต้กำลังทำให้ “อุตสาหกรรมชีวเภสัช” กลายเป็นหนึ่งในเสาหลักใหม่ของเศรษฐกิจความรู้ เหมือนที่เคยทำสำเร็จมาแล้วในอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ วัฒนธรรมบันเทิง และความงาม หากไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค ก็จำเป็นต้องอ่านเกมนี้ให้ขาดตั้งแต่ตอนที่โครงสร้างกำลังก่อตัว ไม่ใช่รอจนตลาดนิ่งแล้วค่อยปรับตัว

นัยทางสังคมและภาพลักษณ์ประเทศ: เมื่อ “ซอฟต์พาวเวอร์” ของเกาหลีขยายจากวัฒนธรรมสู่สุขภาพ

หลายปีที่ผ่านมา ชื่อของเกาหลีใต้ในสายตาคนไทยผูกกับฮันรยูอย่างแนบแน่น ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ เพลง อาหาร แฟชั่น หรือเครื่องสำอาง แต่ถ้ามองลึกลงไป สิ่งที่เกาหลีใต้ทำได้สำเร็จจริงๆ อาจไม่ใช่แค่การส่งออกความนิยม หากเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในมาตรฐานของประเทศตัวเอง จนสินค้าหรือบริการจากเกาหลีสามารถเดินทางข้ามอุตสาหกรรมได้

ในกรณีของชีวเภสัช ความเชื่อมั่นนี้มีความสำคัญยิ่งกว่าในตลาดบันเทิงหรือสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะผู้บริโภค แพทย์ โรงพยาบาล และหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ประสิทธิภาพ และความน่าเชื่อถืออย่างสูง การที่บริษัทเกาหลีใต้หลายรายสามารถทำให้รายได้เติบโตพร้อมกัน จึงสะท้อนว่าประเทศนี้ไม่ได้ส่งออกเพียงภาพลักษณ์ความทันสมัย แต่กำลังส่งออกความไว้วางใจในศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมด้วย

สำหรับคนไทย เรื่องนี้น่าสนใจเพราะเราเห็นตัวอย่างมาแล้วจากหลายภาคส่วน สินค้าหรือกระแสจากเกาหลีมักเริ่มจากการเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภค ก่อนค่อยๆ ขยับไปสู่การได้รับการยอมรับในวงกว้าง คล้ายกับช่วงที่อาหารเกาหลีจากเมนูเฉพาะกลุ่มกลายเป็นเมนูประจำห้างหรือคอมมูนิตี้มอลล์ หรือช่วงที่สกินแคร์เกาหลีเปลี่ยนจากของฝากเป็นสินค้าหลักในตลาดไทย วันนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในภาคชีวเภสัชอาจเป็นภาพเดียวกัน เพียงแต่อยู่ในระดับที่ซับซ้อนและต้องอาศัยมาตรฐานสูงกว่ามาก

นั่นหมายความว่า ซอฟต์พาวเวอร์ของเกาหลีใต้ในระยะต่อไปอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่การทำให้คนอยากดู อยากฟัง หรืออยากแต่งตาม แต่รวมถึงการทำให้ตลาดต่างประเทศเชื่อมั่นในเทคโนโลยีสุขภาพของตนเองด้วย และเมื่อความนิยมทางวัฒนธรรมช่วยเปิดประตูทางการรับรู้ไว้แล้ว การต่อยอดไปสู่ภาคเศรษฐกิจมูลค่าสูงก็ยิ่งมีแรงส่งมากขึ้น

สำหรับไทย นี่เป็นทั้งแรงบันดาลใจและแรงกดดันในเวลาเดียวกัน เพราะประเทศที่มีภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้มแข็ง หากสามารถเชื่อมต่อไปสู่อุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ ย่อมมีแต้มต่อเชิงยุทธศาสตร์อย่างมาก คำถามที่ตามมาคือ ไทยจะสามารถสร้างสะพานจากจุดแข็งด้านบริการ สุขภาพ การแพทย์ และวัฒนธรรมของตัวเอง ไปสู่อุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้หรือไม่

ต้องจับตาอะไรต่อจากนี้: ความต่อเนื่องของยอดขายและความยั่งยืนของงานวิจัย

แม้ผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทยาและไบโอเกาหลีใต้จะส่งสัญญาณบวกชัดเจน แต่การประเมินว่าการเติบโตนี้จะยั่งยืนเพียงใด ยังต้องติดตามต่อในอีกหลายด้าน ประเด็นแรกคือความต่อเนื่องของยอดขายผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นไบโอซิมิลาร์ ยาใหม่ หรือผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง เพราะการทำสถิติสูงสุดหนึ่งไตรมาสยังไม่เพียงพอจะยืนยันแนวโน้มระยะยาว หากไม่มีฐานตลาดที่มั่นคงรองรับ

ประเด็นที่สองคือ ความสามารถในการรักษาจังหวะของงานวิจัยและการส่งออกเทคโนโลยี รายได้จากดีลลักษณะนี้มีความสำคัญมาก แต่ก็อาจมีลักษณะไม่สม่ำเสมอในบางช่วงเวลา ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนและคู่ค้าต่างประเทศน่าจะจับตา คือบริษัทเกาหลีสามารถเปลี่ยนความสำเร็จรายไตรมาสให้เป็นเครื่องยืนยันศักยภาพระยะยาวได้หรือไม่

ประเด็นที่สามคือ การแข่งขันในตลาดโลกจะรุนแรงขึ้นตามความสำเร็จที่ปรากฏ เมื่อเกาหลีใต้แสดงให้เห็นว่ามีขีดความสามารถทั้งด้านการผลิตและนวัตกรรม ประเทศอื่นและบริษัทข้ามชาติก็ย่อมจับตามากขึ้นเช่นกัน ความท้าทายจึงไม่ใช่เพียงการโตต่อ แต่คือการรักษาความได้เปรียบในสนามที่ผู้เล่นล้วนขยับเร็ว

สำหรับไทย สิ่งที่ควรติดตามไม่แพ้กันคือช่องทางความร่วมมือใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระจายผลิตภัณฑ์ การวิจัยร่วม การฝึกอบรมทางการแพทย์ หรือความเชื่อมโยงในตลาดสุขภาพและความงาม หากกระแสการเติบโตของเกาหลีใต้ยังเดินต่อ ไทยย่อมมีทั้งโอกาสในการเป็นตลาดสำคัญ และโอกาสในการเป็นพันธมิตรในบางจุดของห่วงโซ่ธุรกิจ

ท้ายที่สุด ข่าวผลประกอบการครั้งนี้จึงควรอ่านในฐานะ “สัญญาณของยุคใหม่” มากกว่า “ข่าวธุรกิจประจำวัน” เพราะสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในเกาหลีใต้คือการที่ความสามารถด้านชีวเภสัชเริ่มแปลงเป็นผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจในหลายรูปแบบพร้อมกัน และเมื่อประเทศหนึ่งทำสิ่งนี้ได้สำเร็จ ผลสะเทือนย่อมไปไกลกว่าตัวเลขในงบการเงิน มันอาจเปลี่ยนดุลอำนาจทางอุตสาหกรรมในเอเชีย และบังคับให้ประเทศรอบข้างรวมถึงไทยต้องนิยามบทบาทของตัวเองใหม่ในเศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โอ เยจิน กับบททดสอบหลังเหรียญทอง: ดาวยิงสาวเกาหลีใต้ลุยเอเชียนเกมส์ ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักไม่แพ้ปืนในมือ

‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล