เกาหลีใต้ทดลองทางออกใหม่ปัญหาคนรุ่นใหม่หยุดหางาน ‘เซลล์ทริออน’ เปิดคอร์สไบโอพา 50 เยาวชนกลับสู่โลกการทำงาน

เกาหลีใต้ทดลองทางออกใหม่ปัญหาคนรุ่นใหม่หยุดหางาน ‘เซลล์ทริออน’ เปิดคอร์สไบโอพา 50 เยาวชนกลับสู่โลกการทำงาน

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

เมื่อบริษัทยาใหญ่ของเกาหลีใต้หันมาจับมือรัฐ แก้โจทย์คนหนุ่มสาวที่หลุดจากตลาดแรงงาน

ท่ามกลางภาพจำของเกาหลีใต้ในสายตาคนไทยที่มักผูกโยงกับซีรีส์ดัง เคป็อป อาหาร และเทคโนโลยีล้ำสมัย อีกด้านหนึ่งของสังคมเกาหลีกำลังเผชิญโจทย์สำคัญไม่ต่างจากหลายประเทศในเอเชีย นั่นคือปัญหาคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยที่ค่อย ๆ ถอยออกจากตลาดแรงงาน หลังเผชิญการแข่งขันสูง ความกดดันจากการหางาน และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจล่าสุด บริษัทไบโอรายใหญ่ของเกาหลีใต้ “เซลล์ทริออน” เริ่มโครงการฝึกอบรมด้านไบโอสำหรับเยาวชนอายุ 18-34 ปี จำนวน 50 คน ที่อยู่ในภาวะว่างงานเป็นเวลานาน หรือถึงขั้นหยุดหางานไปแล้ว ถือเป็นความพยายามที่น่าสนใจ เพราะไม่ได้มองปัญหานี้ในกรอบแคบว่าเป็นเรื่องของ “ความขยัน” หรือ “แรงจูงใจส่วนตัว” เท่านั้น แต่พยายามสร้างสะพานเชื่อมให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่โลกการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม

โครงการดังกล่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการที่ศูนย์วิจัยบูรณาการเภสัชและไบโอ เมืองซงโด เมืองอินชอน โดยเป็นความร่วมมือระหว่างเซลล์ทริออน กระทรวงการจ้างงานและแรงงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม การค้า และพลังงานของเกาหลีใต้ ภายใต้ชื่อ “K-New Deal Academy Cellin” ซึ่งชื่อ “Cellin” ผสมคำว่า “Cell” ที่หมายถึงเซลล์ กับความหมายของการ “ก้าวเข้าไปข้างใน” หรือการพาเข้าสู่ระบบอีกครั้ง ในเชิงสัญลักษณ์จึงไม่ใช่เพียงคอร์สอบรมทักษะ แต่เป็นความพยายามดึงคนหนุ่มสาวที่เคยยืนอยู่นอกวงกลับเข้ามาอยู่ในเส้นทางของอุตสาหกรรมอนาคต

ถ้ามองจากบริบทไทย เรื่องนี้ชวนให้นึกถึงคำถามใหญ่ที่สังคมไทยกำลังเผชิญเช่นกันว่า เราจะทำอย่างไรกับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ทำงาน หรือไม่ได้อยู่ในระบบการฝึกทักษะอย่างต่อเนื่อง เพราะเพียงการจัดงานแนะแนวอาชีพหนึ่งวัน หรือเปิดรับสมัครงานเป็นรอบ ๆ อาจยังไม่พอสำหรับคนที่หมดแรงใจไปแล้ว สิ่งที่เกาหลีใต้กำลังทดลองครั้งนี้จึงน่าสนใจในฐานะ “โมเดลฟื้นจังหวะชีวิต” มากพอ ๆ กับการสร้างแรงงานป้อนอุตสาหกรรม

คำว่า ‘쉬었음 청년’ ในเกาหลีใต้ หมายถึงอะไร และทำไมสังคมจึงจับตา

หัวใจสำคัญของข่าวนี้อยู่ที่กลุ่มเป้าหมายซึ่งในภาษาเกาหลีเรียกว่า “쉬었음 청년” หากแปลแบบให้เข้าใจง่ายสำหรับผู้อ่านไทย คือกลุ่มเยาวชนที่ “พักอยู่” หรือ “หยุดอยู่กับที่” ไม่ได้มีงานทำ และในเวลาเดียวกันก็ไม่ได้อยู่ระหว่างการสมัครงานอย่างจริงจังด้วย คำนี้มีนัยสำคัญทางสังคม เพราะพยายามอธิบายสภาพของคนรุ่นใหม่ที่ไม่ได้ว่างงานแบบตามนิยามสถิติเพียงอย่างเดียว แต่ยังสะท้อนภาวะถอดใจ หมดหวัง หรือไม่เห็นเส้นทางว่าจะกลับเข้าสู่ระบบอย่างไร

ในสังคมเกาหลีใต้ การแข่งขันด้านการศึกษาและการทำงานเข้มข้นมาก คนไทยจำนวนมากอาจคุ้นจากภาพในซีรีส์ที่ตัวละครต้องเรียนหนัก สอบแข่งขันเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำ และเมื่อตบเท้าเข้าสู่ตลาดแรงงานก็ต้องเผชิญสนามที่ไม่ต่างจากการคัดตัวรอบสุดท้ายอยู่ตลอดเวลา ภาพลักษณ์บริษัทใหญ่ในเกาหลี โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยี การผลิต และไบโอฟาร์มา มักเชื่อมโยงกับความมั่นคง รายได้ดี และสถานะทางสังคมสูง ทำให้แรงกดดันในการ “ต้องไปให้ถึง” หนักขึ้นตามไปด้วย สำหรับบางคน เมื่อพยายามมานานแต่ไม่สำเร็จ การถอยออกมาพักจึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าการพักนั้นยืดเยื้อ ก็อาจกลายเป็นการหลุดจากระบบไปโดยปริยาย

คำนี้จึงคล้ายกับการชวนสังคมมองปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างละเอียดขึ้น ไม่รีบด่วนตัดสินว่าเป็นความล้มเหลวส่วนบุคคลแต่เพียงอย่างเดียว หากเทียบกับบริบทไทย เราอาจนึกถึงกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่ได้มีงานประจำ และไม่ได้เข้าฝึกอบรมใด ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในหลายกรณีปัญหาไม่ได้อยู่ที่ไม่อยากทำงาน แต่อยู่ที่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ไม่มีทุนทางสังคม ไม่มีเครือข่าย หรือรู้สึกว่าตัวเองห่างจากโลกการทำงานไปไกลจนไม่กล้ากลับเข้าไปอีกครั้ง

ความสำคัญของโครงการฝึกอบรมครั้งนี้จึงอยู่ที่การยอมรับโดยนัยว่า ปัญหาของคนกลุ่มนี้ไม่อาจแก้ด้วยคำแนะนำแบบสั้น ๆ ว่า “สู้ ๆ นะ” หรือ “ลองส่งเรซูเม่อีกครั้ง” เท่านั้น แต่ต้องมีระบบรองรับ มีเวลาฝึกฝน และมีพื้นที่กลางที่ช่วยให้พวกเขาเรียกคืนความมั่นใจ พร้อมเรียนรู้ทักษะที่เชื่อมโยงกับงานจริง

ไม่ใช่แค่อบรมระยะสั้น แต่คือการจัดระเบียบชีวิตใหม่แบบวันทำงานจริง

หนึ่งในรายละเอียดที่ทำให้โครงการนี้ถูกจับตา คือรูปแบบการเรียนที่เข้มข้น ผู้เข้าร่วมต้องมาเรียนสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง กล่าวคือไม่ใช่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หรือเวิร์กช็อปเสาร์-อาทิตย์ที่จบในไม่กี่ชั่วโมง แต่เป็นตารางชีวิตที่ใกล้เคียงกับการทำงานเต็มเวลา การออกแบบเช่นนี้มีนัยมากกว่าการถ่ายทอดความรู้เรื่องอุตสาหกรรมไบโอ เพราะในอีกด้านหนึ่งมันคือการช่วยให้ผู้เข้าร่วมกลับมามี “จังหวะชีวิต” ที่สม่ำเสมออีกครั้ง

สำหรับคนที่หยุดหางานไปนาน การกลับเข้าสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย หลายคนอาจสูญเสียความมั่นใจในการพบปะผู้อื่น ตื่นสาย นอนไม่เป็นเวลา หรือไม่มีแรงผลักพอจะออกจากบ้านทุกวัน หากมองอย่างเข้าใจ ปัญหานี้ไม่ได้ต่างจากนักกีฬาที่เว้นสนามไปนาน ต่อให้เคยมีศักยภาพ แต่การจะกลับมาแข่งขันได้ก็ต้องเริ่มจากการเรียกฟอร์ม เรียกวินัย และค่อย ๆ ฟื้นสภาพร่างกายและจิตใจ โครงการของเซลล์ทริออนจึงอาจทำหน้าที่เป็น “ค่ายเก็บตัว” สำหรับชีวิตการทำงานในโลกจริง

ประเด็นนี้น่าสนใจมากในแง่สังคมวัฒนธรรม เพราะทั้งเกาหลีใต้และไทยต่างมีค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการเป็นคนขยัน มีหน้าที่การงานชัดเจน และก้าวหน้าเป็นลำดับ การหลุดออกจากเส้นทางจึงมักทำให้คนหนุ่มสาวรู้สึกว่าตัวเองล้าหลังกว่าคนรุ่นเดียวกัน คล้ายกับบรรยากาศที่คนไทยพูดกันเล่นปนจริงว่า “เพื่อนเรียนรุ่นเดียวกันมีงานหมดแล้ว เหลือเราอยู่คนเดียว” เมื่อความกดดันสะสม การให้คนกลุ่มนี้กลับมาฝึกแบบมีตารางแน่นอน มีเพื่อนร่วมรุ่น และมีเป้าหมายร่วมกัน จึงอาจสำคัญพอ ๆ กับตัวเนื้อหาวิชา

แม้ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่ได้ลงรายละเอียดถึงรายวิชาเฉพาะหรือเส้นทางการรับเข้าทำงานหลังเรียนจบ แต่สิ่งที่เห็นชัดคือแนวคิดของการสร้าง “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ระหว่างการอยู่นอกระบบกับการกลับเข้าสู่อุตสาหกรรม ซึ่งในทางนโยบายแรงงานถือเป็นจุดที่หลายประเทศยังทำได้ไม่ดีนัก เพราะมักมีเพียงสองทางเลือกสุดขั้ว คือปล่อยให้แข่งขันเองในตลาดงาน หรือจัดอบรมที่ไม่เชื่อมกับนายจ้างจริง

ซงโด เมืองแห่งอนาคต กับความหมายเชิงสัญลักษณ์ของสถานที่ฝึก

โครงการนี้จัดขึ้นที่ซงโด เมืองใหม่ในอินชอนซึ่งถูกมองว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่สัญลักษณ์ของความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของเกาหลีใต้ ซงโดไม่ได้เป็นเพียงย่านอาคารทันสมัยหรือเขตเศรษฐกิจใหม่ แต่ยังเป็นฐานของอุตสาหกรรมชีววิทยาศาสตร์และเภสัชกรรมที่สำคัญ การเลือกใช้ศูนย์วิจัยบูรณาการเภสัชและไบโอเป็นสถานที่เริ่มต้นโครงการ จึงสื่อชัดว่า ผู้เข้าร่วมไม่ได้ถูกพาไปนั่งฟังบรรยายในห้องประชุมทั่ว ๆ ไป แต่ถูกวางให้อยู่ในบรรยากาศของอุตสาหกรรมจริงตั้งแต่วันแรก

ในเชิงภาพจำ ถ้าจะอธิบายให้คนไทยเห็นภาพง่ายขึ้น ซงโดมีความหมายคล้ายการพาผู้ฝึกไปเริ่มต้นในพื้นที่ที่รวมทั้งระบบนิเวศของอุตสาหกรรมไว้พร้อมหน้า ไม่ต่างจากการได้เรียนในเขตนวัตกรรมที่มีบริษัท ห้องวิจัย และเครือข่ายวิชาชีพอยู่รายรอบ สิ่งแวดล้อมเช่นนี้มีผลต่อจินตนาการของผู้เข้าร่วมอย่างมาก เพราะการจะเชื่อว่าตนเอง “มีที่ยืน” ในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง บางครั้งต้องเริ่มจากการได้เห็น ได้สัมผัส และได้อยู่ในพื้นที่นั้นจริง

อีกด้านหนึ่ง อุตสาหกรรมไบโอของเกาหลีใต้ถือเป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจที่รัฐบาลและเอกชนผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะหลังโลกผ่านประสบการณ์โรคระบาดใหญ่ ความสนใจต่อยา เทคโนโลยีชีวภาพ วัคซีน และการแพทย์สมัยใหม่ยิ่งเพิ่มขึ้น เซลล์ทริออนเองเป็นชื่อที่คนติดตามเศรษฐกิจเกาหลีรู้จักดีในฐานะบริษัทชั้นนำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ การที่บริษัทประเภทนี้ลงมาร่วมพัฒนาแรงงานระดับต้น ไม่ได้สะท้อนเพียงความรับผิดชอบต่อสังคม แต่ยังแสดงให้เห็นว่าบริษัทมองประเด็นคนรุ่นใหม่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่ความยั่งยืนทางธุรกิจ

สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้อาจชวนตั้งคำถามกลับมายังบ้านเราว่า เมื่อไทยเองก็พูดเรื่องเศรษฐกิจชีวภาพ การแพทย์สมัยใหม่ และอุตสาหกรรมเป้าหมายมานาน เรามีกลไกเชื่อมคนที่หลุดจากตลาดแรงงานเข้าสู่ภาคส่วนเหล่านี้มากน้อยเพียงใด เพราะในหลายครั้ง การพูดถึงอุตสาหกรรมอนาคตมักเน้นที่เม็ดเงินลงทุน อาคาร โรงงาน และเทคโนโลยี แต่ละเลยเรื่อง “ประตูทางเข้า” สำหรับคนธรรมดาที่ไม่ได้มีต้นทุนพร้อมแต่แรก

โมเดลรัฐ-เอกชนที่ไม่ได้แยกกันทำงานคนละเรื่อง

อีกจุดที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจ คือการที่หน่วยงานรัฐสองกระทรวงกับภาคเอกชนไม่ได้ทำโครงการขนานกันแบบต่างคนต่างทำ แต่เข้ามาอยู่ในหลักสูตรเดียวกันอย่างมีเป้าหมายร่วม กระทรวงการจ้างงานและแรงงานรับผิดชอบด้านนโยบายส่งเสริมการมีงานทำและการพัฒนาทักษะอาชีพ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม การค้า และพลังงานดูแลด้านฐานอุตสาหกรรมและนโยบายภาคธุรกิจ ส่วนเซลล์ทริออนนำความเชี่ยวชาญและสภาพแวดล้อมของอุตสาหกรรมจริงเข้ามาเติมเต็ม

โมเดลเช่นนี้แตกต่างจากโครงการจำนวนไม่น้อยที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งบางครั้งรัฐจัดอบรม แต่ภาคธุรกิจไม่ได้มีส่วนร่วมจริง ทำให้ผู้เรียนได้วุฒิบัตรแต่ไม่รู้ว่าความรู้จะพาไปสู่งานประเภทใด หรือในอีกกรณีหนึ่ง บริษัทประกาศว่าต้องการแรงงานมีทักษะ แต่ไม่ได้ร่วมลงทุนกับกระบวนการสร้างคนตั้งแต่ต้น สิ่งที่เกาหลีใต้กำลังทดลองจึงคล้ายการทำให้ “นโยบายแรงงาน” กับ “นโยบายอุตสาหกรรม” เจอกันในพื้นที่เดียวกัน ไม่ใช่ตั้งอยู่คนละห้องแล้วหวังว่าจะเชื่อมต่อกันเอง

แน่นอนว่า ณ เวลานี้ ยังเร็วเกินไปจะสรุปว่าโครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะยังไม่มีข้อมูลยืนยันเรื่องอัตราการจ้างงานหลังจบหลักสูตร หรือรายละเอียดว่าเนื้อหาการสอนจะลึกถึงระดับใด ผู้เข้าร่วมจะได้รับการประเมินผลแบบไหน และมีระบบติดตามต่อเนื่องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เพียงการที่โครงการตั้งต้นจากความร่วมมือที่ชัดเจนระหว่างผู้กำหนดนโยบายกับผู้ใช้งานแรงงานจริง ก็ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าการแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่หลุดจากตลาดงานกำลังถูกมองอย่างเป็นระบบมากขึ้น

ถ้าจะเทียบกับสำนวนไทย เรื่องนี้อาจเป็นตัวอย่างของการ “ต่อสะพาน” มากกว่าการ “โยนเชือก” กล่าวคือ ไม่ใช่เพียงช่วยเฉพาะหน้าหรือบอกทางแบบกว้าง ๆ แต่สร้างโครงสร้างให้คนเดินข้ามจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งได้จริง แม้สะพานนี้จะยังเล็ก มีเพียงผู้เข้าร่วม 50 คน แต่ก็มีนัยเชิงสัญลักษณ์สูง เพราะแสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจระดับแนวหน้าไม่ได้มองการพัฒนาแรงงานเป็นภาระของรัฐเพียงฝ่ายเดียว

อุตสาหกรรมไบโอกับโอกาสใหม่ของคนหนุ่มสาว: มากกว่าการผลิตยา แต่คือการสร้างเส้นทางชีวิต

อุตสาหกรรมไบโอในเกาหลีใต้เติบโตอย่างต่อเนื่องและถูกวางให้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นชีวเภสัชภัณฑ์ ยาชีววัตถุ การพัฒนากระบวนการผลิต เทคโนโลยีห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงงานสนับสนุนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานและการควบคุมคุณภาพ ในแง่นี้ การเปิดหลักสูตรฝึกอบรมไม่ได้หมายความว่าผู้เข้าร่วมทุกคนจะต้องกลายเป็นนักวิจัยระดับสูง แต่สะท้อนว่าอุตสาหกรรมสมัยใหม่มีตำแหน่งงานหลากหลายมากกว่าที่สังคมมักจินตนาการ

นี่เป็นประเด็นสำคัญสำหรับผู้อ่านไทย เพราะเวลาพูดถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีหรือไบโอ หลายคนอาจรู้สึกว่ามันไกลตัว เหมือนเป็นพื้นที่ของคนเก่งพิเศษหรือผู้จบการศึกษาสายตรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง อุตสาหกรรมหนึ่งอุตสาหกรรมประกอบด้วยบทบาทตั้งแต่งานปฏิบัติการ งานสนับสนุน งานเอกสาร งานควบคุมระบบ ไปจนถึงงานประสานงานภายในองค์กร หากมีการฝึกที่ออกแบบดีและมีช่องทางให้คนค่อย ๆ เติบโต ก็อาจเปิดโอกาสให้คนที่เคยถอยออกจากตลาดแรงงานกลับมาเริ่มต้นใหม่ได้

ความน่าสนใจของเซลล์ทริออนอยู่ตรงที่บริษัทไม่ได้จำกัดบทบาทของตนเองไว้เพียงการจ้างงานคนที่พร้อมอยู่แล้ว แต่เลือกขยับไปมีส่วนในขั้นตอน “เตรียมความพร้อม” ด้วย นี่คือการขยายความหมายของการพัฒนาคน จากเดิมที่หลายบริษัทอาจรอรับคนที่เรียนจบ มีประสบการณ์ หรือมีประวัติสมัครงานสวยงาม มาเป็นการเปิดพื้นที่ให้กับผู้ที่มีช่วงว่างในประวัติชีวิต ซึ่งปกติอาจถูกมองข้าม

ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น โครงการแบบนี้ยังสะท้อนความพยายามทำให้อุตสาหกรรมเติบโตอย่าง “มีส่วนร่วม” มากขึ้น กล่าวคือความสำเร็จของบริษัทไม่ได้วัดแค่ยอดขายหรือความสามารถแข่งขันระดับโลก แต่รวมถึงการสร้างโอกาสให้คนที่อยู่นอกระบบได้กลับเข้ามามีอนาคตด้วย แนวคิดนี้สอดคล้องกับกระแสที่หลายสังคมเริ่มตั้งคำถามต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจว่า หากเศรษฐกิจโตแต่คนจำนวนมากยังถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ก็ยากจะเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างแท้จริง

บทเรียนที่ไทยอาจหยิบไปคิดต่อ: เยาวชนที่พักอยู่ ไม่ได้แปลว่าไร้ศักยภาพ

กรณีของเกาหลีใต้ครั้งนี้ให้บทเรียนที่น่าคิดต่อสังคมไทยอย่างน้อยสามประการ ประการแรก คือการตั้งชื่อและทำความเข้าใจปัญหาอย่างระมัดระวัง คำว่า “쉬었음 청년” แม้ฟังดูเรียบง่าย แต่ช่วยให้สังคมมองคนหนุ่มสาวกลุ่มนี้ในฐานะผู้ที่กำลัง “หยุดพัก” มากกว่าจะตีตราว่าเป็นคนขี้เกียจหรือไร้ความรับผิดชอบ การเปลี่ยนกรอบภาษามีผลมากต่อวิธีคิดเชิงนโยบาย เพราะเมื่อไม่เริ่มจากการกล่าวโทษ ก็มีโอกาสออกแบบมาตรการที่เหมาะสมกว่า

ประการที่สอง คือการยอมรับว่าการพาคนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานต้องใช้ “ช่วงเปลี่ยนผ่าน” ไม่ใช่กระโดดจากศูนย์ไปสู่การมีงานทันที คนที่ห่างจากการทำงานมานานอาจต้องการทั้งทักษะใหม่ วินัยชีวิตใหม่ และเครือข่ายทางสังคมใหม่ ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่ง การกลับเข้าระบบก็อาจสะดุดได้ง่าย

ประการที่สาม คือการประสานภาคอุตสาหกรรมเข้ากับการดูแลคนรุ่นใหม่อย่างจริงจัง ในไทย เรามักได้ยินคำว่า “ผลิตคนให้ตรงกับตลาด” มานาน แต่ในทางปฏิบัติ ความเชื่อมต่อระหว่างผู้เรียน ผู้กำหนดนโยบาย และนายจ้างยังมีช่องว่างมาก โครงการของเซลล์ทริออนชี้ให้เห็นว่า หากภาคธุรกิจยอมเปิดประตูตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น และรัฐช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านทักษะกับการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ก็อาจสร้างผลลัพธ์ที่ต่างออกไป

ที่สำคัญที่สุด ข่าวนี้เตือนเราว่า เยาวชนที่เคยหยุดหางานไม่ได้หมายความว่าไม่มีศักยภาพ หลายครั้งพวกเขาเพียงขาดจุดเชื่อมต่อ ขาดจังหวะ หรือขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีตารางชัดเจน มีเพื่อนร่วมเส้นทาง และมีสถาบันที่พร้อมรองรับ อาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่เปลี่ยนทิศทางชีวิตได้ ในสังคมไทยที่กำลังพูดถึงอนาคตแรงงาน การยกระดับทักษะ และการดึงคนรุ่นใหม่กลับมามีความหวัง ข่าวจากเกาหลีใต้นี้จึงไม่ได้ไกลตัวอย่างที่คิด

ความสำเร็จของโครงการจะวัดอย่างไร และโลกกำลังจับตาอะไรต่อจากนี้

แม้การเปิดตัวโครงการจะสร้างความสนใจ แต่คำถามสำคัญต่อจากนี้คือ จะประเมินความสำเร็จอย่างไร หากมองแบบรอบคอบ ตัวชี้วัดไม่ควรจำกัดแค่จำนวนคนที่ได้งานทันทีหลังจบหลักสูตรเท่านั้น แต่ควรรวมถึงอัตราการเข้าร่วมจนจบ ความต่อเนื่องของวินัยในการเรียน การฟื้นคืนความมั่นใจของผู้เข้าร่วม และความสามารถในการกลับไปเชื่อมต่อกับสังคมการทำงานในระยะยาว

ในหลายประเทศ การแก้ปัญหาคนรุ่นใหม่หลุดจากตลาดแรงงานมักสะดุดเพราะใช้กรอบประเมินที่แคบเกินไป คือหวังผลระยะสั้นอย่างรวดเร็ว ทั้งที่คนบางกลุ่มต้องใช้เวลาและการดูแลต่อเนื่องมากกว่านั้น โครงการของเซลล์ทริออนจึงจะมีความหมายมากขึ้น หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าแนวทางนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่เพียงได้ความรู้ แต่ยังฟื้นตัวในเชิงสังคมและจิตวิทยาไปพร้อมกัน

สำหรับผู้สังเกตการณ์ต่างประเทศ ประเด็นที่น่าจับตาคือเกาหลีใต้กำลังใช้ความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมไบโอ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องหมายการเติบโตยุคใหม่ มาทดลองตอบโจทย์ความเปราะบางของคนหนุ่มสาวที่อยู่นอกตลาดแรงงาน หากโมเดลนี้เดินหน้าได้จริง ก็อาจกลายเป็นตัวอย่างว่าบริษัทระดับโลกไม่ได้มีหน้าที่เพียงแข่งขันในตลาด แต่สามารถเป็นหุ้นส่วนในการเยียวยารอยต่อทางสังคมได้ด้วย

ท้ายที่สุด เรื่องราวของผู้เข้าร่วม 50 คนในซงโดอาจดูเป็นตัวเลขเล็กเมื่อเทียบกับโจทย์ใหญ่ทั้งประเทศ แต่ในงานข่าวสังคม บางครั้งความเปลี่ยนแปลงสำคัญเริ่มจากโครงการขนาดไม่ใหญ่ หากมันชี้ทิศทางใหม่ได้ชัดเจน และสำหรับเกาหลีใต้ นี่อาจเป็นสัญญาณว่า การเติบโตของฮันรยูและเทคโนโลยีระดับโลกจะยั่งยืนกว่าเดิม ก็ต่อเมื่อสังคมไม่ลืมพาคนที่เคยหลุดจากขบวนกลับขึ้นมานั่งอีกครั้ง

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โอ เยจิน กับบททดสอบหลังเหรียญทอง: ดาวยิงสาวเกาหลีใต้ลุยเอเชียนเกมส์ ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักไม่แพ้ปืนในมือ

‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล