เกาหลีใต้เร่งเกมส่งออกครึ่งปีหลัง ดันยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง” หวังปูทางสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านดอลลาร์

เกาหลีใต้เร่งเกมส่งออกครึ่งปีหลัง ดันยุทธศาสตร์ “กระจายความเสี่ยง” หวังปูทางสู่เป้าหมาย 1 ล้านล้านดอลลาร์

รูปภาพเพื่อช่วยให้เข้าใจบทความ

เกาหลีใต้เปิดแผนใหม่ ไม่พึ่ง “พระเอกหน้าเดิม” ในเวทีการค้าโลก

เกาหลีใต้กำลังส่งสัญญาณชัดเจนว่า การเติบโตทางการค้าในระยะต่อไปจะไม่อาศัยเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่หรือสินค้าดาวเด่นที่คนทั่วโลกรู้จักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ ชิป อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรือภาพจำแบบ “สินค้าเกาหลีต้องมาจากแบรนด์ใหญ่เท่านั้น” อีกต่อไป หลังองค์การส่งเสริมการค้าและการลงทุนของเกาหลีใต้ หรือ KOTRA จัดประชุมยุทธศาสตร์ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงโซลเมื่อวันที่ 11 เพื่อเร่งขับเคลื่อน “การกระจายความหลากหลายด้านการส่งออก” ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้อย่างเป็นรูปธรรม

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่การประกาศเป้าตัวเลขสวยหรูเพียงอย่างเดียว แม้คำว่า “ส่งออก 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ” จะเป็นเป้าหมายที่ใหญ่และสะดุดตา แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ วิธีคิดเบื้องหลังเป้าหมายดังกล่าว เกาหลีใต้ต้องการขยายฐานการส่งออกทั้งระบบ ตั้งแต่ “ใครเป็นผู้ส่งออก” “ขายสินค้าอะไร” “ขายให้ตลาดไหน” และ “ขายผ่านช่องทางแบบใด” พูดอีกอย่างหนึ่งคือ จากเดิมที่อาจพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่รายและสินค้าหลักไม่กี่ประเภท รัฐเกาหลีใต้กำลังพยายามเปลี่ยนโครงสร้างให้กว้างขึ้น คล้ายการจัดทัพใหม่ทั้งกระดาน ไม่ใช่แค่ส่งกองหน้าลงไปยิงประตูมากขึ้นเท่านั้น

หากอธิบายให้ผู้อ่านไทยเห็นภาพง่ายขึ้น ยุทธศาสตร์นี้มีลักษณะคล้ายการที่เศรษฐกิจหนึ่งประเทศไม่อยากฝากความหวังไว้กับ “สินค้าฮิตตัวเดียว” แบบขายทุเรียนอย่างเดียว หรือหวังพึ่งภาคท่องเที่ยวเพียงเสาหลักเดียว แต่ต้องสร้างทางเลือกเพิ่มขึ้นหลายแนวพร้อมกัน เพราะในโลกการค้ายุคปัจจุบัน ความผันผวนเกิดขึ้นได้จากทั้งสงคราม ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี มาตรการกีดกันทางการค้า และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนเร็วมาก การมีพอร์ตส่งออกที่หลากหลายจึงไม่ต่างจากการกระจายการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยง

สำหรับไทย ข่าวนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะเกาหลีใต้ไม่ใช่เพียงประเทศที่ส่งออกวัฒนธรรมป๊อปอย่าง K-pop ซีรีส์ หรืออาหารเกาหลีจนคนไทยคุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในชาติอุตสาหกรรมที่ใช้รัฐนำทางเศรษฐกิจอย่างเข้มข้น การขยับของ KOTRA จึงสะท้อนว่า โซลกำลังมองเกมการค้าโลกในระยะยาว และไม่ต้องการให้ความสำเร็จในอดีตกลายเป็นข้อจำกัดในอนาคต

เป้าหมาย 1 ล้านล้านดอลลาร์ หมายถึงอะไรในทางปฏิบัติ

เมื่อได้ยินคำว่า “1 ล้านล้านดอลลาร์” หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงภาษานโยบายหรือคำขวัญปลุกใจแบบที่หน่วยงานเศรษฐกิจทั่วโลกมักใช้ แต่ในกรณีของเกาหลีใต้ เป้าหมายนี้มีความหมายลึกกว่านั้น เพราะมันสื่อถึงความสามารถของระบบเศรษฐกิจในการดึงผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้มากเพียงใด ไม่ใช่แค่ดันยอดขายของรายเดิมให้โตขึ้นชั่วคราว

แก่นของแนวคิดนี้อยู่ที่การ “ขยายฐาน” มากกว่าการ “เร่งปลายทาง” กล่าวคือ หากประเทศหนึ่งมีบริษัทส่งออกหน้าเดิมอยู่แล้ว การเพิ่มยอดขายอีกส่วนอาจช่วยให้ตัวเลขดีขึ้นในระยะสั้น แต่ไม่ได้แปลว่าโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแรงขึ้นเสมอไป ตรงกันข้าม หากสามารถสร้างผู้ส่งออกรายใหม่ เพิ่มสินค้ากลุ่มใหม่ เจาะภูมิภาคใหม่ และใช้โมเดลการขายแบบใหม่ได้พร้อมกัน ฐานเศรษฐกิจจะยืดหยุ่นมากกว่าในระยะยาว

ในทางวัฒนธรรมองค์กรแบบเกาหลี รัฐมักมีบทบาทเชิงรุกในการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมสำคัญอยู่แล้ว KOTRA จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงประชาสัมพันธ์สินค้าหรือพาผู้ประกอบการไปออกบูทต่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมข้อมูลตลาด คู่ค้า และยุทธศาสตร์ระดับชาติให้ไปในทิศทางเดียวกัน การที่ผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมประชุมกันพร้อมหน้า สะท้อนว่าเรื่องนี้ถูกยกระดับเป็นวาระสำคัญ ไม่ใช่โครงการย่อยเฉพาะกิจ

หากเปรียบกับสิ่งที่ผู้อ่านไทยคุ้นเคย เป้าหมายลักษณะนี้คล้ายการวางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจที่ไม่อยากให้รายได้ประเทศขึ้นอยู่กับ “แชมป์เก่า” เพียงไม่กี่ราย เพราะต่อให้วันนี้แข็งแรง วันหน้าอาจเผชิญคู่แข่งใหม่ เทคโนโลยีใหม่ หรือกฎการค้าใหม่ได้ตลอด ดังนั้น การมีฐานผู้เล่นกว้างขึ้น จึงเท่ากับเพิ่มภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจทั้งประเทศ

อีกประเด็นที่ควรจับตา คือเกาหลีใต้ไม่ได้พูดถึงการเพิ่มจำนวนสินค้าอย่างแยกส่วน แต่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบเข้าหากัน ผู้ส่งออกรายใหม่จะโตไม่ได้ หากยังติดอยู่กับตลาดเดิม สินค้าใหม่จะไปไม่ถึงผู้ซื้อ หากยังใช้ช่องทางเดิมที่อิ่มตัวแล้ว และต่อให้มีตลาดใหม่ แต่ถ้าไม่มีข้อมูลหรือพันธมิตรในพื้นที่ก็ยากจะปิดดีลได้จริง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม KOTRA จึงหยิบคำว่า “ผู้ส่งออก-สินค้า-ตลาด-วิธีการ” มาพูดพร้อมกันในครั้งเดียว

จากสินค้าอุปโภคบริโภคถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เกาหลีใต้กำลังกางแผนหลายชั้น

หนึ่งในจุดที่สะท้อนความจริงจังของยุทธศาสตร์ครั้งนี้ คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำคัญไว้ชัดเจน ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ไบโอ และอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือเครื่องมือด้านพลังงาน ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มมีธรรมชาติของธุรกิจต่างกันมาก และนั่นเองคือหัวใจของคำว่า “กระจายความหลากหลาย” ที่แท้จริง

สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นพื้นที่ที่คนไทยมองเห็นภาพได้ง่ายที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง ตั้งแต่เครื่องสำอาง อาหารแปรรูป แฟชั่น ของใช้ในบ้าน ไปจนถึงสินค้าที่อาศัยอิทธิพลของฮันรยูในการทำตลาด ทุกวันนี้ผู้บริโภคไทยจำนวนมากคุ้นกับความเป็นเกาหลีผ่านสกินแคร์ ราเมนเกาหลี ซอสเผ็ด เสื้อผ้าสไตล์โซล หรือคาเฟ่วัฒนธรรมเกาหลีที่แพร่หลายในเมืองใหญ่ สินค้ากลุ่มนี้อาศัย “ความรู้สึกเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์” เป็นแรงผลักสำคัญ จึงต้องใช้ความเร็วในการจับกระแสตลาดและการสื่อสารกับผู้บริโภคสูงมาก

แต่เมื่อขยับไปสู่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภาพจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะนี่ไม่ใช่การขายของผ่านกระแสโซเชียลหรือรีวิวจากผู้ใช้ทั่วไป แต่เป็นการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของรัฐ ความน่าเชื่อถือทางการเมือง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างรัฐบาลกับรัฐบาล ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ขยับตัวขึ้นมาอย่างน่าจับตาในตลาดอาวุธโลก โดยใช้จุดแข็งเรื่องคุณภาพ ราคา และการส่งมอบที่ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับบางประเทศผู้ผลิตรายเดิม

ส่วนอุตสาหกรรมไบโอเป็นอีกสมรภูมิที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูง เพราะเกี่ยวข้องกับทั้งเทคโนโลยี มาตรฐานกำกับดูแล งานวิจัย สิทธิบัตร และความเชื่อมั่นด้านสุขภาพ ในสายตาของผู้บริโภคทั่วไป คำว่าไบโออาจฟังดูไกลตัว แต่ในทางเศรษฐกิจ นี่คืออุตสาหกรรมที่ครอบคลุมตั้งแต่ยา วัคซีน เวชภัณฑ์ การผลิตแบบรับจ้าง ไปจนถึงเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ซึ่งเกาหลีใต้พยายามสร้างตัวเองให้มีบทบาทมากขึ้นหลังยุคโควิด-19

ขณะที่อุปกรณ์ไฟฟ้าและเครื่องมือด้านพลังงาน เป็นกลุ่มสินค้าที่สอดรับกับกระแสโลกเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของหลายประเทศ สินค้าประเภทนี้ไม่ใช่ของที่ผู้บริโภคซื้อด้วยตัวเองเหมือนเครื่องสำอางหรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป แต่เป็นธุรกิจที่ต้องอาศัยเครือข่ายภาคอุตสาหกรรม การจัดซื้อภาครัฐหรือภาคเอกชนขนาดใหญ่ และความสัมพันธ์เชิงเทคนิคที่ยาวนาน

การที่ KOTRA วางทั้ง 4 กลุ่มนี้ไว้ในยุทธศาสตร์เดียวกัน จึงสะท้อนชัดว่า เกาหลีใต้ไม่ได้มองการส่งออกแค่ในแบบ “ขายของให้ต่างชาติ” อย่างกว้างๆ แต่แยกชั้นของตลาดอย่างละเอียด ตั้งแต่สินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยกระแสผู้บริโภค ไปจนถึงสินค้าที่ขับเคลื่อนด้วยรัฐ เทคโนโลยี และความเชื่อมั่นเชิงสถาบัน

หัวใจของเกมใหม่ คือการสร้าง “ผู้ส่งออกรายใหม่” ไม่ใช่แค่ดันรายใหญ่ให้วิ่งเร็วขึ้น

อีกประเด็นที่โดดเด่นมากจากการประชุมครั้งนี้ คือ KOTRA ย้ำเรื่องการบ่มเพาะ “ผู้ส่งออกรายใหม่” ให้เข้าสู่ตลาดโลก นี่เป็นจุดต่างสำคัญระหว่างการทำให้ยอดส่งออกโตแบบตัวเลข กับการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีฐานรองรับ

ในหลายประเทศ รวมถึงในเอเชีย การส่งออกมักกระจุกตัวอยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน เครือข่าย และบุคลากรพร้อมอยู่แล้ว แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การก้าวสู่ตลาดต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต่อให้มีสินค้าดี ก็ยังต้องเผชิญคำถามจำนวนมาก เช่น ควรเริ่มจากตลาดไหน กฎระเบียบเป็นอย่างไร ต้องมีตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ ควรขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือคู่ค้าท้องถิ่น จะตั้งราคายังไงให้แข่งขันได้ และต้องปรับบรรจุภัณฑ์หรือมาตรฐานอย่างไรบ้าง

ดังนั้น การสร้างผู้ส่งออกรายใหม่จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนบริษัทในรายชื่อส่งออก แต่คือการสร้าง “เส้นทางการเติบโต” ให้ธุรกิจที่อาจยังไม่เคยออกสู่ต่างประเทศเลยได้เห็นช่องทางอย่างเป็นระบบ ในมุมนี้ KOTRA กำลังพยายามทำหน้าที่เหมือนพี่เลี้ยงระดับชาติ ที่ไม่ได้แค่เปิดเวทีให้พบลูกค้า แต่ต้องช่วยคัดตลาด จับคู่โอกาส และลดต้นทุนความไม่แน่นอนให้กับผู้ประกอบการหน้าใหม่

ผู้อ่านไทยอาจเห็นภาพนี้ได้จากกรณีผู้ประกอบการท้องถิ่นที่มีสินค้าดี แต่ไม่รู้จะเริ่มส่งออกอย่างไร หลายรายอาจทำตลาดในออนไลน์ภายในประเทศได้เก่งมาก แต่เมื่อจะออกไปต่างประเทศ กลับต้องเผชิญโลกอีกใบที่มีทั้งเอกสาร โลจิสติกส์ มาตรฐานสินค้า การจดทะเบียน และการเจรจาเชิงพาณิชย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า ถ้ารัฐหรือหน่วยงานกึ่งรัฐเข้ามาช่วย “แปลโลกการค้า” ให้ผู้ประกอบการเข้าใจ โอกาสเติบโตย่อมเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ในกรณีเกาหลีใต้ ความสำคัญของผู้ส่งออกรายใหม่ยังเกี่ยวพันกับโจทย์ใหญ่ของประเทศ นั่นคือการลดการพึ่งพาบริษัทหัวแถวและอุตสาหกรรมไม่กี่ประเภทมากเกินไป เพราะแม้บริษัทยักษ์ใหญ่จะยังเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจ แต่หากประเทศอยากรักษาความสามารถแข่งขันในระยะยาว ก็ต้องมีคลื่นลูกใหม่ไหลเข้ามาต่อเนื่อง ไม่ต่างจากวงการบันเทิงเกาหลีที่แม้จะมีศิลปินระดับโลกอยู่แล้ว แต่ระบบก็ยังต้องปั้นเด็กรุ่นใหม่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กระแสหยุดนิ่ง

ไม่ใช่แค่ขายที่ไหน แต่ขายอย่างไรด้วย ทำไม “ช่องทาง” จึงสำคัญพอๆ กับสินค้า

หนึ่งในคำสำคัญที่มักถูกมองข้ามในข่าวเศรษฐกิจคือ “วิธีการส่งออก” หรือช่องทางการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่มักโฟกัสแค่ว่าสินค้าอะไรขายดีในประเทศไหน แต่ในความเป็นจริง สินค้าเดียวกันอาจประสบความสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเข้าตลาดผ่านเส้นทางแบบใด

สินค้าอุปโภคบริโภคบางชนิดอาจเหมาะกับอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน บางชนิดต้องอาศัยตัวแทนจำหน่ายที่เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคท้องถิ่น บางชนิดต้องไปผ่านห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ หรืออาจต้องเริ่มจากร้านเฉพาะทางที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ก่อน ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม เช่น อุปกรณ์ไฟฟ้าหรือสินค้าป้องกันประเทศ มักต้องใช้ช่องทางแบบโครงการต่อโครงการ การประมูล การเจรจาระดับสถาบัน และการให้บริการหลังการขายในระยะยาว

การที่ KOTRA พูดถึงการกระจาย “วิธีการ” ไปพร้อมกับตลาดและสินค้า จึงสะท้อนว่าหน่วยงานนี้มองเกมการค้าสมัยใหม่แบบครบวงจร ไม่ใช่แค่พาสินค้าไปถึงด่านศุลกากรแล้วถือว่างานจบ การขายในยุคนี้ต้องคิดเรื่องข้อมูลผู้บริโภค การสร้างแบรนด์ ความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้า การดูแลซัพพลายเชน และแม้กระทั่งวิธีใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าต่างประเทศอย่างตรงจุด

ในมุมของไทย ประเด็นนี้ก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะผู้ประกอบการจำนวนมากยังเผชิญคำถามคล้ายกันว่า จะไปต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ก่อน หรือหาพันธมิตรในพื้นที่ก่อนดี จะสร้างแบรนด์เองหรือผลิตให้แบรนด์คนอื่น หากเกาหลีใต้สามารถออกแบบโมเดลสนับสนุนที่ช่วยให้บริษัทเลือก “ช่องทางที่เหมาะกับสินค้า” ได้จริง ก็อาจกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญของเอเชียในยุคที่เส้นแบ่งระหว่างการค้าดั้งเดิมกับดิจิทัลเริ่มเลือนลงเรื่อยๆ

อีกด้านหนึ่ง การพูดเรื่อง “ตลาด” ควบคู่กับ “วิธีการ” ยังสะท้อนว่า เกาหลีใต้ตระหนักดีว่าตลาดโลกไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด การขายในสหรัฐฯ ยุโรป ตะวันออกกลาง อาเซียน หรือแอฟริกา ย่อมใช้ตรรกะและจังหวะคนละแบบ บางภูมิภาคให้ความสำคัญกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม บางแห่งเน้นราคาและความเร็ว บางแห่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ทางการเมืองและความไว้ใจในระดับสูง ความสามารถในการเลือกวิธีเข้าหาตลาดให้เหมาะกับบริบท จึงเป็นแต้มต่อที่สำคัญพอๆ กับคุณภาพสินค้า

บทเรียนที่ไทยควรมองจากเกาหลีใต้ ในวันที่การค้าโลกไม่เหมือนเดิม

สำหรับผู้อ่านไทย ข่าวนี้ไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในฐานะความเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นภาพสะท้อนว่าประเทศที่เคยสร้างความสำเร็จจากอุตสาหกรรมหลักอย่างเข้มแข็งแล้ว ยังต้องเร่ง “เปลี่ยนตัวเอง” อีกครั้งเมื่อเผชิญโลกการค้าที่ผันผวนขึ้น

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้เป็นตัวอย่างของประเทศที่ส่งออกได้ทั้งสินค้าอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และวัฒนธรรมร่วมสมัย จนคำว่า “เกาหลี” ในสายตาคนไทยไม่ได้หมายถึงแค่ประเทศผู้ผลิตชิ้นส่วนหรือเรือเดินสมุทร แต่ยังรวมถึงเพลง ซีรีส์ อาหาร เครื่องสำอาง และรูปแบบการใช้ชีวิตด้วย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ไม่ได้การันตีว่าระบบเศรษฐกิจจะปลอดภัยจากความเสี่ยงเสมอไป หากฐานการส่งออกยังแคบหรือพึ่งพาผู้เล่นไม่กี่กลุ่มมากเกินไป

สิ่งที่ KOTRA กำลังทำจึงมีนัยสำคัญว่า แม้ประเทศจะมีแบรนด์ชาติเข้มแข็งเพียงใด ก็ยังต้องกลับมาถามคำถามพื้นฐานเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่เสมอ นั่นคือ มีผู้เล่นหน้าใหม่เพียงพอหรือไม่ สินค้ากลุ่มใหม่เกิดขึ้นต่อเนื่องหรือไม่ ตลาดต่างประเทศกระจายตัวดีหรือยัง และรูปแบบการขายสอดรับกับโลกยุคดิจิทัลมากแค่ไหน

สำหรับไทย นี่อาจเป็นจังหวะที่ดีในการทบทวนยุทธศาสตร์ของตนเองด้วยเช่นกัน เพราะไทยเองก็เผชิญโจทย์คล้ายกันหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มผู้ส่งออกหน้าใหม่ การยกระดับสินค้าเกษตรและอาหารไปสู่มูลค่าเพิ่มสูงขึ้น การเจาะตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง แอฟริกา หรือเอเชียใต้ ตลอดจนการใช้ซอฟต์พาวเวอร์ให้แปลงเป็นผลทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบมากขึ้น ไม่ใช่เพียงสร้างกระแสชั่วคราว

ถ้ามองในเชิงเปรียบเทียบ ฮันรยูของเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จเพราะไม่ได้หยุดที่ความนิยมของศิลปินหรือซีรีส์ แต่ต่อยอดไปถึงอาหาร ท่องเที่ยว ภาษา แฟชั่น และสินค้าอุปโภคบริโภคอีกมากมาย ในทำนองเดียวกัน ยุทธศาสตร์ส่งออกใหม่ของ KOTRA ก็พยายามไม่ให้ความสำเร็จติดอยู่กับโมเดลเดิมเพียงชุดเดียว แต่ขยายไปสู่เครือข่ายโอกาสที่ซับซ้อนและหลากหลายกว่าเดิม

โจทย์สำคัญจากนี้ อยู่ที่การทำให้ภาคธุรกิจ “รู้สึกได้จริง” ว่านโยบายเปลี่ยน

แม้การประกาศยุทธศาสตร์จะเป็นก้าวสำคัญ แต่คำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ภาคธุรกิจจะสัมผัสความเปลี่ยนแปลงนี้ได้จริงแค่ไหน เพราะในโลกของนโยบายเศรษฐกิจ ความท้าทายมักไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมาย แต่อยู่ที่การแปลงเป้าหมายนั้นให้เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้จริงสำหรับผู้ประกอบการแต่ละประเภท

ผู้ส่งออกหน้าใหม่ต้องการข้อมูลที่แม่นยำและเข้าใจง่าย สินค้าแต่ละกลุ่มต้องการมาตรการสนับสนุนที่ไม่เหมือนกัน ตลาดแต่ละภูมิภาคต้องการเครือข่ายคนละแบบ และช่องทางการขายแต่ละรูปแบบก็ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญต่างกัน หากสุดท้ายทุกอย่างยังลงเอยที่โครงการแบบเหมารวม การประชุมยุทธศาสตร์ที่ดูยิ่งใหญ่ก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์เชิงโครงสร้างตามที่หวัง

อย่างไรก็ดี สารจาก KOTRA ครั้งนี้ถือว่าน่าจับตา เพราะอย่างน้อยได้แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดว่า เกาหลีใต้ต้องการเดินออกจากกรอบเดิมของการส่งออก ไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดขายของสินค้าที่แข็งแรงอยู่แล้ว แต่ต้องเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจใหม่ สินค้าใหม่ ตลาดใหม่ และวิธีขายแบบใหม่เติบโตขึ้นพร้อมกัน

ในภาษาข่าวเศรษฐกิจ เรื่องนี้อาจดูเป็นการประชุมเชิงนโยบายธรรมดา แต่ถ้ามองให้ลึก มันคือสัญญาณว่าเกาหลีใต้กำลังเตรียม “บทต่อไป” ของการเติบโตทางการค้าโลกของตัวเอง และบทต่อนี้อาจไม่ได้เขียนโดยบริษัทหน้าเดิมเพียงไม่กี่รายอีกแล้ว หากแต่จะเป็นเรื่องของทั้งระบบที่พยายามเปิดประตูให้ผู้เล่นหน้าใหม่เดินออกสู่ตลาดโลกมากขึ้น

สำหรับคนไทยที่คุ้นภาพเกาหลีใต้ผ่านความบันเทิงหรือสินค้าไลฟ์สไตล์ ข่าวนี้จึงช่วยเปิดอีกมุมหนึ่งให้เห็นว่า เบื้องหลังความสำเร็จของประเทศนี้ยังมีการวางยุทธศาสตร์เชิงลึกที่ละเอียดไม่แพ้การผลิตคอนเทนต์หรือการสร้างกระแสวัฒนธรรม และในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ สิ่งที่โลกธุรกิจจะจับตาคือ KOTRA จะทำให้คำว่า “กระจายความหลากหลายด้านการส่งออก” กลายเป็นความจริงที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด

Source: Original Korean article - Trendy News Korea

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

โอ เยจิน กับบททดสอบหลังเหรียญทอง: ดาวยิงสาวเกาหลีใต้ลุยเอเชียนเกมส์ ท่ามกลางความคาดหวังที่หนักไม่แพ้ปืนในมือ

‘บอนชอนไก่ทอดเกาหลี’ เปลี่ยนมือสู่ทุนไทย: เมื่อแบรนด์ฮันรยูระดับโลกเดินเข้าสู่อ้อมแขนไมเนอร์ กรุ๊ป

ถอดรหัสดีลใหญ่ ‘ซองซู 3’ แห่งกรุงโซล: เมื่อการประมูลล้มซ้ำไม่ได้แปลว่าโครงการสะดุด แต่หมายถึงเกมคัดเลือกผู้สร้างกำลังเปล